รีเซต

"8 โรคจิตเวช"ที่จะตามมาในช่วงเวลา “เงินเฟ้อ” เมื่อเงินไม่ได้ทำร้ายแค่เงินในกระเป๋า แต่มัน “กดทับระบบประสาท”

"8 โรคจิตเวช"ที่จะตามมาในช่วงเวลา “เงินเฟ้อ” เมื่อเงินไม่ได้ทำร้ายแค่เงินในกระเป๋า แต่มัน “กดทับระบบประสาท”
TNN ช่อง16
10 มีนาคม 2569 ( 02:06 )
6

นพ.เจษฎา ทองเถาว์ แพทย์เฉพาะทางสาขาจิตเวชศาสตร์ จิตแพทย์ประจำ รพ.พระศรีมหาโพธิ์ จ.อุบลราชธานี ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก "คลินิกสุขภาพจิตนายแพทย์เจษฎา" โดยระบุว่า


8 โรคจิตเวชที่จะตามมาในช่วงเวลา “เงินเฟ้อ”


เงินเดือนออก แต่ใจยังหวิวอยู่ไหม ทั้งที่ไม่ได้มีใครไล่ล่าเรา แต่สมองกลับทำเหมือน “ภัยกำลังมา” ตลอดเวลา และที่น่าตกใจคือ เงินเฟ้อไม่ได้ทำร้ายแค่กระเป๋าเงินครับ มัน “กดทับระบบประสาท” ของคนจำนวนมาก จนกลายเป็นอาการทางจิตเวชที่เราเห็นชัดขึ้นในคลินิกจริงๆ

ทีนี้ เราลองมาดูแบบเป็นชิ้นเป็นอันว่า ในช่วงเงินเฟ้อ อะไรจะตามมาได้บ้าง


 1. โรควิตกกังวลทั่วไป (GAD) และอาการ “คิดวนเรื่องเงิน”

ประโยคที่มักได้ยินคือ “พยายามหยุดคิดแล้ว แต่หยุดไม่ได้ครับ”

มีงานวิจัยพบว่าความเครียดจากเงินเฟ้อสัมพันธ์กับปัจจัยสังคมและความเปราะบางหลายอย่างอย่างมีนัยสำคัญ

แปลเป็นภาษาง่ายๆคือ ยิ่งชีวิตตึง ยิ่งเหมือนสมองเปิดโหมดระวังภัยตลอดเวลา

และพอสมองเปิดโหมดนี้นานๆ มันจะล้า แล้วลากเราไปอาการถัดไป


2. โรคซึมเศร้าแบบ “หมดแรง” ไม่ใช่แค่เศร้า

ช่วงเงินเฟ้อหลายคนไม่ได้ร้องไห้ แต่ “เฉยชา” และ “เหนื่อยทั้งที่ยังไม่ได้เริ่มวัน” ข้อมูลชี้ว่าในช่วงวิกฤตค่าครองชีพ คนที่รับภาระค่าใช้จ่าย มีแนวโน้มซึมเศร้าสูงกว่า และความสัมพันธ์ระหว่างค่าครองชีพกับอาการซึมเศร้าถูกติดตามอย่างจริงจัง แปลเป็นภาษาคนทั่วไปคือ ความหวังลดลงเมื่อ “คิดแล้วไม่มีทางออก” และพอความหวังลด แรงใจก็หาย




3. นอนไม่หลับ (Insomnia) แบบ “สมองไม่ยอมปิดร้าน”

เงินเฟ้อมักพา “ค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน” มาแบบไม่ให้เตรียมใจ ผลคือร่างกายง่วง แต่สมองยังประชุมเรื่องบิลอยู่บนหมอน งานทบทวนความสัมพันธ์ระหว่างความไม่มั่นคงด้านอาหาร/ความตึงของทรัพยากรกับสุขภาพจิต  พบความเชื่อมโยงกับความทุกข์ใจและปัญหานอนหลับในหลายงาน และพอเรานอนไม่พอ ความหงุดหงิดและความกังวลจะยิ่งพุ่งครับ


4. Panic ใจสั่น “อาการทางกายที่หลอกว่าเรากำลังพัง”

หลายคนมาด้วยอาการแน่นอก มือชา หายใจไม่สุด แล้วกลัวว่าตัวเองเป็นโรคหัวใจ แต่ประเด็นคือ ความเครียดการเงินทำให้ระบบประสาทอัตโนมัติ (เหมือนคันเร่ง) ถูกกดค้าง แปลเป็นภาษาเรื่องเล่าคือร่างกายกำลัง “เร่งเครื่อง” ทั้งที่รถจอดอยู่ และเมื่อเริ่มกลัวอาการนี้ เราก็จะเริ่มเลี่ยงสถานการณ์ ทำให้วงจรวิตกกังวลแน่นขึ้น


5. การใช้สาร หรือแอลกอฮอล์เพื่อ “กล่อมสมอง”

พอค่าใช้จ่ายกดทับ สมองมักมองหาทางลัดให้ใจนิ่ง บางคนใช้เหล้า บางคนใช้บุหรี่ บางคนใช้สารกระตุ้นทำงานให้ไหว หลักฐานเชิงสาธารณสุขในหลายวิกฤตเศรษฐกิจชี้ว่าความยากลำบากทางการเงินสัมพันธ์กับปัญหาสุขภาพจิตและพฤติกรรมเสี่ยงมากขึ้น  แปลเป็นภาษาง่ายๆคือ “ความทุกข์” ไม่ได้หายไป มันแค่ถูกเลื่อนเวลา แล้วมักคิดดอกเบี้ย


6. ภาวะกินผิดปกติ: กินน้อยลงเพราะประหยัด หรือกินมากขึ้นเพราะเครียด

ช่วงเงินเฟ้อมีทั้ง “ความหิวจริง” (อาหารแพง) และ “ความหิวทางอารมณ์” (stress-eating) งานด้านความไม่มั่นคงอาหารกับสุขภาพจิตพบความสัมพันธ์กับอาการซึมเศร้า วิตกกังวล และความทุกข์ใจ  แปลเป็นภาษาคนทั่วไปคือ อาหารกลายเป็นทั้ง “ต้นเหตุความกลัว” และ “ที่พึ่งชั่วคราว” ในเวลาเดียวกันครับ


7. อาการกายจากความเครียด (Somatic symptoms) ที่ทำให้วิ่งหาหมอไม่จบ

ปวดหัวเรื้อรัง ปวดท้อง ลำไส้แปรปรวน เวียนหัว ทั้งที่ตรวจแล้วไม่เจออะไรหนัก นี่พบได้มากขึ้นเวลาคนอยู่ในภาวะตึงยาว เพราะร่างกายกับใจใช้ระบบเดียวกันในการรับสัญญาณภัย และพอร่างกายส่งสัญญาณบ่อย…ใจก็ยิ่งกลัวครับ


8. ความขัดแย้งในครอบครัว และภาวะซึมเศร้าตามมาแบบเงียบๆ

เงินเฟ้อทำให้ “ความยุติธรรมในบ้าน” ถูกทดสอบ: ใครจ่าย ใครเหนื่อย ใครแบก รายงานระบุว่าความยากลำบากทางการเงินสัมพันธ์กับสุขภาวะจิตที่แย่ลง และเพิ่มความเสี่ยงปัญหาสุขภาพจิต  แปลเป็นภาษาบ้านๆคือ เมื่อเงินไม่พอ ความอดทนก็หมดเร็ว และคำพูดจะแหลมขึ้นโดยไม่ตั้งใจครับ


คนไข้คนหนึ่งพูดประโยคที่แทงใจมากครับ

“หมอครับ เงินเดือนเข้าแล้ว แต่ผมยังรู้สึกเหมือนติดลบ”

เขาไม่ได้ติดลบในบัญชีครับ แต่ติดลบใน “ความมั่นคง” เพราะเปิดแอปธนาคารทีไร สมองจะเห็นอนาคตเป็นศูนย์ก่อนเห็นวันนี้

วันหนึ่งเขาบอกว่าเริ่มทำสิ่งเดียวที่ช่วยได้

ไม่ใช่รวยขึ้นทันทีนะครับ แต่คือแยกเงินเป็นกอง ๆ แล้วปิดมือถือหลังเช็กข่าววันละสองรอบ

เขาบอกว่า “ผมยังไม่สบายใจร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ใจไม่สั่นทั้งวันแล้วครับ”


ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง