นายกฯ ชูแนวทาง “Reinvent Thailand” ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่ม

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมงาน FUTURE-READY ECONOMY 2026 พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Future-Ready Thailand” โดยมีนาย Mathias Cormann เลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ร่วมกล่าวปาฐกถาในงานด้วย
นายกรัฐมนตรี กล่าวต้อนรับผู้ที่เดินทางมาเยือนประเทศไทยในนามของประชาชนชาวไทย พร้อมขอให้ทุกคนมีความสุขตลอดระยะเวลาที่พำนักในประเทศไทย โดยระบุว่า สัปดาห์นี้เป็นช่วงเวลาพิเศษของประเทศไทย หลังจากผ่านไป 35 ปี กรุงเทพมหานครกลับมาเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลกอีกครั้ง ซึ่งไม่ใช่เพียงโอกาสต้อนรับประชาคมโลก แต่ยังเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยจะได้ทบทวนความก้าวหน้าที่ผ่านมา และกำหนดทิศทางที่จะเดินหน้าต่อไปในอนาคต
ความท้าทายของประเทศไทย ไม่ใช่เพียงการทำให้เศรษฐกิจเติบโตเร็วขึ้น
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากนับตั้งแต่ปี 1991 เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์กำลังปรับเปลี่ยนรูปแบบการค้าและการลงทุน ขณะที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสร้างความท้าทายใหม่ให้กับภาคธุรกิจและชุมชนต่าง ๆ ส่วนประเทศไทยได้พัฒนาอุตสาหกรรมที่เข้มแข็ง มีโครงสร้างพื้นฐานทันสมัย ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ และมีทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ใจกลางอาเซียน แต่เศรษฐกิจยังเติบโตต่ำกว่าศักยภาพที่แท้จริง การเติบโตของผลิตภาพยังอยู่ในระดับช้า และภาคธุรกิจรวมถึงแรงงานจำนวนมากยังเผชิญความท้าทายในการปรับตัวให้ทันกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
ดังนั้น ความท้าทายของประเทศไทยจึงไม่ใช่เพียงการทำให้เศรษฐกิจเติบโตเร็วขึ้น แต่ต้องเติบโตอย่างชาญฉลาด สร้างมูลค่าเพิ่มให้มากขึ้น และรักษาการเติบโตให้ยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งเป็นความหมายของการเป็นเศรษฐกิจที่พร้อมรับอนาคต โดยต้องสร้างขีดความสามารถในการกำหนดอนาคตของตนเอง แทนที่จะเป็นเพียงฝ่ายตั้งรับต่อความเปลี่ยนแปลง
นายกรัฐมนตรีระบุว่า ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากศูนย์ เพราะมีรากฐานที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว ภารกิจสำคัญคือการต่อยอดจุดแข็งที่มีอยู่ให้กลายเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ โดยยกตัวอย่างประเทศไทยในฐานะครัวของโลก ซึ่งควรมุ่งสู่การเป็นผู้ผลิตอาหารแห่งอนาคตชั้นนำ ตั้งแต่อาหารฟังก์ชันไปจนถึงผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่มีมูลค่าสูง ด้วยการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มผลิตภาพ เชื่อมโยงเกษตรกรและภาคธุรกิจเข้ากับตลาดใหม่ และทำให้การสร้างมูลค่าเพิ่มนำไปสู่รายได้ที่สูงขึ้น
ส่วนภาคการผลิต ประเทศไทยมีฐานอุตสาหกรรมที่มั่นคง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อปัญญาประดิษฐ์ (AI) การผลิตขั้นสูง และเทคโนโลยีการเดินทางแห่งอนาคตเข้ามาเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมทั่วโลก ไทยจำเป็นต้องยกระดับภาคธุรกิจให้สามารถขยับขึ้นไปสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลกในระดับที่สูงขึ้น และแข่งขันในตลาดที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่าเดิม โดยต้องการการลงทุนที่นำมาซึ่งไม่เพียงเงินทุน แต่รวมถึงเทคโนโลยี นวัตกรรม ทักษะ และโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่อุปทานด้วย
ขณะเดียวกัน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่กำลังเติบโต โดยเฉพาะศูนย์ข้อมูล (Data Center) ต้องไม่เป็นเพียงการลงทุนที่แยกตัวออกจากระบบเศรษฐกิจโดยรอบ แต่ควรมีส่วนช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลทั่วประเทศ นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีศักยภาพในด้านการดูแลสุขภาพ สุขภาวะ การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยมีความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ การบริการ วัฒนธรรม และทรัพยากรธรรมชาติเป็นข้อได้เปรียบที่ยากต่อการเลียนแบบ
ปรับเป้าหมายจากการผลิตให้มากขึ้น สู่การสร้างมูลค่าเพิ่มให้มากขึ้น
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในทุกภาคส่วน ประเทศไทยต้องปรับเป้าหมายจากการผลิตให้มากขึ้นไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มให้มากขึ้น ควบคู่กับการบริหารจัดการความเสี่ยง ในโลกที่มีความแตกแยกและแบ่งขั้วมากขึ้น ความยืดหยุ่นในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงไม่ควรหมายถึงการแยกตัวออกจากโลกภายนอก ประเทศไทยต้องเปิดกว้างต่อการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ พร้อมกระจายตลาด พันธมิตร เทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทานให้หลากหลาย รวมถึงเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหาร พลังงาน น้ำ ดิจิทัล และการเงิน ซึ่งเป็นทั้งหลักประกันในการรับมือวิกฤตและรากฐานของความสามารถในการแข่งขันระยะยาวและการเติบโตอย่างยั่งยืน
สำหรับการจัดสรรทรัพยากร นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า งบประมาณภาครัฐทุกบาทและการลงทุนทุกส่วนที่ประเทศไทยดึงดูดเข้ามา ควรมีส่วนช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตของประเทศในอนาคต โดยต้องลงทุนในคน โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และนวัตกรรม ควบคู่กับการรักษาวินัยทางการคลัง ตลอดจนเปิดโอกาสให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ผู้ประกอบการ และชุมชนท้องถิ่น มีส่วนร่วมในโอกาสที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่
นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า การขับเคลื่อนเป้าหมายดังกล่าวไม่สามารถทำได้ด้วยรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว จึงเป็นที่มาของการริเริ่ม Reinvent Thailand เพื่อเชื่อมโยงภาครัฐ ภาคธุรกิจ สถาบันการเงิน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน เพื่อค้นหาอุปสรรคและผลักดันแนวทางแก้ไขที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง โดยรัฐบาลต้องทำหน้าที่เป็นผู้เอื้อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ผ่านการกำหนดกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน ขจัดอุปสรรคที่ไม่จำเป็น ลดขั้นตอนและระเบียบราชการที่ยุ่งยาก และสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจสามารถลงทุน สร้างนวัตกรรม และเติบโตได้
สำหรับนักลงทุนต่างชาติ นายกรัฐมนตรีระบุว่า ประเทศไทยยินดีต้อนรับการลงทุน แต่เป้าหมายไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการดึงดูดเงินทุนเท่านั้น หากมุ่งสร้างความร่วมมือระยะยาวที่ก่อให้เกิดมูลค่าอย่างยั่งยืนในประเทศไทย ทั้งการพัฒนาทักษะ เสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานในประเทศ ถ่ายทอดองค์ความรู้ ส่งเสริมนวัตกรรม และช่วยให้ธุรกิจไทยแข่งขันในตลาดโลกได้ โดยต้องการให้ประเทศไทยเป็นทั้งจุดหมายการลงทุนที่น่าสนใจและพันธมิตรที่ได้รับความไว้วางใจสำหรับการเติบโตในระยะยาว
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ว่า เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของการเปลี่ยนแปลงประเทศ โดยการเป็นสมาชิกไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางเท่านั้น แต่กระบวนการปฏิรูประหว่างทางก็มีความสำคัญ ทั้งการเสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบัน การยกระดับมาตรฐาน และการปรับปรุงธรรมาภิบาล ซึ่งจะสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศไทยและประชาชนในท้ายที่สุด พร้อมระบุว่า ความเชื่อมั่นไม่สามารถสร้างได้ด้วยคำมั่นสัญญาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิสูจน์ผ่านนโยบายที่ต่อเนื่อง การดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ และผลลัพธ์ที่ภาคธุรกิจและประชาชนสามารถมองเห็นและสัมผัสได้จริง เพราะการเป็นประเทศที่พร้อมรับอนาคตไม่ได้หมายถึงการมีเงื่อนไขที่เหมาะสมเท่านั้น แต่ต้องสามารถส่งมอบผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมด้วย
นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า การประชุมประจำปีของ IMF และธนาคารโลกได้ดึงความสนใจของประชาคมโลกกลับมายังประเทศไทย จึงควรใช้โอกาสนี้กระชับความร่วมมือ ดึงดูดการลงทุนที่มีคุณภาพ และเร่งดำเนินการปฏิรูปที่จำเป็นต่ออนาคต พร้อมยืนยันต่อเลขาธิการ OECD ว่าประเทศไทยมีความพร้อมที่จะเดินหน้าสู่เป้าหมายดังกล่าว
ความสำเร็จต้องวัดจากรายได้ประชาชนที่เพิ่มขึ้น คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
นายกรัฐมนตรี กล่าวทิ้งท้ายว่า ความสำเร็จของประเทศไทยไม่ควรวัดจากการประกาศนโยบายหรือตัวเลขการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ควรวัดจากการมีงานที่ดีขึ้น รายได้ที่สูงขึ้น ภาคธุรกิจที่เข้มแข็งขึ้น โอกาสที่เพิ่มขึ้น และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน
ประเทศไทยที่กำลังสร้างขึ้นในวันนี้จึงต้องเป็นเศรษฐกิจที่มีผลิตภาพสูงขึ้น สร้างมูลค่าเพิ่ม ขยายโอกาส และเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลง โดยพร้อมเติบโตไปกับพันธมิตรและช่วยให้ทุกฝ่ายบรรลุเป้าหมายในอนาคต พร้อมทำให้ความก้าวหน้าของประเทศไทยสร้างโอกาสไม่เพียงแก่ประชาชนไทย แต่รวมถึงภาคธุรกิจและประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก
“ประเทศไทยที่พร้อมรับอนาคต คือพันธมิตรในการร่วมสร้างอนาคตที่ทุกประเทศมีโอกาสเติบโตและเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน” นายกรัฐมนตรี กล่าว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
