รีเซต

พาณิชย์ เผย "สงคราม-เอลนีโญ" เขย่าต้นทุนสินค้า มั่นใจคุมเงินเฟ้อปีนี้ 1.5-2.5%

พาณิชย์ เผย "สงคราม-เอลนีโญ" เขย่าต้นทุนสินค้า มั่นใจคุมเงินเฟ้อปีนี้ 1.5-2.5%
TNN ช่อง16
22 มิถุนายน 2569 ( 20:28 )
6

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ กล่าวในงานสัมมนา บล.บัวหลวง Thai Corporate Day 2026 "The Heat Economy: Surviving a World on Fire" ถึงสถานการณ์เงินเฟ้อและราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ท่ามกลางปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ ว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา คือ Cost Push ซึ่งเป็นผลมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง หากพิจารณาตัวเลขเงินเฟ้อในช่วงต้นปีในเดือนม.ค.-ก.พ. 69 จะอยู่ที่ประมาณ 0.8% และได้ขยับตัวสูงขึ้นตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง จนพีคสูงสุดในเดือนเม.ย.ที่ 2.89% ก่อนจะชะลอลงมาอยู่ที่ 2.7% ในเดือนพ.ค.


ส่วนในแง่ของภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานนั้น ราคาน้ำมันดิบดูไบ เคยขึ้นไปสูงสุดที่ 130 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล และทรงตัวอยู่ที่ 103 ดอลลาร์ในช่วงก่อนหน้านี้ จนกระทั่งปัจจุบันลงมาอยู่ที่ประมาณ 80 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล สัญญาณบวกที่เห็น คือ มีการลงนามสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ในระยะแรก 30 วัน เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้สามารถเดินเรือได้ และจะมีการทำข้อตกลงที่ชัดเจนในอีก 60 วันข้างหน้า


โดยปัญหาน้ำมันจากดูไบ ส่วนใหญ่เป็นผลจากการหยุดชะงักของโรงงานน้ำมัน ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือนในการกลับมาผลิตได้เต็มศักยภาพเพื่อดึงราคาลง หากทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลง คาดว่าราคาน้ำมันมีโอกาสลดลงไปอยู่ที่ระดับ 70 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรลได้


สำหรับกลุ่มสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อโดยตรง คือ ค่าพลังงานและค่าขนส่ง ซึ่งขณะนี้ ราคาน้ำมันดีเซลได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม สินค้ากลุ่มอาหารสำเร็จรูป หรืออาหารจานเดียว มักเป็นกลุ่มที่ปรับราคาขึ้นแล้วลงยาก เนื่องจากมีโครงสร้างต้นทุนที่ซับซ้อน โดยที่ผ่านมา มีการส่งผ่านต้นทุนทำให้ราคาอาหารปรับขึ้นประมาณ 20% (เช่น จาก 30-40 บาท เป็น 40-50 บาท) และคาดว่าจะเห็นผลกระทบจากการส่งผ่านต้นทุนนี้ชัดเจนขึ้นในอีก 1-2 เดือนข้างหน้า


อย่างไรก็ดี ปัจจุบันกำลังซื้อของประชาชนยังไม่สูงนัก เนื่องจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการปรับขึ้นราคาสินค้าได้ยากขึ้น เพราะหากกำหนดราคาสูงเกินไป ประชาชนอาจเข้าไม่ถึงสินค้า ในส่วนของภาครัฐได้มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นและระยะกลาง เช่น โครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) ซึ่งช่วยให้ตลาดคึกคักขึ้น แม้อาจมีผลให้ราคาสินค้าบางประเภท เช่น เนื้อสัตว์ ปรับตัวสูงขึ้นได้ในช่วงเวลาที่เหมาะสม



กระทรวงพาณิชย์ มีการกำกับดูแลสินค้าควบคุมอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะสินค้าที่มีผลกระทบกว้างขวาง เช่น ปุ๋ย และเม็ดพลาสติก ซึ่งจะปรับขึ้นราคาได้ยาก ส่วนสินค้าอื่น ๆ เช่น แชมพู ผงซักฟอก หรือกระดาษทิชชู ต้องมีการแจ้งและพิจารณาตามโครงสร้างราคาที่เหมาะสม อย่างไรก็ดี มองว่าในช่วงเดือนนี้ถึงเดือนหน้า (ก.ค.) มีโอกาสจะเห็นการส่งผ่านต้นทุนพลังงานไปสู่ผู้บริโภค ซึ่งอาจทำให้สินค้าหลายรายการมายื่นขอปรับขึ้นราคาได้ ทั้งนี้ เห็นว่าเมื่อราคาสินค้าปรับขึ้นไปแล้ว สุดท้ายก็ต้องลดลงด้วยการแข่งกันด้วยโปรโมชัน และการลดราคา เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด และสนับสนุนกำลังซื้อของประชาชนที่ยังอ่อนแอ


ในด้านพฤติกรรมผู้บริโภคไทย จากการสำรวจยังไม่พบสัญญาณ Trade down (พฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าที่มีราคาถูกลง) อย่างมีนัยสำคัญ แต่ผู้บริโภคเริ่มมีพฤติกรรมรอคอยช่วงโปรโมชั่น, การใช้คูปอง และการเลือกซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น เพื่อความคุ้มค่า



ส่วนภาพการค้าระหว่างประเทศของไทยนั้น การส่งออกไทยยังเติบโตต่อเนื่อง โดยในเดือนเม.ย. 69 มูลค่าการส่งออก เพิ่มขึ้น 23.1% แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ อุตสาหกรรม อุตสาหกรรมเกษตร และเกษตรกรรม ซึ่งการส่งออกส่วนใหญ่มาจากสินค้าอุตสาหกรรม โดยเฉพาะดาต้าเซนเตอร์ที่มาลงทุนในไทย แรงหนุนสำคัญมาจากสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ ส่วนประกอบโทรศัพท์ แผงวงจรไฟฟ้า รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอัญมณีและเครื่องประดับ สอดคล้องกับการเร่งสั่งซื้อของตลาดโลก และความต้องการรองรับเทคโนโลยีใหม่ สำหรับสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร เช่น ผลไม้ ช่วยพยุงภาพรวมในบางช่วง


อย่างไรก็ดี สินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร มีขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง วันนี้สิ่งที่ไทยได้เปรียบและเป็นโอกาส คือการเป็นศูนย์กลางด้านอาหาร ดังนั้น แนวทางของรัฐบาลและเอกชนในเรื่องความยั่งยืน คือทำอย่างไรให้สินค้าอาหารของไทยสามารถแปรรูป และเพิ่มมูลค่าได้มากขึ้น ที่สำคัญคือสินค้าเกษตรจะไม่แข่งขันเรื่องราคาเพียงอย่างเดียว แต่จะแข่งขันในแง่ของเกษตรมูลค่าสูง



ส่วนสถานการณ์เอลนีโญที่จะหนักขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง จะกระทบราคาสินค้า และต้นทุนการผลิตอย่างไรนั้น นายนันทพงษ์ กล่าวว่า ผลกระทบของสภาพภูมิอากาศ ต่อเงินเฟ้อด้านอาหารและห่วงโซ่อุปทาน ความเสี่ยงจากความผันผวนของสภาพอากาศ ทั้งภัยแล้ง อุทกภัย และอุณหภูมิที่ร้อนจัด กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจใหม่ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพราคา และความมั่นคงทางอาหารของไทย โดยภัยแล้ง ส่งผลให้ผลผลิตออกสู่ตลาดลดลง ดันราคาวัตถุดิบและอาหารสดสูงขึ้น ส่วนอุทกภัย สร้างความเสียหายต่อระบบขนส่ง พื้นที่เพาะปลูก และเกิดการขาดแคลนในระยะสั้น


ในส่วนของสินค้าที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ คืออาหารสด และอาหารสำเร็จรูป อาทิ ผักสด ผลไม้ เนื้อสัตว์ ไข่ไก่ ข้าว เครื่องประกอบอาหาร และอาหารสำเร็จรูป โดยราคาผักสดสูงจากภัยแล้ง ช่วงเดือนเม.ย. 67 สูงถึง 16.97% ราคาผักสดพุ่งแรงช่วงฤดูร้อนจัด สะท้อนผลกระทบเชิงอุปทานที่รวดเร็ว ส่วนราคาผักสดสูงจากอุทกภัย ช่วงเดือนธ.ค. 68 สูงขึ้นไป 3.91% ปรับตัวเพิ่มขึ้นช่วงอุทกภัยหนักในหลายพื้นที่ก่อนคลี่คลาย


ทั้งนี้ ตั้งแต่มีมาตรการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCI) เดือนพ.ค. 69 เพิ่มขึ้นเป็น 49.2 จากเดือนก่อนซึ่งอยู่ที่ระดับ 45.0 เนื่องจากผู้ประกอบการ หรือผู้บริโภค มีความกังวลดลดลงในเรื่องราคาพลังงาน และน้ำมัน แต่หันไปกังวลเรื่องค่าครองชีพ และหนี้ครัวเรือนแทน ดังนั้น หากสามารถประคองเศรษฐกิจให้ดี ความมั่นใจของผู้บริโภคจะกลับมา ซึ่งมาตรการภาครัฐมีส่วนสำคัญมาก




กระทรวงพาณิชย์ ยังคงกรอบเงินเฟ้อไทยอยู่ที่ 1.5-2.5% (ค่ากลางที่ 2%) โดยเมื่อเดือนเม.ย.69 เงินเฟ้อขึ้นไปสูงสุดที่ 2.89% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 3 ปี และล่าสุดในเดือนพ.ค. 69 เงินเฟ้อขยับลงมาอยู่ที่ 2.79%


สำหรับมาตรการไทยช่วยไทยพลัส ไม่ส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้ออย่างมีนัยสำคัญ โดยไม่ทำให้ต้นทุนสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น เนื่องจากสินค้าหลายรายการปรับขึ้นมาก่อนหน้านี้แล้ว หากจะการปรับราคาขึ้นอีกครั้ง อาจส่งผลกระทบยอดขายได้ ขณะเดียวกัน การสนับสนุนเงินช่วยในการซื้อสินค้าและบริการเดือนละ 1,000 บาทในโครงการไทยช่วยไทยพลัส ได้ถูกหักล้างไปบางส่วนจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นกว่าในช่วงก่อนสงคราม ดังนั้น รายได้สุทธิที่เพิ่มขึ้นจึงน้อยกว่า 1,000 บาท/เดือน


สำหรับการกำกับดูแลสินค้านำเข้าราคาถูกและไม่ได้มาตรฐานนั้น กระทรวงพาณิชย์ ยังรักษาสมดุลระหว่างการคุ้มครองผู้บริโภค และการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดได้ คือ


1. การเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบมาตรฐานสินค้า (โดยเฉพาะมาตรฐาน ม.อ.ก. และ อย.)


2. การใช้มาตรการ Notice & Takedown บนแพลตฟอร์มออนไลน์ ปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตร และแพลตฟอร์มออนไลน์ ในการป้องกันและปราบปรามการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง โดย 6 เดือนแรก (ต.ค.68-มี.ค.69) ของปีงบประมาณ 2569 มีผลการจับกุมดำเนินคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในไทย รวม 332 คดี ยึดของกลางกว่า 1.3 ล้านชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 2,300 ล้านบาท


3. การเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าราคาประหยัด เช่น โครงการไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ และโครงการ ไทยช่วยไทย เพื่อ SME ไทย (แพลตฟอร์มออนไลน์)

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง