แบรนด์ไทย ผงาด ติดกลุ่มสินค้าขายดีของอาลีบาบาในงานมหกรรมช้อปปิ้งระดับโลก 11.11

แบรนด์ไทย ผงาด ติดกลุ่มสินค้าขายดีของอาลีบาบาในงานมหกรรมช้อปปิ้งระดับโลก 11.11
มติชน
20 พฤศจิกายน 2563 ( 21:36 )
96
แบรนด์ไทย ผงาด ติดกลุ่มสินค้าขายดีของอาลีบาบาในงานมหกรรมช้อปปิ้งระดับโลก 11.11

กรุงเทพฯ ประเทศไทย 20 พฤศจิกายน 2563 – ผลิตภัณฑ์สกินแคร์ สินค้าในกลุ่ม health และ wellness ติดอันดับสินค้าขายดีในมหกรรมช้อปปิ้งระดับโลก 11.11 ในปีนี้ กลุ่มสินค้าจากต่างประเทศที่ผู้บริโภคชาวจีนซื้อบนทีมอลล์ โกลบอล แพลตฟอร์มในเครือทีมอลล์ที่ขายสินค้านำเข้าไปยังจีน โดยมีแบรนด์ไทยเป็นสินค้าขายดีในปีนี้ด้วย

 

อาลีบาบาได้จัดทำข้อมูลมหกรรมช้อปปิ้ง 11.11 ที่เพิ่งจบสิ้นลง พบว่าสินค้าประเภทอาหารเสริม สินค้าเครื่องนอนที่ทำมาจากยางพารา ผลิตภัณฑ์เพื่อความงามอยู่ใน 10 อันดับสินค้าขายดีที่นักช้อปชาวจีนซื้อจากประเทศไทยผ่านทีมอลล์ โกลบอล แพลตฟอร์ม โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เสริมความงาม สินค้าในกลุ่ม health และ wellness

 

สำหรับความนิยมของสินค้าเครื่องนอนยางพาราของไทย อาทิ หมอนและฟูกนอนยางพารา สะท้อนให้เห็นได้จากยอดขายจากแบรนด์ JACE ซึ่งร่วมขายสินค้าในมหกรรมช้อปปิ้งระดับโลก 11.11 เป็นครั้งแรก จุดเด่นของแบรนด์ คือการผลิตสินค้าตามมาตรฐานของอุตสาหกรรมด้วยการใช้ยางพาราธรรมชาติถึง 95 เปอร์เซ็นต์และการใช้แพลตฟอร์มเถาเป่า ไลฟ์ ช่องทางที่เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคจำนวนมากล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้แบรนด์ประสบความสำเร็จในงาน 11.11

 

ตารางด้านล่างคืออันดับสินค้าขายดีของแบรนด์ไทยและหมวดหมู่สินค้าที่ขายให้ตลาดจีนในช่วงมหกรรมช้อปปิ้งระดับโลก 11.11 ของอาลีบาบา ปี 2563 ซึ่งรวบรวมจากฐานข้อมูลของทีมอลล์ โกลบอล:

 

 

อาลีบาบาเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคจีนเข้าถึงสินค้าแบรนด์ต่างประเทศมากขึ้น พร้อมขยายระยะเวลาในการช้อปในช่วงงาน 11.11 ในปีนี้ แบรนด์ไทยจึงสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและเป็นที่รู้จักในตลาดจีนมากขึ้นในช่วงการจัดงาน โดยครั้งนี้มีแบรนด์ต่างประเทศที่เปิดตัวสินค้ามากที่สุดเป็นประวัติการณ์มากถึง 2,600 แบรนด์ร่วมเปิดร้านค้าบนทีมอลล์ โกลบอลเป็นครั้งแรก และมีร้านค้า 31,766 ร้านค้าร่วมงาน เพิ่มขึ้นจาก 22,000 ร้านค้า เมื่อเทียบกับปีก่อน

 

สำหรับงานมหกรรมช้อปปิ้ง 11.11 ของอาลีบาบาในปีนี้ได้ทำลายสถิติยอดขายออนไลน์รวมอีกครั้ง (GMV) ด้วยตัวเลข 498,200 แสนล้านหยวน (ประมาณ 2.2 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากปี 2562 คิดเป็น 26% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง