"IMF" เตือนทุกรัฐบาล! เร่งปฎิรูปคลัง รับหนี้สาธารณะโลกพุ่ง 100% GDP ปี 2030

IMF เตือนหนี้สาธารณะโลกเสี่ยงพุ่ง 100% GDP ปี 2029-2030 จี้รัฐบาลเร่งปฏิรูปการคลัง หวั่นดอกเบี้ยสูง กดดันงบลงทุน–สวัสดิการ กระทบประชาชน
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เตือนหนี้สาธารณะทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากระดับ 94% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในปี 2025 และอาจทะลุ 100% ภายในปี 2029-2030 ท่ามกลางต้นทุนดอกเบี้ยที่สูงขึ้นและแรงกดดันจากรายจ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้น พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลกเร่งปรับฐานะการคลังอย่างเป็นขั้นตอน ปฏิรูประบบภาษี เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ และเปลี่ยนจากการอุดหนุนพลังงานแบบทั่วถึงเป็นการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางโดยตรง เพื่อรักษาพื้นที่ทางการคลังและลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดการเงิน
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยรายงาน Fiscal Monitor ฉบับเดือนตุลาคม 2026 ระหว่างการประชุมประจำปีของ IMF และธนาคารโลก ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ กรุงเทพมหานคร โดยเตือนว่า หนี้สาธารณะทั่วโลกกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มแตะระดับ 100% ของ GDP ภายในปี 2029-2030 สะท้อนถึงแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นต่อฐานะการคลังของรัฐบาลทั่วโลก
หนี้สะสมสูง ดอกเบี้ยแพง กดดันงบประมาณรัฐบาล
โรดริโก บัลเดส ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการการคลัง IMF (Rodrigo Valdés, Director of the Fiscal Affairs Department, IMF) เปิดเผยในงานประชุมประจำปี IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ที่กรุงเทพฯ ว่า การสะสมหนี้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในประเทศเศรษฐกิจหลักของโลก ขณะที่รัฐบาลต้องเผชิญความต้องการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ทั้งด้านสวัสดิการสังคม การป้องกันประเทศ และการสร้างความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์
ขณะเดียวกัน ภาระดอกเบี้ยที่สูงขึ้นและผลกระทบทางการคลังจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ยิ่งเพิ่มความเปราะบางให้กับฐานะการคลังของแต่ละประเทศ ทำให้รัฐบาลมีข้อจำกัดในการจัดสรรงบประมาณเพื่อรองรับความต้องการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว
นอกจากนี้ โครงสร้างตลาดหนี้สาธารณะที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะบทบาทที่เพิ่มขึ้นของตัวกลางทางการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (Non-bank Financial Intermediaries) ซึ่งมีการใช้เงินกู้หรือเลเวอเรจในการลงทุน รวมถึงการลดลงของส่วนชดเชยที่นักลงทุนยอมรับผลตอบแทนต่ำกว่าเพื่อถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Treasury Convenience Premium) กำลังเพิ่มความเสี่ยงต่อความผันผวนและการปรับราคาสินทรัพย์ในตลาดการเงิน
IMF มองว่า หากปล่อยให้หนี้สะสมเพิ่มขึ้นโดยไม่เร่งแก้ไข รัฐบาลจะมีพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ลดลง เนื่องจากเมื่อหนี้เดิมครบกำหนด รัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงินหรือออกตราสารหนี้ใหม่ภายใต้ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น ส่งผลให้ภาระดอกเบี้ยกินสัดส่วนงบประมาณมากขึ้น และเบียดบังรายจ่ายเพื่อการลงทุน การพัฒนาสังคม ตลอดจนการเตรียมรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจในอนาคต
ดังนั้น รัฐบาลจึงไม่ควรรอจนตลาดการเงินสูญเสียความเชื่อมั่นหรือบังคับให้ต้องปรับนโยบายอย่างฉับพลัน แต่ควรเริ่มปรับฐานะการคลังล่วงหน้า ผ่านการจัดทำแผนการคลังระยะปานกลางที่น่าเชื่อถือ การบริหารจัดการหนี้อย่างรอบคอบ และการสร้างกันชนทางการคลังเพื่อรองรับแรงกระแทกที่อาจเกิดขึ้น
IMF ชี้ปฏิรูประบบภาษี เพิ่มรายได้โดยไม่กระทบเศรษฐกิจเกินจำเป็น
สำหรับแนวทางเสริมความแข็งแกร่งทางการคลัง IMF เสนอให้รัฐบาลทบทวนทั้งนโยบายภาษีและการใช้จ่ายภาครัฐ โดยมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ ลดข้อยกเว้นภาษีที่ไม่จำเป็น และลดความบิดเบือนที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน การจ้างงาน และผลิตภาพของภาคธุรกิจ แทนการพึ่งพาการปรับขึ้นอัตราภาษีเพียงอย่างเดียว
รายงานระบุว่า การปรับปรุงระบบบริหารจัดเก็บภาษีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งการลดขั้นตอนที่ซับซ้อนและเพิ่มความสามารถในการจัดเก็บรายได้ อาจช่วยเพิ่มรายได้ภาครัฐได้เกือบ 2% ของ GDP ในบางบริบท
ขณะเดียวกัน การออกแบบระบบภาษีให้มีประสิทธิภาพยังสามารถสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยผลการวิเคราะห์ของ IMF พบว่า ภายใต้สถานการณ์จำลองที่ศึกษา การปฏิรูประบบภาษีอาจช่วยเพิ่ม GDP ต่อหัวได้ประมาณ 3.5% ภายใน 3 ปี ทั้งนี้ ผลลัพธ์จริงขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและโครงสร้างเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ
ในประเด็นการจัดเก็บภาษีความมั่งคั่ง (Wealth Tax) IMF ให้ความสำคัญกับการออกแบบระบบภาษีโดยคำนึงถึงประสิทธิภาพและผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยการผสมผสานภาษีนิติบุคคล ภาษีมรดก และภาษีกำไรจากการลงทุน (Capital Gains Tax) อาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้และลดช่องโหว่ของระบบภาษีได้
ขณะเดียวกัน ประเทศที่มีฐานภาษีต่ำควรพิจารณาขยายฐานภาษีและทบทวนการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่ไม่จำเป็น เนื่องจากการยกเว้นภาษีเป็นวงกว้างอาจทำให้รัฐสูญเสียรายได้ โดยไม่ได้สร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างคุ้มค่าเสมอไป
เตือนอุดหนุนพลังงานทั่วถึง ซ้ำเติมภาระการคลัง
อีกหนึ่งประเด็นที่ IMF ให้ความสำคัญ คือ มาตรการอุดหนุนราคาพลังงานและเชื้อเพลิง โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาพลังงานโลกผันผวนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ แม้การตรึงราคาจะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนในระยะสั้น แต่หากดำเนินการเป็นวงกว้างและต่อเนื่อง อาจสร้างภาระงบประมาณจำนวนมาก และทำให้รัฐบาลมีทรัพยากรเหลือน้อยลงสำหรับการช่วยเหลือประชาชนในด้านอื่น
ข้อมูลประกอบการวิเคราะห์ของ IMF ระบุว่า การอุดหนุนเชื้อเพลิงอาจมีต้นทุนทางการคลังประมาณ 0.5-1.5% ของ GDP ขึ้นอยู่กับระดับการอุดหนุนและโครงสร้างเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ
นอกจากนี้ มาตรการดังกล่าวอาจมีลักษณะถดถอย (Regressive) เนื่องจากครัวเรือนรายได้สูงมักใช้พลังงานมากกว่า จึงได้รับประโยชน์จากการอุดหนุนในรูปตัวเงินมากกว่าครัวเรือนรายได้น้อย ซึ่งอาจทำให้การใช้จ่ายภาครัฐไม่สามารถช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
การตรึงราคาพลังงานยังลดแรงจูงใจให้ผู้บริโภคปรับลดการใช้เชื้อเพลิงตามภาวะอุปทานที่ตึงตัว ทำให้กลไกราคาไม่สามารถสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงได้อย่างเต็มที่ และอาจเพิ่มแรงกดดันต่อความต้องการพลังงานในตลาดโดยรวม
IMF จึงแนะนำให้รัฐบาลปล่อยให้ราคาพลังงานสะท้อนต้นทุนตลาดมากขึ้น หากจำเป็นต้องบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน ควรใช้มาตรการช่วยเหลือแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย (Targeted Support) เช่น ครัวเรือนรายได้น้อย ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาพลังงาน หรือกลุ่มอาชีพที่มีความจำเป็นต้องใช้เชื้อเพลิง แทนการอุดหนุนผู้บริโภคทุกกลุ่มในอัตราเดียวกัน
ตลาดเกิดใหม่ยังยืดหยุ่น แต่ต้องเร่งสร้างกันชนทางการคลัง
สำหรับสถานการณ์การเงินโลก อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลในกลุ่มประเทศ G7 ปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 120 จุดพื้นฐานนับตั้งแต่สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ สะท้อนภาวะการเงินที่ตึงตัวขึ้นและเพิ่มต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลทั่วโลก โดยประเทศที่มีหนี้สูง ต้องรีไฟแนนซ์หนี้จำนวนมาก และมีพื้นที่ทางการคลังจำกัด จะมีความเสี่ยงต่อแรงกระแทกจากตลาดมากกว่าประเทศอื่น
อย่างไรก็ตาม ประเทศตลาดเกิดใหม่ส่วนใหญ่ยังมีความยืดหยุ่นมากขึ้นจากการพัฒนากรอบนโยบายการเงินและการคลัง การมีฐานนักลงทุนในประเทศที่กว้างขึ้น และการยืดอายุเฉลี่ยของหนี้ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการต้องชำระหรือออกหนี้ใหม่ในระยะเวลาอันสั้น
IMF เน้นย้ำว่า ประเทศที่ยังมีพื้นที่ทางการคลังควรใช้ช่วงเวลาดังกล่าวเตรียมความพร้อม ผ่านการวางแผนการคลังที่น่าเชื่อถือ เพิ่มความโปร่งใสในการบริหารหนี้ และยกระดับประสิทธิภาพการใช้จ่ายภาครัฐ เพื่อรองรับแรงกดดันในระยะยาว ทั้งจากสังคมสูงวัย ค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขและบำนาญ ความมั่นคง ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ภาระดอกเบี้ยพุ่ง เสี่ยงเบียดบังงบลงทุนและสวัสดิการ
รายงาน Fiscal Monitor ยังสะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงจากต้นทุนดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลประกอบรายงานระบุว่า อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงเฉลี่ยของรัฐบาลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากประมาณ 2.3% ในปี 2021 เป็น 3.7% ในปี 2031 ทำให้ภาระดอกเบี้ยทั่วโลกเพิ่มขึ้นตามการสะสมของหนี้สาธารณะ
สหรัฐฯ เป็นหนึ่งในประเทศที่ต้องเผชิญแรงกดดันดังกล่าว โดยรายจ่ายดอกเบี้ยของรัฐบาลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากประมาณ 2.8% ของ GDP ก่อนการระบาดของโควิด-19 เป็น 5.7% ของ GDP ในปี 2031 ซึ่งอยู่ในระดับใกล้เคียงกับรายจ่ายที่คาดการณ์สำหรับโครงการประกันสังคม (Social Security)
ขณะที่ประเทศรายได้น้อยกำลังเผชิญข้อจำกัดด้านงบประมาณเช่นกัน เนื่องจากภาระดอกเบี้ยที่สูงขึ้นอาจเบียดบังงบประมาณสำหรับโครงการทางสังคมและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ลดความสามารถในการรับมือกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และทำให้การจัดสรรงบประมาณด้านการพัฒนาประเทศทำได้ยากขึ้น
แรงกดดันดังกล่าวยังเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลหลายประเทศต้องเพิ่มรายจ่ายด้านการป้องกันประเทศ ความมั่นคงทางพลังงาน และการรองรับสังคมสูงวัย ทำให้การบริหารจัดการหนี้และการจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณกลายเป็นโจทย์สำคัญของนโยบายเศรษฐกิจในระยะต่อไป
ไทยต้องรักษาวินัยการคลัง ควบคู่กับดูแลค่าครองชีพ
สำหรับประเทศไทย สาระสำคัญจากรายงาน IMF สะท้อนความจำเป็นในการรักษาวินัยการคลังควบคู่กับการดูแลค่าครองชีพและสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยการออกแบบมาตรการช่วยเหลือประชาชนควรคำนึงถึงต้นทุนงบประมาณ ความคุ้มค่าของการใช้จ่าย และการจัดสรรทรัพยากรให้ถึงกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด
ในระยะยาว การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี การทบทวนมาตรการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีที่ไม่จำเป็น การบริหารหนี้อย่างรอบคอบ และการจัดลำดับความสำคัญของรายจ่ายภาครัฐ จะเป็นส่วนสำคัญในการรักษาความสามารถของรัฐบาลในการลงทุนและรับมือกับวิกฤตในอนาคต
IMF เตือนว่า การปรับฐานะการคลังตั้งแต่เนิ่น ๆ ย่อมเปิดโอกาสให้รัฐบาลเลือกใช้มาตรการที่เหมาะสมได้มากกว่า ขณะที่การปล่อยให้หนี้สะสมจนตลาดการเงินสูญเสียความเชื่อมั่น อาจทำให้ต้องปรับนโยบายอย่างเร่งด่วนและสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง