รีเซต

"ซานติก้าผับ" ถึง "โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว" ประเทศไทยต้องถอดอีกกี่บทเรียน จากโศกนาฏกรรมในกองเพลิง

"ซานติก้าผับ" ถึง "โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว" ประเทศไทยต้องถอดอีกกี่บทเรียน จากโศกนาฏกรรมในกองเพลิง
TNN ช่อง16
13 กรกฎาคม 2569 ( 17:52 )
33

ตลอดระยะเวลา 17 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเผชิญกับโศกนาฏกรรมอัคคีภัยในสถานบันเทิงหลายต่อหลายครั้ง แม้เหตุการณ์จะเกิดขึ้นต่างกรรมต่างวาระ ทว่าเมื่อนำมาถอดบทเรียนกลับพบข้อเท็จจริงที่น่าสลดใจว่า ความรุนแรงและความสูญเสียที่เกิดขึ้น มักไม่ได้มีต้นเหตุจากความรุนแรงของเปลวเพลิงเพียงอย่างเดียว แต่กลับมีรากฐานมาจาก "ความประมาทเลินเล่อ" และ "ความย่อหย่อนต่อมาตรฐานความปลอดภัย" ของผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สามารถป้องกันได้ หากมีการบริหารจัดการอย่างรัดกุม

ย้อนรอยความสูญเสีย: บาดแผลที่สังคมไม่เคยลืม

หากย้อนกลับไปในคืนส่งท้ายปี พ.ศ. 2551 เหตุการณ์ไฟไหม้ ซานติก้าผับ (Santika Pub) ย่านเอกมัย ได้คร่าชีวิตผู้คนไปถึง 67 ราย และมีผู้บาดเจ็บอีกกว่า 220 ราย ต้นเพลิงเกิดจากประกายไฟของสเปเชียลเอฟเฟกต์บนเวที แต่ปัจจัยที่ทำให้เกิดความสูญเสียมหาศาลคือ ประตูหนีไฟที่ไม่พร้อมใช้งาน การขาดแคลนป้ายบอกทางที่ชัดเจน และการเปิดรับผู้ใช้บริการเกินกว่าความจุของอาคารหลายเท่าตัว

ต่อมาในปี พ.ศ. 2565 สังคมไทยต้องสะเทือนใจอีกครั้งกับเหตุการณ์ไฟไหม้ เมาน์เทน บี (Mountain B) จังหวัดชลบุรี ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 26 ราย และบาดเจ็บ 50 ราย สาเหตุคาดว่าเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจรบริเวณระบบไฟบนเวที การตรวจสอบพบว่าอาคารมีการต่อเติมดัดแปลงอย่างผิดกฎหมาย ใช้วัสดุติดไฟง่ายในการตกแต่งเพดาน และที่ร้ายแรงที่สุดคือ ประตูหนีไฟถูกล็อกและไม่สามารถใช้งานได้ในยามวิกาล

แม้ทั้งสองเหตุการณ์ใหญ่จะนำมาซึ่งการตื่นตัวของภาครัฐในการสั่งปูพรมตรวจสอบสถานประกอบการทั่วประเทศและมีความพยายามในการปรับปรุงข้อกฎหมาย แต่ดูเหมือนว่ามาตรการเหล่านั้นยังไม่อาจยับยั้งความสูญเสียครั้งใหม่ได้

กรณีศึกษาล่าสุด: โศกนาฏกรรม "โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว"

เหตุการณ์ล่าสุดเมื่อกลางดึกของวันที่ 12 กรกฎาคม เกิดเหตุอัคคีภัยขึ้น ณ ร้านอาหารกึ่งดนตรีสดกลางกรุง "โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว" ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 27 ราย และบาดเจ็บ 63 ราย จากการสันนิษฐานเบื้องต้น ต้นเพลิงอาจเกิดจากเหตุไฟฟ้าลัดวงจรบริเวณเครื่องปรับอากาศและแผงควบคุมไฟฟ้า (คัตเอาต์) เหนือเวที

ประเด็นที่สร้างความกังขาและเป็นจุดสนใจของสังคม คือเรื่อง "ทางหนีไฟ" ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้ระบุว่า อาคารดังกล่าวมีทางเข้าออกถึง 4 ทาง (หน้าร้าน 2 ทาง และหลังร้าน 2 ทาง) แต่ในขณะเกิดเหตุ กลับมีเพียงประตูหน้าร้าน 2 บานเท่านั้นที่สามารถใช้งานได้ ส่วนทางออกด้านหลังบริเวณห้องน้ำและห้องครัว กลับมีสิ่งของวางกีดขวางจนทำให้เส้นทางคับแคบลงอย่างมาก ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังเร่งตรวจสอบเพิ่มเติมว่ามีการล็อกประตูจุดใดด้วยหรือไม่

นอกจากนี้ ยังมีข้อสงสัยที่รอการพิสูจน์อีกหลายประการ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ชี้วัดมาตรฐานความปลอดภัยของร้าน ได้แก่ การทำงานของระบบเตือนภัยและป้องกันอัคคีภัย การฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุของพนักงาน ความชัดเจนของป้ายทางหนีไฟ และจำนวนผู้ใช้บริการจริงในคืนเกิดเหตุว่าเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดหรือไม่

ช่องโหว่ทางกฎหมาย: "สถานบริการ" หรือ "ร้านอาหาร"?

พระราชบัญญัติสถานบริการได้กำหนดมาตรฐานความปลอดภัยไว้อย่างรัดกุม โดยเฉพาะเรื่องทางหนีไฟ แต่ประเด็นที่น่าตกใจสำหรับกรณีโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว คือเมื่อตรวจสอบข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่าร้านแห่งนี้ จดทะเบียนในลักษณะ "ร้านอาหารที่มีดนตรีสด" ไม่ใช่ "สถานบริการ"

ความแตกต่างในการจดทะเบียนนี้นำมาซึ่ง "ความเหลื่อมล้ำในการบังคับใช้กฎหมาย" เนื่องจากทั้งสองประเภทอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกฎหมายคนละฉบับ (พ.ร.บ. สถานบริการ และ พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร) สำหรับสถานบริการ กฎหมายจะกำหนดจำนวนทางหนีไฟตามจำนวนผู้ใช้บริการสูงสุดอย่างชัดเจน เช่น ความจุ 100-200 คน ต้องมีทางออกอย่างน้อย 3 ทาง หากมีความจุ 400-700 คน ต้องมี 4-5 ทาง พร้อมข้อบังคับเรื่องป้ายไฟและวัสดุตกแต่งที่ไม่ติดไฟ

ในขณะที่ร้านอาหารทั่วไปจะอิงตามกฎหมายควบคุมอาคารเป็นหลัก ซึ่งข้อบังคับอาจมีความยืดหยุ่นกว่า คำถามสำคัญที่หน่วยงานรัฐต้องทบทวนคือ กรุงเทพมหานครและเมืองใหญ่ทั่วประเทศ ยังมีร้านอาหารกึ่งสถานบันเทิงในลักษณะนี้อีกกี่แห่ง ที่ใช้ช่องว่างทางใบอนุญาตเพื่อหลีกเลี่ยงการลงทุนในระบบความปลอดภัยที่เข้มงวด?

ทำไม "ห้องน้ำ" จึงกลายเป็นกับดักมรณะ?

จากเหตุการณ์นี้ พบว่าผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ถูกพบบริเวณห้องน้ำ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ห้องน้ำคือหนึ่งในจุดที่อันตรายที่สุดเมื่อเกิดอัคคีภัย ผู้คนมักหนีเข้าไปด้วยสัญชาตญาณหรือความเข้าใจผิด ด้วยสาเหตุดังนี้:

  • ทัศนวิสัยที่ถูกบดบัง: เมื่อควันไฟหนาทึบ ผู้คนมักวิ่งตามป้ายไฟที่สว่างที่สุด ซึ่งป้ายห้องน้ำมักจะมองเห็นได้ชัดเจนกว่าป้ายทางหนีไฟ
  • พฤติกรรมอุปทานหมู่: ผู้คนมักวิ่งตามกันไปในทิศทางเดียวกันเพื่อหลบหนีความร้อนจากโถงหลักของร้าน
  • ความเชื่อที่ผิดเรื่องน้ำ: หลายคนเชื่อว่าการหนีไปที่ที่มีน้ำจะช่วยให้รอดพ้นจากไฟได้

แต่ความจริงอันโหดร้ายคือ มัจจุราชตัวจริงในเหตุเพลิงไหม้ไม่ใช่เปลวไฟ แต่คือ "ควันไฟและก๊าซพิษ" ห้องน้ำส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ปิดทึบ มีทางเข้าออกเพียงทางเดียว ปริมาณน้ำที่มีไม่สามารถดับไฟหรือกรองก๊าซพิษได้ เมื่อสูดดมควันเข้าไปเป็นเวลานาน ผู้ประสบเหตุจะหมดสติและเสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจในที่สุด ดังที่เห็นจากสภาพร่างของผู้เสียชีวิตในห้องน้ำที่มักจะอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ไม่ได้ถูกไฟคลอก

หลักการเอาชีวิตรอดจากเหตุอัคคีภัยในพื้นที่ปิด

โอกาสในการรอดชีวิตมักถูกกำหนดตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ การมีความรู้และสติคือสิ่งสำคัญที่สุด โดยมีหลักการปฏิบัติดังนี้:

  1. มองหาทางออกสำรองเสมอ: ทันทีที่เข้าไปในสถานที่ปิด ให้มองหาทางหนีไฟอย่างน้อย 2 ทางเสมอ และอย่ายึดติดกับประตูทางเข้าเพียงอย่างเดียว
  2. ตอบสนองต่อสิ่งผิดปกติทันที: หากได้กลิ่นเหม็นไหม้ เห็นกลุ่มควัน หรือได้ยินเสียงผิดปกติ ให้รีบอพยพออกจากพื้นที่ทันที อย่ารอช้าหรือชะล่าใจ
  3. เอาชีวิตรอดเป็นอันดับแรก: ห้ามเสียเวลาในการรอเพื่อน ห้ามหยุดถ่ายคลิปวิดีโอ และไม่ควรกลับเข้าไปในอาคารเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นหากไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่กู้ภัย
  4. เคลื่อนที่ในระดับต่ำ: ควันไฟและอากาศร้อนจะลอยตัวสูงขึ้น การก้มตัวต่ำหรือคลานจะช่วยให้มีอากาศหายใจและหลีกเลี่ยงการสูดดมก๊าซพิษ
  5. ทดสอบความร้อนของประตูก่อนเปิด: ใช้หลังมือ หรือผ้าหนาๆ แตะที่ลูกบิดหรือบานประตูเหล็ก หากพบว่ามีความร้อนสูง หรือมีควันลอดผ่านช่องประตู ห้ามเปิดเด็ดขาด เพราะนั่นหมายถึงมีเปลวไฟรุนแรงอยู่อีกด้าน
  6. อย่ามุ่งหาแต่น้ำ: การใช้ผ้าชุบน้ำปิดจมูกช่วยลดความร้อนและเขม่าควันได้เพียงบางส่วน แต่ไม่สามารถกรองก๊าซพิษอันตรายได้ (เช่น คาร์บอนมอนอกไซด์) หากมีน้ำอยู่ใกล้ตัวสามารถใช้ได้ แต่อย่าเสียเวลาวิ่งหาแหล่งน้ำ หรือหนีเข้าไปในห้องน้ำเพื่อหวังใช้น้ำ เพราะการหนีออกจากอาคารให้เร็วที่สุดคือวิธีเดียวที่จะรอดชีวิต

ถึงเวลาที่ผู้บริโภคต้องกำหนดมาตรฐาน

คำว่า "ถอดบทเรียน" จะกลายเป็นเพียงวาทกรรมที่ว่างเปล่า หากหลังจบข่าวใหญ่ ผู้ประกอบการยังคงแก้ปัญหาแบบลูบหน้าปะจมูก และภาครัฐยังคงปล่อยปละละเลยเมื่อกระแสสังคมซาลง

ถึงเวลาแล้วหรือไม่ ที่ผู้ใช้บริการอย่างเราทุกคน ควรหันมาใช้สิทธิ์ในฐานะผู้บริโภค ด้วยการ "บอยคอต" หรือปฏิเสธการใช้บริการ ร้านอาหารและสถานบันเทิงที่ละเลยเรื่องความปลอดภัย เพียงแค่เริ่มต้นสังเกตง่ายๆ จาก "ป้ายบอกทางหนีไฟ" และ "สภาพของทางออกฉุกเฉิน" หากสถานที่ใดไม่สามารถให้ความมั่นใจในสิ่งพื้นฐานเหล่านี้ได้ ย่อมอนุมานได้ว่า ผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในชีวิตของคุณน้อยกว่าผลกำไรและความสะดวกของร้าน

เพราะความปลอดภัย ต้องไม่ใช่สิ่งที่ลูกค้านำชีวิตไปเดิมพัน แต่ต้องเป็นมาตรฐานพื้นฐานอันดับแรกที่สถานประกอบการต้องจัดเตรียมไว้ให้ ควบคู่ไปกับความบันเทิงที่นำเสนอ

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง