เตือนอีก 24 ปี กทม.ท่วมแน่ ต้องเลือก "ปักหลักสู้" หรือ "ย้ายเมือง"

เจาะลึกวิกฤต "กรุงเทพฯ จมน้ำ" : มหันตภัย "สภาพอากาศสุดขั้ว-ภาวะโลกร้อน" กับเดิมพัน 24 ปีที่ไม่มีคำว่าถอย
ดร.ชวัลน์ จันทร์ทรัพย์ ผู้ประกาศข่าว TNN16 ลงพื้นที่ไปที่อาคาร TEAM นวลจันทร์ สัมภาษณ์คุณชวลิต จันทรรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมนเนจเมนท์ กับคำถามคาใจที่ได้ยินมาตั้งแต่สมัยเด็กๆเรื่องน้ำท่วมกรุงเทพมหานคร
“กรุงเทพมหานครจะจมน้ำในอนาคตจริงหรือไม่ครับ?” ผมถามแบบสั้นๆ ตรงไปตรงมา เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องของภาพยนตร์ไซไฟ หรือการคาดเดาที่เลื่อนลอยอีกต่อไป แต่เป็นสมการทางวิทยาศาสตร์ที่กำลังนับถอยหลังอย่างน่ากลัวต้องจับตามองกันอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางกระแสข่าวลือและข้อเสนอเรื่องการ “ย้ายเมืองหลวง” ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงครั้งแล้วครั้งเล่าในรอบหลาย 10 ปี คุณชวลิต จันทรรัตน์ ได้ให้คำตอบที่สะท้อนถึงความจริงอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ว่า ประเทศไทยไม่มีทางเลือกอื่นนอกจาก “การสู้” และจำเป็นต้องปักหลักอยู่ตรงนี้โดยไม่มีคำว่าหนี เนื่องจากกรุงเทพฯ คือศูนย์กลางและกลไกขับเคลื่อนหลักทางเศรษฐกิจที่สร้างมูลค่า GDP แทบทั้งหมดให้กับประเทศ การละทิ้งเมืองหลวงแห่งนี้จึงเป็นต้นทุนที่สูงเกินกว่าที่ระบบเศรษฐกิจไทยจะแบกรับไหว สร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP สูงถึงเกือบ 1 ใน 3 เมืองหลวงแห่งนี้ทำหน้าที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ที่รวบรวมทั้งเม็ดเงินการลงทุน สำนักงานใหญ่ขององค์กรข้ามชาติ ระบบสถาบันการเงิน และโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมระดับนานาชาติเอาไว้ทั้งหมด
นอกจากนี้ กทม. ยังเป็นศูนย์รวมของประชากร และแรงงานทักษะสูงที่เป็นตัวแปรสำคัญในการขับเคลื่อนโมเมนตัมทางเศรษฐกิจและการบริโภคในประเทศ หากกรุงเทพฯ ต้องเผชิญกับวิกฤตจนระบบหยุดชะงัก ผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในพื้นที่ แต่จะส่งผลเป็นโดมิโนที่สะเทือนถึงเสถียรภาพและความเชื่อมั่นของไทยในเวทีโลกอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ การปกป้องกรุงเทพฯ จึงมีความหมายเท่ากับการปกป้องความมั่นคงทางเศรษฐกิจของคนไทยทั้งประเทศนั่นเอง
อาจารย์ชวลิต อธิบายต่อไปว่า เส้นตายที่น่าสะพรึงกลัวกำลังบีบให้เวลาของพวกเราน้อยลงทุกที วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่ทำให้อุณหภูมิโลก และสภาพอากาศร้อนจัดในปัจจุบัน กำลังเร่งปฏิกิริยาให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นถึง 74 เซนติเมตรภายในระยะเวลาอีกเพียง 24 ปีข้างหน้า ความท้าทายของตัวเลขนี้ไม่ได้อยู่ที่การมาถึงในลักษณะของคลื่นยักษ์ที่ซัดถล่มในคราวเดียว แต่มันคือความเงียบเชียบที่จะค่อยๆ คืบคลานและยกระดับสูงขึ้นในทุกๆ ปี ซึ่งหมายความว่าทุกวินาทีที่ผ่านไปโดยไม่มีการลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรม คือการปล่อยให้กรุงเทพฯ ขยับเข้าใกล้จุดวิกฤตมากขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อโจทย์ถูกบังคับให้ต้องสู้ การวางยุทธศาสตร์เพื่อรับมือจึงต้องถูกยกระดับจากการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การรื้อโครงสร้าง จัดการเชิงระบบอย่างจริงจัง แนวคิดการเดินหน้าโครงการ “เส้นเลือดฝอย” หรือการปรับปรุงคูคลองและระบบระบายน้ำในระดับชุมชนของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีและจำเป็นต้องทำอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งสำคัญกว่านั้นคือการขยายผลเชื่อมต่อจากเส้นเลือดฝอยไปสู่ “เส้นเลือดกลาง” และ “เส้นเลือดใหญ่” ซึ่งหมายถึงระบบอุโมงค์ยักษ์และทางผันน้ำหลัก เพื่อให้การระบายน้ำจากใจกลางเมืองออกสู่ปลายทางเป็นไปได้อย่างไร้รอยต่อ นอกจากนี้ ประเทศไทยอาจต้องเริ่มมองหาและกล้าที่จะลงทุนในอภิมหาโครงการระดับชาติ (Mega Project) เช่น การสร้างประตูปิด-เปิดน้ำขนาดใหญ่ในบริเวณปากอ่าวเพื่อป้องกันน้ำทะเลหนุนสูงและดันเข้ามา แม้ในปัจจุบันจะยังไม่มีคำตอบสำเร็จรูปที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่นี่คือภารกิจสำคัญที่ฝ่ายนโยบายต้องเริ่มต้นศึกษาและลงมือทำทันทีตั้งแต่วันนี้
ทว่าอุปสรรคที่ใหญ่หลวงที่สุดในการพากรุงเทพฯ ให้รอดพ้นจากมหันตภัยน้ำท่วม อาจไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีหรือเม็ดเงินงบประมาณ แต่เป็นเรื่องของ “ข้อจำกัดด้านอำนาจบริหาร” ปัจจุบันกรุงเทพฯ มีพื้นที่เปราะบางและอ่อนแอต่อน้ำท่วมสูงถึง 12 จุดสำคัญที่ต้องได้รับการดูแลและเสริมคันกั้นน้ำอย่างเร่งด่วน แต่การทำงานของผู้ว่าฯ กทม. นั้นกลับไม่ง่าย เนื่องจากโครงสร้างอำนาจที่จำกัดอยู่เพียงในเขตแนวรั้วของกรุงเทพมหานครเท่านั้น ในความเป็นจริงแล้ว ปัญหาน้ำท่วมเป็นเรื่องของภูมิศาสตร์ที่ไม่เคยมีพรมแดนคั่น มวลน้ำไม่ได้หยุดนิ่งตรงป้ายเขตแดนจังหวัด ดังนั้น การแก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ จึงไม่ใช่การ “ผลักภาระน้ำ” ไปให้จังหวัดปริมณฑลรอบข้าง
ทีมข่าวเช้า TNN16 รวบรวมข้อมูลจากอาจารย์มาทำแผนที่พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม 12 จุด ประกอบไปด้วย 1.ถนนแจ้งวัฒนะ ช่วงจากคลองประปาถึงคลองเปรมประชากร 2.ถนนรัชดาภิเษก บริเวณหน้าธนาคารกรุงเทพ 3. ถนนประชาราษฎร์ สาย 2 บริเวณแยกเตาปูน 4. ถนนราชวิถี บริเวณหน้าราชภัฏสวนดุสิตและเชิงสะพานกรุงธน 5. ถนนพญาไท บริเวณหน้ากรมปศุสัตว์ 6. ถนนศรีอยุธยา บริเวณหน้า สน.พญาไท 7. ถนนจันทร์ ช่วงจากซอยบำเพ็ญกุศลถึงที่ทำการไปรษณีย์ยานนาวา 8. ถนนสาธุประดิษฐ์ บริเวณแยกถนนจันทน์ 9. ถนนสวนพลู ช่วงจากถนนสาทรใต้ ถึงถนนนางลิ้นจี่ 10. ถนนเพชรเกษม ช่วงจากคลองทวีวัฒนา ถึงคลองราชมนตรี 11. ซอยหมู่บ้านเศรษฐกิจ จากถนนเพชรเกษมถึงวงเวียนกาญจนาภิเษก และ 12. ถนนบางขุนเทียน-ชายทะเล ช่วงจากถนนพระรามที่ 2 ถึงคลองสะแกงาม
ล่าสุด กทม. ไม่ได้นิ่งนอนและเริ่มการแก้ไขอย่างจริง ซึ่งอาจารย์ชวลิตสะท้อนว่าในพื้นที่ 1. ถนนแจ้งวัฒนะ 2. ถนนรัชดาภิเษก และ 6.ถนนศรีอยุธยา บริเวณหน้า สน.พญาไท ได้มีการแก้ไข จนภาพรวมเริ่มดีขึ้น แต่ยังมีพื้นที่เปราะบางที่ต้องเฝ้าระวังเพิ่มเติมนอกเหนือจาก 12 จุดดังกล่าวในอีกหลายพื้นที่ อาทิ ดินแดง ลาดกระบัง และบางนา
จากการพูดคุยกับอาจารย์ชวลิต ผู้ได้หลักคิดที่น่าสนใจว่า สิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้คือ กรุงเทพมหานครจำเป็นต้องมีผู้นำที่มีทักษะการประสานงานขั้นสูง เป็น “นักประสานสิบทิศ” ที่สามารถดึงเอาผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ข้างเคียง หน่วยงานบริหารจัดการน้ำระดับชาติ และรัฐบาลส่วนกลาง มาร่วมโต๊ะเจรจาและวางแผนแม่บทร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพ วิกฤตการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ ในอีก 24 ปีข้างหน้า จึงไม่ใช่แค่ภารกิจของศาลาว่าการ กทม. เท่านั้น แต่เป็น “วาระแห่งชาติ” ที่ทุกภาคส่วนต้องระดมทั้งงบประมาณ ปัญญา และความร่วมมือเข้าสู้ เพื่อไม่ให้เมืองหลวงที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานแห่งนี้ ต้องกลายสภาพเป็นเพียงอดีตเมืองหลวงที่จมอยู่ใต้บาดาล
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
