ครบ 1 ปีของ “ทรัมป์” สหรัฐฯเปลี่ยนทิศโลกร้อนสิ้นเชิง จากผู้นำกลายเป็น “ถอนตัว”

ตลอดปี พ.ศ. 2568 นับเป็นปีหัวเลี้ยวหัวต่อของนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศของสหรัฐอเมริกา หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งสมัยที่ 2 เมื่อวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2568 รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ดำเนินมาตรการครั้งใหญ่เพื่อเปลี่ยนทิศทางนโยบายสิ่งแวดล้อม ถอนตัวจากหลายองค์กรระหว่างประเทศ และลดบทบาทของประเทศในการรับมือวิกฤตโลกร้อน ซึ่งทรัมป์เคยเรียกไว้ว่าเป็นเพียง “กลลวง”
เปิดทางเชื้อเพลิงฟอสซิลเต็มรูปแบบ
ประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงยืนหยัดสนับสนุนอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างชัดเจน แม้สหรัฐฯ จะเคยให้คำมั่นด้านสภาพภูมิอากาศทั้งในประเทศและระดับโลก ภายใต้รัฐบาลชุดใหม่ ตำแหน่งสำคัญด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมถูกแต่งตั้งด้วยบุคคลที่มีสายสัมพันธ์กับอุตสาหกรรมน้ำมัน ก๊าซ และเคมีภัณฑ์
ในวันแรกของการดำรงตำแหน่ง ทรัมป์ประกาศ “ภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานแห่งชาติ” ทั้งที่สหรัฐฯ ผลิตน้ำมันได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์อยู่แล้ว มาตรการดังกล่าวเปิดทางให้รัฐบาลรื้อถอนกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมยุคก่อน และขยายพื้นที่สำรวจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ
รัฐบาลทรัมป์เดินหน้าเปิดพื้นที่ในรัฐอะแลสกา ทั้งเขตสำรองปิโตรเลียมแห่งชาติ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอาร์กติกเพื่อการขุดเจาะ พร้อมส่งสัญญาณขยายอิทธิพลไปยังแหล่งน้ำมันในเวเนซุเอลา
เดือนเมษายน พ.ศ. 2568 ทรัมป์ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อฟื้นอุตสาหกรรมถ่านหิน ด้วยการเร่งอนุมัติสัมปทานและลดขั้นตอนการทำเหมืองบนที่ดินของรัฐบาลกลาง แม้แนวโน้มโลกจะหันหลังให้ถ่านหิน และสหรัฐฯ เองก็ทยอยปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินไปแล้วจำนวนมาก เนื่องจากต้นทุนสูงและสร้างมลพิษรุนแรงกว่าแหล่งพลังงานหมุนเวียน
ขณะเดียวกัน ทรัมป์ยังโจมตีพลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง โดยเผยแพร่ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ และสั่งระงับงบประมาณสนับสนุนโครงการพลังงานสะอาดหลายรายการ ส่งผลให้เงินลงทุนหลายแสนล้านบาทต้องหยุดชะงัก และเกิดการฟ้องร้องรัฐบาลในหลายรัฐ
ลดการรับผิดของผู้ก่อมลพิษ
รัฐบาลทรัมป์ยกเลิกกฎสิ่งแวดล้อมหลายฉบับ ครอบคลุมมาตรฐานคุณภาพอากาศ น้ำเสียจากอุตสาหกรรมน้ำมัน ก๊าซ โรงไฟฟ้า และยานยนต์ รวมถึงการระงับงบประมาณโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า มูลค่าประมาณ 175,000 ล้านบาท (จากกองทุนมูลค่า 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)
สำนักงานพิทักษ์สิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ (EPA) ยังประกาศจะไม่ประเมิน “มูลค่าทางเศรษฐกิจ” ของประโยชน์ด้านสุขภาพจากกฎควบคุมมลพิษทางอากาศอีกต่อไป โดยจะพิจารณาเฉพาะต้นทุนต่อภาคอุตสาหกรรม การตัดสินใจดังกล่าวถูกวิจารณ์อย่างหนักจากนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข
กดดันงานวิจัยด้านสภาพภูมิอากาศ
ตลอดปีที่ผ่านมา รัฐบาลทรัมป์ปลดข้าราชการและนักวิทยาศาสตร์หลายหมื่นตำแหน่ง จากหน่วยงานสำคัญ เช่น NOAA, EPA, USAID และหน่วยงานวิจัยด้านบรรยากาศ ส่งผลให้งานพยากรณ์อากาศ การติดตามภัยพิบัติ และการวิจัยโลกร้อนหยุดชะงัก
รัฐบาลยังตัดงบและยุบหน่วยงานวิจัยสำคัญ รวมถึงการปิดเว็บไซต์ climate.gov และยกเลิกฐานข้อมูลภัยพิบัติที่มีมูลค่าความเสียหายระดับพันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นข้อมูลหลักของหน่วยกู้ภัย บริษัทประกัน และนักวิจัย
ในระดับโลก สหรัฐฯ ถอนตัวจากการมีส่วนร่วมในรายงานของคณะกรรมการ IPCC และสั่งห้ามนักวิทยาศาสตร์ของรัฐเข้าร่วมกระบวนการประเมินสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ
ถอนตัวจากเวทีนานาชาติ
ต้นปี พ.ศ. 2569 ทำเนียบขาวประกาศถอนสหรัฐฯ ออกจากองค์การและสนธิสัญญาระหว่างประเทศกว่า 66 แห่ง รวมถึง UNFCCC, IPCC และองค์กรอนุรักษ์ระดับโลกหลายแห่ง
สหรัฐฯ ยังถอนตัวจากข้อตกลงปารีส ยุติบทบาทในกองทุน Loss and Damage และยกเลิกเงินสนับสนุนกองทุน Green Climate Fund มูลค่าราว 140,000 ล้านบาท ส่งผลให้บทบาทของสหรัฐฯ ในการช่วยประเทศกำลังพัฒนารับมือโลกร้อนอ่อนแรงลงอย่างมาก
ยุติโครงการความเป็นธรรมด้านสิ่งแวดล้อม
รัฐบาลทรัมป์ยกเลิกโครงการ Justice40 ซึ่งออกแบบมาเพื่อกระจายงบลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมสู่ชุมชนด้อยโอกาส และปิดสำนักงานความเป็นธรรมด้านสิ่งแวดล้อมของ EPA ทั้ง 10 แห่ง นักวิชาการเตือนว่าชุมชนใกล้แหล่งมลพิษจะขาดการคุ้มครองจากรัฐ
ลดการคุ้มครองธรรมชาติและสัตว์ป่า
รัฐบาลยังผ่อนคลายกฎหมายคุ้มครองสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ เปิดพื้นที่อนุรักษ์ทางทะเลให้ทำประมงเชิงพาณิชย์ และลดกำลังเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติไปกว่า 24% ส่งผลให้หลายอุทยานเผชิญปัญหาด้านความปลอดภัยและการดูแลทรัพยากร นอกจากนี้ ยังมีแผนเปิดป่าแห่งชาติราว 149 ล้านไร่ให้ทำถนนและตัดไม้เชิงอุตสาหกรรม กลุ่มสิ่งแวดล้อมเตือนว่าจะกระทบแหล่งน้ำ อากาศ และถิ่นอาศัยของสัตว์ป่าจำนวนมาก
ดังนั้น ครบหนึ่งปีของทรัมป์ในสมัยที่สอง นโยบายด้านสภาพภูมิอากาศของสหรัฐฯ ถูกพลิกกลับอย่างสิ้นเชิง ทั้งการส่งเสริมอุตสาหกรรมฟอสซิล ลดบทบาทด้านวิทยาศาสตร์ ถอนตัวจากเวทีโลก และยกเลิกการคุ้มครองชุมชนและธรรมชาติ นักวิเคราะห์เตือนว่าผลกระทบจะไม่จำกัดอยู่เพียงสหรัฐฯ แต่จะสะเทือนไปถึงความพยายามรับมือวิกฤตโลกร้อนของทั้งโลก
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
