รีเซต

นับถอยหลังโลกไร้ข้อตกลงคุม “นิวเคลียร์” New START จ่อหมดอายุ

นับถอยหลังโลกไร้ข้อตกลงคุม “นิวเคลียร์” New START จ่อหมดอายุ
TNN ช่อง16
31 มกราคม 2569 ( 09:25 )
24

เมื่อปี 2010 ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ของสหรัฐฯ และ ประธานาธิบดีดมิทรี เมดเวเดฟ ของรัสเซีย จรดปากาลงนามในข้อตกลง New START หรือข้อตกลงจำกัดหัวรบนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์  

และ New START ข้อตกลงควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ฉบับสุดท้ายของโลก กำลังจะหมดอายุลงในวันที่ 5 กุมพาพันธ์นี้ หากไร้ซึ่งความเห็นชอบจากทั้งสหรัฐฯ และรัสเซีย .. โลกที่เต็มไปด้วยคำขู่เรื่อง “สงครามนิวเคลียร์” จะเป็นอย่างไรต่อไป? 


ก่อนอื่น มาทำความรู้จักกับข้อตกลง New START กันก่อน


สองชาติมหาอำนาจนิวเคลียร์โลก ได้ลงนามในข้อตกลงนี้กันไปเมื่อปี 2010 กำหนดเพดานจำนวน หัวรบนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ที่ถูกนำไปประจำการ ไม่เกิน 1,550 หัวรบ จำกัดพาหนะส่ง (เช่น ขีปนาวุธ–ทิ้งระเบิด) ที่ติดตั้งไม่เกิน 700 ชุด และแท่นยิงรวมไม่เกิน 800 ชุด 


และนอกจากนี้ ข้อตกลงนี้ยังวางระบบ “ตรวจสอบและยืนยันผล” ที่เข้มงวดที่สุด  ทั้งการตรวจสอบในสถานที่จริง, การแลกเปลี่ยนข้อมูล ไปจนถึงการแจ้งเตือนระหว่างรัฐบาลเกี่ยวกับการทดสอบขีปนาวุธ, การเคลื่อนอาวุธ และการเปลี่ยนแปลงกองกำลังนิวเคลียร์


นี่คือสนธิสัญญา ที่เป็นกลไกสำคัญในการลดความเสี่ยงเรื่องนิวเคลียร์ของโลก


แต่สิ่งนี้กำลังจะจบลง หลังสงครามยูเครนเริ่มต้นขึ้นในปี 2022

เมื่อประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย กล่าวในปี 2023 ว่า รัสเซียจะระงับการเข้ามีส่วนร่วมในสนธิสัญญาดังกล่าว เนื่องจากสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ในขณะนั้น ได้ให้การสนับสนุนยูเครนในสงคราม .. นำมาสู่การระงับการตรวจสอบ และทำให้ทั้งสองฝ่าย ต้องพึ่งพาการตรวจสอบจากหน่วยข่าวกรองว่าอีกฝ่ายกำลังทำอะไรบ้าง  แต่ยังไม่มีฝ่ายใดที่กล่าวหาว่าอีกฝ่ายละเมิดต่อข้อกำหนดเรื่องจำนวนหัวรบนิวเคลียร์


ที่น่าสนใจคือ สนธิสัญญานี้มีอายุเพียง 10 ปี และเปิดทางให้สามารถต่ออายุของสัญญาได้เพียง “ครั้งเดียว” เท่านั้น 


ข้อความในสนธิสัญญาระบุว่า สามารถขยายออกไปได้แค่ครั้งเดียว  และจริง ๆ แล้ว สหรัฐน และรัสเซียเคยลงนามต่อสัญญากันไปแล้วในปี 2021 หลังจากที่โจ ไบเดน ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีได้ไม่นาน โดยต่อไปได้อีก 5 ปี ที่จะหมดอายุในปี 2026 นี้ 


เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว ประธานาธิบดีปูติน ได้เสนอว่า ทั้งสองฝ่ายควรตกลงกันอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อยืดเรื่องเพดานจำนวนหัวรบนิวเคลียร์ต่อไปอีก 1 ปี 


แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ยังไม่ได้ตอบรับข้อเสนอดังกล่าว และเคยกล่าวเอาไว้ก่อนหน้านี้ว่า “นี่คือดีลที่แย่”  และบอกว่า “จีน” ก็เป็นอีกชาติที่มีนิวเคลียร์ในครอบครองจำนวนมาก จีนก็ควรจะเข้าร่วมในข้อตกลงนี้ด้วยเช่นเดียวกัน ..แต่จีนไม่เอาด้วย


จากวันนี้ จึงเหลือเวลาอีกแค่ 5 วัน ที่จะต้องจับตาว่า “ทรัมป์” จะยอมตามที่ปูตินเสนอเอาไว้หรือไม่?

แล้วจะเกิดอะไรขึ้น หากไม่มีสนธิสัญญา New START? 


หากรัสเซียและสหรัฐฯ ยุติเพดานจำกัดอาวุธนิวเคลียร์ลง นี่ก็จะถึงจุดสิ้นสุดของกรอบการควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ของโลก ที่ดำเนินมายาวนานกว่า 50 ปี 


การหมดอายุของสนธิสัญญา New START จะทำให้เกิดสุญญากาศทางนโยบาย เนื่องจากยังไม่มีการเจรจาใด ๆ เกี่ยวกับสนธิสัญญาฉบับต่อไป 


ขณะผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธ ต่างแสดงความกังวลถึงความเสี่ยงที่จะเกิดสงครามนิวเคลียร์ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ทวีความรุนแรงมากขึ้น ทั้งสงครามยูเครน และในตะวันออกกลาง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระบุว่า คุณค่าของสนธิสัญญานิวเคลียร์ ไม่เพียงแต่จำกัดเรื่อง “จำนวน” นิวเคลียร์เท่านั้น แต่หมายรวมถึงการสร้างเสถียรภาพ, กรอบการทำงานที่โปร่งใส เพื่อป้องกันการแข่งสะสมอาวุธจนเกินกว่าจะควบคุมได้


จะมีสนธิสัญญาฉบับใหม่มาทดแทนไหม?


ทรัมป์เคยบอกเอาไว้ว่า “ผมต้องการสนธิสัญญาใหม่ที่ดีกว่าเดิม” แต่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า นี่จะเป็นกระบวนการที่ยาวนานและซับซ้อนอย่างยิ่ง


สนธิสัญญาฉบับถัดไปมีแนวโน้มจะต้องครอบคุมกว้างขึ้น เช่น อาวุธนิวเคลียร์ประเภทอื่น ๆ ไม่ใช่แค่อาวุธพิสัยไกลเท่านั้น แต่รวมถึง อาวุธพิสัยใกล้ และพิสัยกลาง ตลอดจน “อาวุธรูปแบบใหม่” ที่รัสเซียพัฒนาขึ้นหลังการลงนาม New START เช่น ขีปนาวุธร่อน Burevestnik และ ตอร์ปิโดนิวเคลียร์ Poseidon 


ทรัมป์ยังย้ำว่า สนธิสัญญาจำกัดอาวุธ ไม่ควรกำหนดไว้เพียงแค่สหรัฐฯ และรัสเซียเท่านั้น แต่ต้องมีจีนรวมอยู่ด้วย แต่จีนโต้แย้งว่าเป็นเรื่องไม่สมเหตุสมผล และไม่สอดคล้องความเป็นจริงที่จะให้จีนเข้าร่วมเจรจา 3 ฝ่าย เพราะเมื่อเทียบกันแล้ว จีนยังห่างไกลจากสหรัฐฯ และรัสเซียอยู่มาก 


หากไม่มีข้อตกลงทดแทนล่ะ?


นั่นหมายถึงว่า ทั้งสองฝ่ายมีเสรีในการที่จะเพิ่มจำนวนขีปนาวุธ และประจำการหัวรบนิวเคลียร์ได้แบบไร้ข้อจำกัดใด ๆ แต่อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ยังมีความท้าทายทั้งทางเทคนิคและโลจิสติก ที่ไม่น่าจะสามารถทำได้ในชั่วข้ามคืน  แต่อาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปี จึงจะเป็นถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญ  แต่ในระยะยาว ก็น่าจะได้เห็นการแข่งขันสั่งสมอาวุธนิวเคลียร์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง