Exclusive: ถอดรหัสไทยสู่ OECD: "เส้นทางปฏิรูป" ที่ต้องอาศัย "ความกล้า"

ปี 2028 คือหมุดหมายสำคัญทางเศรษฐกิจของไทย กับความพยายามเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ท่ามกลางความคาดหวังว่า จะเป็นการยกระดับความน่าเชื่อถือของไทย และนำไปสู่การลงทุนจากต่างประเทศ ตลอดจนการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
ไทยจะทำได้ดั่งที่ตั้งใจหรือไม่? ท่ามกลางบริบทการแข่งขันที่รุนแรงของโลก และในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เอง
แต่การจะเข้าร่วมได้นั้น เราต้องผ่านมาตรฐานต่าง ๆ ของกลุ่ม ที่จัดอยู่ในระดับ Top Tier ของโลก ซึ่งปัจจุบันมีเพียง 38 ประเทศเท่านั้นที่เป็นสมาชิก และมีเอเชียเพียง 4 ประเทศ คือ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์
อีกทั้งการเข้าเป็นสมาชิก OECD ไม่ใช่แค่การได้รับ “สถานะใหม่” บนเวทีระดับประเทศ แต่ยังหมายถึงภารกิจ “การปฏิรูป” โครงสร้างภายในประเทศ ตั้งแต่เศรษฐกิจ กฎหมาย และกฎระเบียบสำคัญ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานกลุ่ม ที่อาจต้องใช้เวลานานหลายปี
“โนเอล คลีเฮน” หัวหน้าฝ่ายนโยบายสาธารณะระดับโลกของ BDO และผู้ดำรงตำแหน่งรองประธานคณะกรรมการบริหารสภาธุรกิจ EU-ASEAN ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ TNN World ถึงโอกาสและความท้าทายของประเทศไทยบนเส้นทางสู่ OECD โดยย้ำว่า ผลประโยชน์ที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การได้รับสถานะสมาชิก แต่อยู่ที่การปฏิรูปประเทศให้มีมาตรฐานสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยวางรากฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต
🔴 ไทยยังเป็นจุดหมายการลงทุน แต่กำลังถูกเพื่อนบ้านไล่ตาม
คลีแฮน ซึ่งมีประสบการณ์ทำงานร่วมกับภาคธุรกิจยุโรปในอาเซียน และเคยนำคณะผู้แทนธุรกิจยุโรปเข้าพบผู้นำรัฐบาลไทยหลายครั้ง มองว่า ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายสำคัญสำหรับนักลงทุนต่างชาติ ด้วยข้อได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้ง โครงสร้างพื้นฐาน และฐานอุตสาหกรรมที่พัฒนามาอย่างยาวนาน
แต่อย่างไรก็ตาม ความได้เปรียบนี้ ไม่ได้รับประกันว่าไทยจะสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันไว้ได้ตลอดไป เพราะเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม และมาเลเซียก็เติบโตเร็ว ขณะที่ไทยเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งการเข้าสู่สังคมสูงวัย ความซับซ้อนของระบบราชการ และกฎระเบียบที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการลงทุน
“การปฏิรูปกฎหมายและระบบเศรษฐกิจ มันจึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็น หากประเทศไทยต้องการรักษาบทบาทศูนย์กลางการผลิตและการลงทุนของภูมิภาคเอาไว้” คลีเฮนกล่าว
🔴 เป้าหมายปี 2028 กับบททดสอบการปฏิรูปครั้งใหญ่
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่คลีแฮนตั้งข้อสังเกต คือเป้าหมายของรัฐบาลไทยที่จะเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2028 ซึ่งเขามองว่าเป็นกรอบเวลาที่มีความท้าทายอย่างยิ่ง
เขาอธิบายว่า ปี 2028 เป็นเป้าหมายที่ประเทศไทยกำหนดขึ้นเอง ไม่ใช่เส้นตายที่ OECD กำหนดให้ โดยกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกต้องผ่านการประเมินทางเทคนิคจากคณะกรรมการ OECD อย่างน้อย 25 ชุด เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องของกฎหมาย กฎระเบียบ และแนวทางกำหนดนโยบายของไทยกับมาตรฐานขององค์กร
“กระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ว่าเป็นการวิ่งมาราธอน ไม่ใช่การวิ่งระยะสั้น เพราะแต่ละประเทศมีโครงสร้างเศรษฐกิจและความจำเป็นในการปฏิรูปแตกต่างกัน” คลีเฮนกล่าว
แม้ประเทศไทยจะมีความมุ่งมั่นทางการเมือง แต่เขายอมรับว่าเป้าหมายปี 2028 อาจเป็นเรื่องยาก และมีผู้เชี่ยวชาญบางส่วนประเมินว่ากระบวนการอาจใช้เวลาต่อเนื่องไปอีก 5-6 ปีหลังจากนั้น
สำหรับคลีแฮน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าไทยจะเข้า OECD ได้ทันปี 2028 หรือไม่ แต่คือประเทศไทยจะสามารถรักษาความต่อเนื่องของการปฏิรูปได้มากน้อยเพียงใด แม้ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลในอนาคต
🔴SMEs อาจต้องแบกรับต้นทุนการเปลี่ยนผ่าน
ในมุมมองของคลีแฮน การเข้าเป็นสมาชิก OECD ถือเป็นทิศทางที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย เพราะกระบวนการดังกล่าวจะเป็นแรงผลักดันให้เกิดการปรับปรุงมาตรฐานด้านเศรษฐกิจและธรรมาภิบาลให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล และแน่นอนว่านั่นคือประโยชน์สำคัญประการแรก ที่จะทำให้เกิดความเชื่อมั่นในเหล่านักลงทุนต่างชาติ
แต่ขณะเดียวกัน แม้การยกระดับมาตรฐานตามแนวทาง OECD จะสร้างประโยชน์ให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว แต่คลีแฮนยอมรับว่า กระบวนการปฏิรูปต้องมาพร้อมต้นทุน ที่อาจกระทบนักธุรกิจตัวเล็กตัวน้อย โดยเฉพาะบรรดา SMEs ซึ่งมีข้อจำกัดด้านเงินทุนและบุคลากร อาจต้องเผชิญภาระในการปฏิบัติตามกฎระเบียบใหม่ เช่น การจัดเก็บข้อมูล การจัดทำรายงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล หรือ ESG ตลอดจนการปรับปรุงระบบการบริหารจัดการภายในองค์กร ดังนั้นต้นทุนเหล่านี้อาจกลายเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก หากไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสม
“ผมจึงอยากเสนอให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ให้ความสำคัญกับการจัดฝึกอบรม การสนับสนุนด้านเทคนิค และมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการในช่วงเปลี่ยนผ่าน และต้องให้องค์กรภาคธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมประเมินผลกระทบ เพื่อห้รัฐบาลสามารถระบุปัญหาและออกมาตรการช่วยเหลือได้อย่างตรงจุด”
เขามองว่า แม้ SMEs จะต้องเผชิญต้นทุนในระยะสั้น แต่ในระยะกลางและระยะยาว มาตรฐานที่สูงขึ้นและกฎระเบียบที่ชัดเจนจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจเหล่านี้ได้เช่นกัน
🔴 ถอดตัวอย่าง “เกาหลีใต้” ยกระดับประเทศสู่ OECD
คุณคลีเฮน มองว่า เกาหลีใต้คือกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เพราะในปี 1996 ที่เกาหลีใต้เข้าเป็นสมาชิก OECD ก็ยังไม่ได้เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจมั่งคั่ง หรือมีมาตรฐานทางสังคมสูงเทียบเท่าประเทศที่พัฒนาแล้วในยุโรปทั้งหมด ตลอดจนมีปัญหาทั้งด้านธรรมาภิบาล ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับกลุ่มทุน และความเปราะบางภายในด้วย
ประเด็นสำคัญคือ เกาหลีใต้ไม่ได้เข้าร่วม OECD เพราะพัฒนาประเทศได้สมบูรณ์แบบแล้ว แต่เข้าร่วมในช่วงที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากประเทศอุตสาหกรรมที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ไปสู่เศรษฐกิจพัฒนาแล้วที่ต้องยกระดับกติกาและสถาบันของประเทศ
ในปี 1996 นั้น ประชาธิปไตยของเกาหลีใต้ในเวลานั้นยังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะ สิทธิแรงงานและเสรีภาพในการรวมตัวเป็นสหภาพ
คุณคลีเฮน ระบุว่า การเข้าร่วม OECD ไม่ใช่เส้นชัยของการพัฒนาประเทศ แต่หลังเข้าร่วมแล้ว เกาหลีใต้ก็ยังคงเดินหน้าปฏิรูปและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นบทเรียนสำคัญที่ไทยสามารถเรียนรู้ได้
หากให้ส่ง 1 ข้อความให้กับผู้กำหนดนโยบาย หรือผู้นำเศรษฐกิจได้ คุณคลีแฮน อยากส่งคำว่าอะไร?
สั้น ๆ 2 คำครับ “Be Brave” - “จงกล้าหาญ”
คลีแฮนเชื่อว่า ประเทศไทยทราบดีอยู่แล้วว่าการปฏิรูปด้านใดมีความจำเป็น แต่สิ่งสำคัญคือความกล้าหาญทางการเมืองที่จะลงมือดำเนินการอย่างจริงจัง โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งรัฐบาล ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม และภาควิชาการ
คลีเฮนกล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า “ความพยายามในการปฏิรูปของไทยในอดีตบางครั้งยังกระจัดกระจายหรือยืดเรื้อ เป้าหมายปี 2028 ได้สร้างความเร่งด่วนที่จำเป็นขึ้นมาแล้ว จึงขอให้กล้าหาญและลงมือปฏิรูปครับ”
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
