รีเซต

เอลนีโญจ่อรุนแรงปลายปี 2569 ภาคเกษตรเสี่ยงเสียหายหลายหมื่นล้าน

เอลนีโญจ่อรุนแรงปลายปี 2569 ภาคเกษตรเสี่ยงเสียหายหลายหมื่นล้าน
TNN ช่อง16
14 ตุลาคม 2569 ( 12:24 )
7

แม้หลายพื้นที่ของประเทศไทยยังอยู่ระหว่างรับมือปัญหาน้ำท่วมขังจากฝนตกหนัก แต่เมื่อเข้าสู่เดือนตุลาคม สัญญาณการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ช่วงปลายฝนต้นหนาวเริ่มชัดเจนขึ้น พร้อมกับความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ที่อาจทำให้ประเทศไทยต้องเผชิญภาวะฝนทิ้งช่วงและภัยแล้งต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570

รายการ Business Watch ทาง TNN ช่อง 16 นำเสนอข้อมูลจากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) และการประเมินของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจชั้นนำ เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับภาคเกษตร ธุรกิจอาหาร อุตสาหกรรมแปรรูป และผู้บริโภค โดยเฉพาะความเสี่ยงที่เกิดจากปริมาณน้ำลดลงในช่วงที่ภาคการผลิตกำลังฟื้นตัวจากสถานการณ์น้ำท่วม

ประเด็นที่ต้องติดตามคือ ความแปรปรวนของสภาพอากาศอาจทำให้ภาคธุรกิจต้องรับมือกับปัญหาสองด้านในเวลาใกล้เคียงกัน ทั้งการฟื้นฟูความเสียหายจากน้ำท่วมและการเตรียมแหล่งน้ำสำรองสำหรับฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึง

WMO เตือนเอลนีโญเสี่ยงรุนแรงถึงต้นปี 2570

ข้อมูลที่รายการ Business Watch อ้างอิงจากรายงานของ Reuters เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ระบุว่า องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก หรือ WMO ประเมินปรากฏการณ์เอลนีโญมีแนวโน้มทวีความรุนแรง โดยคาดว่าจะเข้าสู่ช่วงรุนแรงที่สุดประมาณเดือนธันวาคม 2569 และมีโอกาสสูงที่จะดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2570

รายงานดังกล่าวระบุว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตร ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญในการติดตามเอลนีโญ อาจสูงกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 3.7 องศาเซลเซียส ในช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคม

ขณะเดียวกัน ศูนย์พยากรณ์ภูมิอากาศของสหรัฐอเมริกาประเมินว่า มีโอกาสประมาณ 83% ที่เอลนีโญจะอยู่ในระดับรุนแรงถึงรุนแรงมากต่อเนื่องไปจนถึงเดือนมกราคม 2570

ก่อนหน้านี้ ในเดือนกันยายน อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบางส่วนของมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกสูงกว่าค่าปกติมากกว่า 4 องศาเซลเซียส ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของกระแสลมและรูปแบบการกระจายตัวของฝน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม WMO ย้ำว่า การคาดการณ์ระดับโลกต้องพิจารณาร่วมกับข้อมูลพยากรณ์ระดับประเทศและระดับพื้นที่ เนื่องจากผลกระทบของเอลนีโญไม่ได้เกิดขึ้นในลักษณะเดียวกันทุกภูมิภาค

สำหรับประเทศไทย ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่ระยะเวลาของฝนทิ้งช่วง ปริมาณน้ำต้นทุนในแหล่งกักเก็บ และความสามารถในการบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของภาคเกษตรและอุตสาหกรรม

กรุงไทย COMPASS ประเมินภาคเกษตรเสี่ยงเสียหายหลายหมื่นล้านบาท

รายการ Business Watch ยังนำเสนอการประเมินของศูนย์วิจัยกรุงไทย COMPASS ซึ่งวิเคราะห์ความเสี่ยงจากเอลนีโญต่อภาคเกษตรไทยในช่วงปี 2569–2570 โดยแบ่งผลกระทบออกเป็น 3 สถานการณ์

สถานการณ์
มูลค่าความเสียหายที่ประเมิน
 กรณีดีที่สุด 38,551 ล้านบาท
 กรณีฐาน ประมาณ 62,000 ล้านบาท 
 กรณีเลวร้ายที่สุด ตัวเลขจากต้นฉบับไม่ชัดเจน

สำหรับกรณีฐาน คาดว่าประเทศไทยอาจเผชิญฝนทิ้งช่วงตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 2569 ต่อเนื่องถึงกลางปี 2570 ส่งผลต่อปริมาณผลผลิตทางการเกษตรและรายได้ของเกษตรกร

ส่วนกรณีเลวร้ายที่สุด มีสมมติฐานว่าฝนทิ้งช่วงอาจยาวนานไปจนถึงครึ่งหลังของปี 2570 ประกอบกับต้นทุนปุ๋ยที่อาจปรับราคาสูงขึ้นเฉลี่ย 100% ทำให้เกษตรกรต้องรับภาระทั้งผลผลิตที่ลดลงและต้นทุนการเพาะปลูกที่เพิ่มขึ้นพร้อมกัน

ทั้งนี้ มูลค่าความเสียหายดังกล่าวเป็นการประเมินภายใต้สมมติฐาน ไม่ใช่ความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว โดยผลกระทบจริงยังขึ้นอยู่กับปริมาณฝน ระยะเวลาของภัยแล้ง และมาตรการบริหารจัดการน้ำ

เกษตรไทยพึ่งน้ำฝนสูง พื้นที่ 80% อยู่นอกเขตชลประทาน

หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ภาคเกษตรไทยมีความเสี่ยงต่อเอลนีโญ คือโครงสร้างการใช้น้ำและพื้นที่เพาะปลูกที่ยังต้องพึ่งพาฝนตามธรรมชาติเป็นหลัก

ข้อมูลจากกรุงไทย COMPASS ที่รายการ Business Watch นำเสนอ ระบุว่า ภาคเกษตรมีความต้องการใช้น้ำประมาณ 75% ของความต้องการใช้น้ำทั้งประเทศ ขณะที่พื้นที่เกษตรกรรมราว 80% อยู่นอกเขตชลประทาน

พื้นที่เหล่านี้มีข้อจำกัดในการเข้าถึงระบบส่งน้ำและแหล่งน้ำสำรอง โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่อาจไม่มีเงินทุนเพียงพอสำหรับลงทุนในระบบกักเก็บน้ำหรืออุปกรณ์เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ

หากฝนทิ้งช่วงตรงกับระยะที่พืชต้องการน้ำมากที่สุด ความชื้นในดินจะลดลงและกระทบต่อการเจริญเติบโตของพืช ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตต่อไร่ลดลง รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการลงทุนเพาะปลูกในฤดูกาลถัดไป

ผลกระทบยังเชื่อมโยงกับกำลังซื้อในพื้นที่ชนบท หากเกษตรกรมีรายได้ลดลง การจับจ่ายสินค้าและบริการในชุมชนก็อาจชะลอตัวตามไปด้วย

ในอีกด้านหนึ่ง หากผลผลิตทางการเกษตรบางชนิดเข้าสู่ตลาดลดลง อาจทำให้ราคาสินค้าปรับสูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่มีความต้องการบริโภคต่อเนื่อง

SCB EIC จับตาฝนทิ้งช่วงภาคเหนือ อีสาน และตะวันตก

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB EIC ประเมินว่า ประเทศไทยมีความเสี่ยงเผชิญฝนน้อยและฝนทิ้งช่วงตั้งแต่ช่วงปลายไตรมาส 3 ปี 2569 ต่อเนื่องถึงไตรมาสแรกของปี 2570

ช่วงเวลาดังกล่าวครอบคลุมทั้งฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตปลายปีและการเตรียมเพาะปลูกในช่วงต้นปีถัดไป ทำให้เกษตรกรต้องประเมินความเพียงพอของน้ำก่อนตัดสินใจลงทุนรอบใหม่

พื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันตก โดยเฉพาะพื้นที่เพาะปลูกนอกเขตชลประทานซึ่งต้องอาศัยน้ำฝนเป็นหลัก

หากปริมาณฝนลดลงต่อเนื่อง ความชื้นในดินจะลดลงตามไปด้วย และอาจกระทบต่อพืชที่ต้องการน้ำในปริมาณมาก ขณะที่โรงสีและโรงงานแปรรูปสินค้าเกษตรต้องเตรียมปรับแผนจัดซื้อวัตถุดิบเพื่อรักษาความต่อเนื่องของการผลิต

นอกจากปริมาณน้ำแล้ว อุณหภูมิที่สูงขึ้นยังอาจทำให้ต้นทุนการดำเนินงานเพิ่มขึ้น ทั้งค่าใช้จ่ายในการจัดหาน้ำ การขนส่งน้ำ และระบบทำความเย็น

ธุรกิจที่ไม่สามารถปรับราคาขายให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ อาจเผชิญแรงกดดันต่ออัตรากำไร โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีเงินทุนหมุนเวียนจำกัด

ภัยแล้งกระทบต่อเนื่องจากเกษตรกรถึงผู้บริโภค

รายการ Business Watch วิเคราะห์ว่า ผลกระทบของเอลนีโญอาจขยายจากภาคการเกษตรไปยังธุรกิจที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทาน

เมื่อเกษตรกรมีผลผลิตลดลง โรงสีและโรงงานแปรรูปอาจต้องแข่งขันกันจัดหาวัตถุดิบที่มีปริมาณจำกัด ส่งผลให้ต้นทุนรับซื้อปรับสูงขึ้น

ธุรกิจอาหารและร้านอาหารที่ต้องใช้สินค้าเกษตรเป็นวัตถุดิบหลักก็อาจได้รับผลกระทบต่อเนื่อง ทั้งจากต้นทุนการผลิตและความไม่แน่นอนของปริมาณสินค้าที่เข้าสู่ตลาด

ท้ายที่สุด ผู้บริโภคอาจต้องเผชิญราคาสินค้าอาหารบางประเภทที่ปรับสูงขึ้น หากปริมาณผลผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการ

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อราคาสินค้าจะแตกต่างกันไปตามชนิดของผลผลิต ปริมาณสินค้าคงคลัง และความสามารถในการจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งอื่น

แนะธุรกิจเตรียมแหล่งน้ำสำรองและประเมินความเสี่ยง 3 กรณี

กรุงไทย COMPASS เสนอให้ผู้ประกอบการนำสถานการณ์ทั้ง 3 กรณีมาใช้ทดสอบความพร้อมของธุรกิจ โดยพิจารณาทั้งปริมาณวัตถุดิบที่จำเป็น แหล่งจัดหาสำรอง และเงินทุนหมุนเวียนที่ต้องใช้หากต้นทุนรับซื้อปรับสูงขึ้น

ขณะที่ SCB EIC ให้ความสำคัญกับการติดตามสถานการณ์ฝนและปริมาณน้ำในพื้นที่เพาะปลูก เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถประเมินผลผลิตที่จะเข้าสู่ตลาดได้ล่วงหน้า

สำหรับเกษตรกร แนวทางสำคัญคือการตรวจสอบปริมาณน้ำที่มีอยู่จริงก่อนเริ่มเพาะปลูก เลือกชนิดพืชให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำเพื่อลดความเสี่ยงจากต้นทุนที่อาจสูญเสียไปหากเกิดฝนทิ้งช่วง

ส่วนโรงสี โรงงานแปรรูป และธุรกิจอาหาร ควรติดตามความพร้อมของแหล่งผลิตตั้งแต่ก่อนฤดูเก็บเกี่ยว พร้อมจัดทำแผนจัดซื้อวัตถุดิบจากหลายพื้นที่ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของสายการผลิตและการส่งมอบสินค้า

จับตาความพร้อมบริหารน้ำ รับมือเอลนีโญปี 2570

การรับมือเอลนีโญในช่วงปลายปี 2569 ต่อเนื่องถึงปี 2570 จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการติดตามข้อมูลพยากรณ์อากาศ ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ และความต้องการใช้น้ำของแต่ละพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

หน่วยงานด้านน้ำและการเกษตรของภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนข้อมูลและวางแผนจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ขณะที่ภาคเอกชนและเกษตรกรสามารถนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ประกอบการตัดสินใจด้านการผลิตและการลงทุน

แม้ยังไม่สามารถระบุขนาดความเสียหายทางเศรษฐกิจได้อย่างแน่นอน แต่การประเมินของศูนย์วิจัยทั้งสองแห่งชี้ให้เห็นความสำคัญของการเตรียมแผนรับมือก่อนเข้าสู่ฤดูแล้ง โดยเฉพาะพื้นที่เกษตรกรรมที่พึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก

การบริหารจัดการน้ำและวางแผนจัดหาวัตถุดิบล่วงหน้าจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อรายได้เกษตรกร ความต่อเนื่องของภาคการผลิต และเสถียรภาพของราคาสินค้าอาหารในช่วงปี 2570

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง