รีเซต

บล.เอเซีย พลัส กลยุทธ์ “ตั้งรับ-หลบภัย” แนะสอยหุ้นปันผลเด่น BBL-PTT-PR9

บล.เอเซีย พลัส กลยุทธ์ “ตั้งรับ-หลบภัย” แนะสอยหุ้นปันผลเด่น BBL-PTT-PR9
ทันหุ้น
7 สิงหาคม 2569 ( 09:54 )

#ทันหุ้น #ปันผล #Thailand #ลงทุน #SET #บล.เอเซีย พลัส กลยุทธ์ “ตั้งรับ-หลบภัย” แนะสอยหุ้นปันผลเด่น BBL-PTT-PR9

บล.เอเซีย พลัส ชี้ “4 มรสุมใหญ่” เขย่าตลาดหุ้นโลก ดันราคาน้ำมันพุ่ง-บอนด์ยีลด์ขยับ ชูกลยุทธ์ “ตั้งรับ-หลบภัย” แนะสอยหุ้นปันผลเด่น BBL-PTT-PR9 และเก็บกลุ่มโลหะมีค่า ZIJIN80 รับอานิสงส์ทองและทองแดงนิวไฮ

บล.เอเซีย พลัส เผยแพร่บทวิเคราะห์ ชี้ตลาดหุ้นเผชิญแรงกดดันต่อเนื่องหลังเจอกลุ่มเมฆหมอกมรสุมความไม่แน่นอน (Uncertainties) 4 ด้านหลัก ทั้งศึกตะวันออกกลางและค่าธรรมเนียมช่องแคบฮอร์มุซ, ภัยคุกคามทางไซเบอร์ในสหรัฐฯ, สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน และศึกค่าเงินจากการคลายสถานะ Yen Carry Trade ส่งผลให้กระแสเงินทุนต่างชาติชะลอการไหลเข้าและเทขายหุ้นไทยในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมากว่า 886 ล้านบาท ฝ่ายวิจัยแนะปรับพอร์ตเน้นตั้งรับด้วยกลุ่มDefensive, Value Dividend สูง และกลุ่มพลังงานป้องกันความเสี่ยง ควบคู่กับการถือครองสินทรัพย์ทางเลือกอย่างทองคำเพื่อพยุงพอร์ต

เจาะลึก “4 มรสุมความไม่แน่นอน” ตัวแปรหลักขับเคลื่อนทิศทางตลาดทุนโลก บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ปัจจัยแวดล้อมทางมหภาคในปัจจุบันมีความเชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่ และส่งผลกระทบต่อเนื่องสะท้อนผ่านความผันผวนของราคาน้ำมัน อัตราเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยนโยบาย ตลอดจนทิศทางกระแสเงินทุนหมุนเวียน (Fund Flow) ทั่วโลก โดยสามารถจำแนกออกเป็น 4 ปัจจัยหลัก (4 Uncertainties) ดังนี้: 

  1. ศึกภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางและวิกฤตราคาน้ำมันดิบ: สถานการณ์ความตึงเครียดกลับมาทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น โดยเฉพาะความกังวลเกี่ยวกับการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ล่าสุดทางการอิหร่านเสนอเรียกเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางในอัตรา 5–7% ของมูลค่าสินค้า ขณะที่โอมานเสนอที่ 3% และฝั่งสหรัฐฯ พยายามเจรจาขอเว้นค่าผ่านทางชั่วคราวเป็นเวลา 60 วัน อย่างไรก็ดี อิหร่านย้ำชัดว่าจะยอมเปิดช่องแคบก็ต่อเมื่อสหรัฐฯ ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมขู่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในอ่าวอาหรับหากเกิดการโจมตีทางทหารอีกครั้ง ความเสี่ยงต่ออุปทานน้ำมันที่ค้างคาดันราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งแรง 3.8% ยืนเหนือ 82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ตลาดกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) จะใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดเป็นเวลานาน 

  1. ภัยคุกคามทางไซเบอร์ (Cyberwar): เกิดเหตุโจมตีทางไซเบอร์อย่างรุนแรงพุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานอย่างระบบน้ำประปาและระบบบำบัดน้ำเสียในสหรัฐฯ ความเสียหายได้ขยายวงกว้างไปแล้วอย่างน้อย 12 รัฐ โดยพบความผิดปกติที่เด่นชัดในรัฐมินนิโซตากว่า 30 แห่ง ซึ่งเจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ กำลังเร่งสืบสวนและสงสัยว่าอาจเป็นฝีมือของกลุ่มแฮกเกอร์จากอิหร่าน

  1. สงครามการค้า (Trade War) ด้านซัพพลายเชนเทคโนโลยี: สหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าแบนและขึ้นภาษีนำเข้ากับสินค้าเทคโนโลยีจากประเทศจีนอย่างเข้มงวด ทั้งกลุ่มโดรน แผงโซลาร์เซลล์ และชิปเซมิคอนดักเตอร์ พร้อมขึ้นบัญชีดำบริษัทสัญชาติจีนเพิ่มอีกกว่า 40 แห่ง ขณะที่ฝั่งจีนได้ประกาศแบนและจำกัดสิทธิ์การดำเนินธุรกิจของบริษัทสหรัฐฯ เพื่อตอบโต้เช่นเดียวกัน

  1. ศึกค่าเงินและการปิดสถานะเก็งกำไรเยน (Unwind Yen Carry Trade): การแข็งค่าอย่างรวดเร็วของสกุลเงินเยน กดดันให้นักลงทุนทั่วโลกที่เคยใช้กลยุทธ์กู้เงินเยนในอัตราดอกเบี้ยต่ำเพื่อมาซื้อสินทรัพย์เสี่ยงอื่น ๆ (Carry Trade) จำเป็นต้องเทขายสินทรัพย์เสี่ยงเหล่านั้นออกอย่างรวดเร็วเพื่อนำเงินสดไปซื้อเยนคืนและปิดสถานะความเสี่ยง (Unwind) ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพและกระแสเงินทุนของดัชนีหุ้นเอเชียและไทย

ตลาดหุ้นไทยชะลอตัว 2 สัปดาห์ซ้อน - ต่างชาติพลิกขาย 886 ล้านบาท กดดันเงินบาทอ่อน มรสุมทั้ง 4 ด้านที่กดกร่อนจิตวิทยาการลงทุน ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยเผชิญการชะลอตัวต่อเนื่องในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา (16 มิ.ย. - 5 ส.ค. 2569) ให้ผลตอบแทนรายสัปดาห์ติดลบต่อเนื่องที่ -0.20% และ -0.85% ตามลำดับ ขณะเดียวกัน เริ่มเห็นแนวโน้มกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ชะลอตัวและพลิกกลับมาเทขายสุทธิหุ้นไทยอย่างต่อเนื่องสะสมกว่า 886 ล้านบาทในช่วง 2 สัปดาห์ล่าสุด ซึ่งทิศทางการเร่งตัวของแรงขายนี้อาจเป็นตัวเร่งให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงชั่วคราวในระยะสั้น ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ วานนี้ย่อตัวลงราว -0.1% ถึง -0.9% 

สวนทางกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี (Bond Yield) ที่ดีดขึ้นแตะระดับ 4.7% โดยตลาดกำลังเฝ้ารอติดตามข้อมูลตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญในคืนนี้ ได้แก่ ตัวเลขการจ้างงานเดือน ก.ค. 2569 (คาดเพิ่มขึ้น 80,000 ตำแหน่ง) และอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ในสัปดาห์หน้า (คาดทรงตัวที่ระดับ3.5% YoY) ซึ่งตัวเลขเหล่านี้จะเป็นดัชนีชี้วัดทิศทางดอกเบี้ยของ FED และบอนด์ยีลด์ในระยะถัดไป 

ปลดล็อกโอกาสผ่าน Global Gems: สอย ZIJIN80 รับทองคำ-ทองแดงพุ่งแรง และส่องของเล่นญี่ปุ่นฟื้น แม้ภาพรวมตลาดจะผันผวน แต่ บล.เอเซีย พลัส ชี้ให้เห็นถึงธีมการลงทุนในตลาดต่างประเทศที่ยังคงเติบโตโดดเด่น:

  • ราคาทองแดงทำนิวไฮรอบประวัติศาสตร์ รับธีม AI & Data Center: ราคาทองแดงล่วงหน้าปรับตัวขึ้นทะยานสู่จุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์อย่างแข็งแกร่ง ได้รับปัจจัยสนับสนุนหลักจากการขยายการลงทุนอย่างมหาศาลในระบบโครงสร้างพื้นฐาน AI โดยเฉพาะการจัดตั้งและสร้างสถานี Data Center ซึ่งต้องใช้ทองแดงเป็นปริมาณมากในระบบสายไฟแรงสูง หม้อแปลงไฟฟ้า และระบบจ่ายพลังงาน รวมถึงความต้องการทองแดงในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และพลังงานสะอาด (Clean Energy) ประกอบกับราคาทองคำมีสัญญาณเทคนิคการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งจากการ Breakout ทะลุกรอบแนวโน้มขาลงเดิม ท่ามกลางทิศทางค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนตัวลง

    • คำแนะนำ: แนะนำเก็งกำไรใน DR: ZIJIN80 ซึ่งเป็นตราสารแสดงสิทธิอ้างอิงหุ้น Zijin Mining Group ยักษ์ใหญ่เหมืองแร่ทองคำและทองแดงอันดับ 1 ของจีนและติดอันดับ Top 5 ของโลก โดยโครงสร้างกำไรของบริษัทมาจากทองคำ 41% และทองแดง 34% ซึ่งได้รับอานิสงส์ทางตรงจากการปรับตัวขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั้งสองชนิด

  • กระแสของสะสมญี่ปุ่นมาแรงเกินคาด หนุน BANDAI NUMCO: บริษัทของเล่นยักษ์ใหญ่อย่าง Bandai Namco (7832 JT) เจ้าของลิขสิทธิ์อมตะอย่าง Gundam, Kamen Rider และ One Piece ประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ดีกว่าตลาดคาดมาก โดยมีรายได้รวม 328.5 แสนล้านเยน (+9% YoY) และกำไรต่อหุ้น (EPS) พุ่งแรงถึง 79.7 เยน (+35% YoY) ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ถึง 61% สะท้อนกระแสการกลับมานิยมสะสม Figure และ Art Toy ของวัยรุ่นยุคนี้ที่ไม่ใช่เพียงเทรนด์ระยะสั้น

    • คำแนะนำ: แนะนำเก็งกำไรใน DR: JPANIME24 ซึ่งเป็นกองทุน ETF ที่รวบรวมหุ้นกลุ่มของเล่น ความบันเทิง และเกมชั้นนำของประเทศญี่ปุ่น อาทิ Bandai Namco, Sony Group และ Nintendo

กลยุทธ์ฝ่าวิกฤตหุ้นไทย: ลดหุ้น Valuation สูง เน้นตั้งรับ Selective Growth คู่กับทองคำป้องกันความเสี่ยง ภายใต้การกดดันของ 4 มรสุมความไม่แน่นอน บล.เอเซีย พลัส แนะนำให้นักลงทุนปรับเปลี่ยนกลยุทธ์มาเน้นความปลอดภัย “ลดน้ำหนักหุ้นที่มีมูลค่า (Valuation) ตึงตัวสูง” และให้หันมาจัดพอร์ตใน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่:

  1. หุ้นไทยกลุ่มคุณค่าและปลอดภัย (Defensive & Value):

    • กลุ่มผันผวนต่ำ (Defensive): เลือก BDMS ที่มีความแข็งแกร่งและทนทานสูงต่อแรงขายต่างชาติ
    • กลุ่มคุณค่าปันผลสูง (Value & High Dividend): เลือก BBL คาดได้รับอานิสงส์จากแนวโน้มทิศทางดอกเบี้ยที่คาดว่าทรงตัวระดับสูงต่อเนื่อง (Higher for Longer) ช่วยรักษาระดับรายได้ดอกเบี้ย ขณะที่ระดับราคาซื้อขายยังถูกมากด้วย PBV เพียง 0.6 เท่า (ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มที่ 1.2 เท่า)
    • กลุ่มล้าหลังตลาด (Laggard Play ในประเทศ): เลือก CPALL ที่ราคาลงลึกและได้ประโยชน์จากกำลังซื้อภายในประเทศ
    • กลุ่มป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน (Oil Hedge): เลือก PTTEP และ PTT รับผลบวกจากทิศทางราคาน้ำมันดิบที่ผันผวนเป็นขาขึ้นตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง โดย PTT เป็นหุ้นกลุ่ม Laggard ในสายพลังงานที่ขึ้นช้ากว่ากลุ่มแต่มีจุดเด่นเรื่องการจ่ายปันผลสูงสม่ำเสมอ
    • กลุ่มที่ได้ Sentiment เชิงบวกจากการฟื้นตัวในภูมิภาค: เลือก PR9 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการฟื้นตัวของผู้ป่วยในกลุ่มตะวันออกกลาง และราคาหุ้นยังมีช่องว่างปรับขึ้น (Upside) ค่อนข้างดี

  1. สินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงพอร์ต (Tactical Hedging): แนะนำกระจายเงินลงทุนเข้าถือสินทรัพย์ปลอดภัยเพื่อพยุงฐานะทางการเงินและปิดความเสี่ยง ได้แก่ การลงทุนในทองคำผ่าน GOLDUS80 หรือ ZIJIN80 ร่วมกับการพิจารณาทำสถานะ Short ในเงินสกุลดอลลาร์/เยน (USDJPYU26) เพื่อป้องกันความผันผวนด้านค่าเงิน และเพิ่มการถือครองสัดส่วนของเงินสด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง