โลกเดือด เขย่าเศรษฐกิจ! โครงสร้างพื้นฐานเปราะบาง เสี่ยงหายนะทางการเงิน

เมื่อสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงรุนแรงขึ้น โครงสร้างพื้นฐานที่เคยออกแบบจากสถิติและสภาพอากาศในอดีต อาจไม่สามารถรับมือภัยพิบัติรูปแบบใหม่ได้อีกต่อไป ขณะที่ความเสียหายจากภัยธรรมชาติกำลังไม่ได้กระทบแค่ชีวิตและทรัพย์สิน แต่กำลังกลายเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและการเงินของประเทศ
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ระบบวางแผนโครงสร้างพื้นฐาน การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ และการประกันภัยของหลายประเทศยังอ้างอิงข้อมูลและสถิติในอดีต ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงและคาดการณ์ได้ยากขึ้น
กรณีล่าสุดคือเหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลันบริเวณชายแดนเนปาล–ทิเบตเมื่อวันที่ 26 สิงหาคมซึ่งสะท้อนความซับซ้อนของภัยพิบัติในพื้นที่เทือกเขาหิมาลัย ทั้งธารน้ำแข็งละลาย ดินเยือกแข็งเสื่อมสภาพ ฝนตกหนัก และสภาพธรณีวิทยาที่ไม่มั่นคง สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันและนำไปสู่ภัยพิบัติแบบลูกโซ่ได้
เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความเสียหายอย่างหนัก โดยรัฐบาลเนปาลประเมินว่าอาจต้องใช้เงินสูงถึง5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือเกือบ 10% ของเศรษฐกิจประเทศ เพื่อฟื้นฟู ขณะที่บ้านเรือน ถนน สะพาน พื้นที่เกษตร และโครงการพลังงานได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง
ผู้เชี่ยวชาญจึงเสนอให้รัฐบาลปรับมาตรฐานการออกแบบโครงสร้างพื้นฐาน โดยต้องคำนึงถึงสถานการณ์ภูมิอากาศที่รุนแรงกว่าสถิติในอดีต รวมถึงนำความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศเข้าไปอยู่ในงบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง การใช้ที่ดิน และการวางแผนทางการคลังตั้งแต่ต้น
ขณะเดียวกัน ระบบประกันภัยแบบเดิมอาจไม่เพียงพอ เพราะภัยพิบัติจาก Climate Change เกิดบ่อยขึ้นและครอบคลุมพื้นที่กว้างขึ้น จึงมีข้อเสนอให้จัดตั้งกองทุนภัยพิบัติระดับภูมิภาครวมเงินจากรัฐบาล ธนาคารเพื่อการพัฒนา ประกันภัย และประกันภัยต่อ เพื่อเป็นกลไกรองรับความเสียหายขนาดใหญ่
Climate Change ไม่ใช่แค่ปัญหาสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและการเงินโดยตรงเพราะภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้นสามารถสร้างภาระมหาศาลต่อรัฐบาล ธนาคาร บริษัทประกัน และประชาชน ดังนั้นการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ “ทนต่อสภาพอากาศอนาคต” และการเตรียมเงินรับมือภัยพิบัติล่วงหน้า อาจมีต้นทุนต่ำกว่าการรอจ่ายค่าฟื้นฟูหลังเกิดความเสียหาย
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
