ช่องแคบ “ฮอร์มุซ” เดือด ทำ "น้ำมัน" ราคาพุ่งทะลุ 40 บาท ส่อสั่นสะเทือนหนี้โลก ?

โลกกำลังเผชิญวิกฤตราคาพลังงานครั้งใหม่ หลังความตึงเครียดในอ่าวเปอร์เซียพุ่งสูงขึ้น น้ำมันดิบโลกทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ความผันผวนครั้งนี้ไม่ได้กระทบแค่ผู้ส่งออกและผู้บริโภคน้ำมันเท่านั้น แต่อาจจะกลายเป็นตัวเร่งซ้ำเติมหนี้โลกที่กำลังพุ่งสูงสุดในประวัติการณ์ และอาจสั่นคลอนเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง คล้ายกับวิกฤตน้ำมันปี 1973 ก่อนนำไปสู่วิกฤตหนี้ปี 1982
แต่จุดศูนย์กลางของวิกฤตครั้งนี้ อยู่ที่ “ช่องแคบฮอร์มุซ” เส้นทางคอขวดแห่งพลังงานโลก เป็นทางผ่านหลักของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจำนวนมหาศาล
ทำไม "ฮอร์มุซ" เป็นคอขวดแห่งพลังงานโลก ?
“ฮอร์มุซ” ช่องแคบที่มีความกว้างตรงจุดที่แคบที่สุดเพียง 33 กิโลเมตร อยู่กั้นระหว่างอิหร่าน และโอมาน เป็นทางออกเดียวของอ่าวเปอร์เซียสู่โลกทะเล เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่แห่งพลังงานโลก
เพราะในทุก ๆ วัน จะมีน้ำมันประมาณ 20 ล้านบาร์เรลส่งออกผ่านเส้นทางนี้ หรือคิดเป็น 20% ของโลก มีมูลค่ามากกว่า 500,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี
นอกจากนี้ ช่องแคบนี้ ยังส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG คิดเป็น 1 ใน 5 ของโลก ซึ่งส่วนใหญ่มาจากกาตาร์
หลังเกิดสงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ ช่องแคบนี้ถูกปอดกั้น สิ่งที่ตามมาก็คือ ราคาพลังงานที่พุ่งพรวดทันที จนถึงตอนนี้ ราคาน้ำมันดิบโลกทะลุเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลแล้ว จากแต่เดิมอยู่ที่ประมาณ 65-67 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
หากจะพูดให้เห็นภาพง่าย ๆ คือ น้ำมันดีเซลไทยช่วงก่อนเกิดสงครามอิหร่านอยู่ที่ 29.94 บาทต่อลิตร แต่ตอนนี้ ราคาน้ำมันดีเซล ณ วันที่ 31 มีนาคม อยู่ที่ 40.74 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้น 10.80 บาท หรือประมาณ 36%
บรรดาประเทศเอเชีย อย่าง จีน, อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ คือ ผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักสุด เพราะประเทศเหล่านี้ รับน้ำมันจากเส้นทางนี้รวมกันถึง 69% ของปริมาณน้ำมันทั้งหมดที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
โดยเฉพาะจีน ซึ่งเป็นลูกค้าหลักของน้ำมันอิหร่าน ก็ต้องเผชิญต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้น ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจทั้งประเทศฝากความหวังไว้กับการส่งออก
ในทางกลับกัน สหรัฐฯ ได้รับน้ำมันผ่านเส้นทางนี้เพียงประมาณ 2% ของการใช้พลังงานทั้งหมด เนื่องจากสหรัฐฯ สามารถผลิตน้ำมันใช้เองได้เป็นส่วนใหญ่
ขณะที่ ไทยเองก็พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางราว 53% ย่อมได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เมื่อถามว่า โลกจะหาเส้นทางขนส่งน้ำมันทดแทนช่องแคบฮอร์มุซได้หรือไม่ ทางเลือกนั้น ค่อนข้างมีจำกัด เพราะว่า ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE ก็มีท่อส่งพลังงาน ที่สามารถเลี่ยงเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซได้ แต่ส่งได้สูงสุดเพียงแค่ 2.6 ล้านบาร์เรลต่อวันเท่านั้น น้อยมากเมื่อเทียบกับ 20 ล้านบาร์เรลต่อวันที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เรียกได้ว่า ณ ตอนนี้ แทบไม่มีสิ่งใดจะมาแทนทีช่องแคบฮอร์มุซได้แบบ 100%
ใครได้ หรือ ใครเสียอะไร จากวิกฤตพลังงานโลกครั้งนี้
ช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ใช่แค่เส้นทางขนส่งน้ำมัน แต่มันคือ “จุดกดสวิตช์” ที่สามารถเขย่าเศรษฐกิจโลกทั้งระบบได้ในระยะเวลาสั้น ๆ
เมื่อพลังงานแพงขึ้น ต้นทุนการผลิตก็พุ่งขึ้นตาม ตั้งแต่โรงงานอุตสาหกรรม ไปจนถึงค่าขนส่ง และค่าครองชีพของประชาชนทั่วโลก แล้วแบบนี้ “ใครได้ หรือ ใครเสีย” จากวิกฤตครั้งนี้
บทวิเคราะห์จาก Atlas Institute for International Affairs ชี้ว่า แม้สหรัฐฯ จะให้เหตุผลของการโจมตีว่าเกี่ยวข้องกับอาวุธนิวเคลียร์และความมั่นคง แต่เบื้องหลังของความขัดแย้งครั้งนี้ อาจลึกกว่านั้น และไม่ได้จำกัดอยู่แค่ประเด็นด้าน
ความปลอดภัยเพียงอย่างเดียว
ประการที่ 1: สหรัฐฯ ต้องการควบคุมพลังงานโลก
หนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของความขัดแย้งคือ “พลังงาน” โดยเฉพาะในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งเป็นแหล่งน้ำมันหลักของโลก และมีช่องแคบฮอร์มุซ เป็นเส้นทางขนส่งสำคัญ การลดอิทธิพลของอิหร่าน จะช่วยสร้างความมั่นใจได้ว่า ชาติตะวันตกยังคงมีบทบาทกำหนดทิศทางการไหลเวียนของพลังงานโลก อีกทั้งยังสามารถกดดันประเทศที่พึ่งพาพลังงานนำเข้าอย่าง จีน ซึ่งพึ่งพาพลังงานนำเข้าเป็นอย่างมาก พูดง่าย ๆ คือ ใครก็ตามที่ควบคุมเส้นทางพลังงานได้ ก็สามารถมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจโลกได้
ประการที่ 2: รักษาการเป็นมหาอำนาจเดียวของสหรัฐฯ
การใช้แสนยานุภาพทางทหารขั้นสูง และปฏิบัติการโจมตีแบบเจาะจงเป้าหมายต่อผู้นำอิหร่าน เป็นเหมือนการส่งสัญญาณเตือนที่ชัดเจนของสหรัฐฯ ไปยังประเทศคู่แข่ง เช่น จีน หรือ รัสเซีย ว่า สหรัฐฯ ยังคงมีทั้งขีดความสามารถและความตั้งใจในการรักษาอิทธิพลของตนในเวทีโลก
สงครามนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของอิหร่านเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ในการตอกย้ำอำนาจนำของสหรัฐฯ และแสดงให้เห็นว่ายังสามารถกำหนดทิศทางภูมิรัฐศาสตร์โลกได้อยู่
ประการที่ 3: อิสราเอลต้องการปรับโครงสร้างตะวันออกกลาง
นักวิชาการมองว่า เป้าหมายระยะยาวของอิสราเอล ไม่ได้มีแค่กำจัดภัยคุกคามจากนิวเคลียร์ แต่ต้องการปรับสมดุลอำนาจในภูมิภาคใหม่ทั้งหมด เพื่อสร้างความเป็นมหาอำนาจนำของตนในระยะยาว ด้วยการทำให้อิหร่านอ่อนแอจากภายใน หรือ ผลักดันให้เกิดรัฐบาลที่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของตน ซึ่งจะนำไปสู่การทำลายเครือข่าย “Axis of Resistance” อย่างถาวร และอาจทำให้อิหร่านกลายเป็นรัฐที่ไร้เสถียรภาพ
ประการที่ 4: สงครามอาจมีเป้าหมายเพื่อสกัดไม่ให้อิหร่านกลายเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงเครือข่ายอำนาจใหม่ของโลก
โดยเฉพาะความร่วมมือทางทหาร และเศรษฐกิจกับจีน, รัสเซีย และเกาหลีเหนือ รวมถึงการเข้าร่วมกลุ่มอย่าง BRICS และ Shanghai Cooperation Organisation ซึ่งอาจนำไปสู่การเกิดขั้วอำนาจใหม่ที่อยู่นอกอิทธิพลของตะวันตก
ดังนั้น การโจมตีจึงถูกมองว่าเป็นความพยายามหยุดยั้งไม่ให้เครือข่ายนี้เติบโตและเชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์ในระยะยาว
ประการสุดที่ 5: การเมืองภายในประเทศ
นักวิชาการมองว่า ความขัดแย้งไม่ได้เกิดขึ้นแค่จากผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์เท่านั้น แต่ยังมาจาก “ภาพศัตรู” ที่ทั้งสองฝ่ายสร้างขึ้นและยึดถือกันมานานหลายสิบปี เพื่อปลุกกระแสชาตินิยม รวมคนในประเทศ และเบี่ยงเบนปัญหาภายใน
อีกทั้งยังใช้เป็นเหตุผลรองรับการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมและการดำเนินนโยบายแข็งกร้าวต่ออีกฝ่ายได้อย่างชอบธรรม
วิกฤตพลังงาน จะซ้ำเติม "หนี้โลก" หรือไม่ ?
วิกฤตราคาพลังงานที่เกิดขึ้นจากผลกระทบของสงครามอิหร่านครั้งนี้ ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า มันอาจจะเป็นตัวเร่ง ซ้ำเติมวิกฤตหนี้โลก ที่ตอนนี้พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์
เพราะหากย้อนกลับไปดู วิกฤตน้ำมันปี 1973 จะเห็นว่าก่อนหน้านั้น ประเทศกำลังพัฒนามีหนี้ระยะยาวค่อนข้างต่ำ แต่หลังจากวิกฤตราคาน้ำมัน หนี้ของประเทศเหล่านี้เริ่มพอกพูนอย่างรวดเร็ว จนนำไปสู่ วิกฤตหนี้สาธารณะในปี 1982 ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกถดถอย และเกิดภาวะชะงักงัน
เรียกได้ว่า วิกฤตน้ำมันปี 1973 คือจุดเริ่มต้นของปัญหาใหญ่หลายอย่างในเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะกับประเทศกำลังพัฒนา
ข้อมูลจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศ หรือ IIF ระบุว่า สิ้นปี 2025 หนี้โลกแตะ 348 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นเกือบ 29 ล้านล้านในปีเดียว ถือเป็นการเพิ่มขึ้นเร็วที่สุดนับตั้งแต่ช่วงโควิด โดยในจำนวนนี้ หนี้กว่า 106.7 ล้านล้าน
ดอลลาร์สหรัฐ เป็นของรัฐบาล
ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้หนี้สูงขึ้น ได้แก่ การใช้จ่ายด้านกลาโหมท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างประเทศ, การสูงวัยของประชากร, การลงทุนด้าน AI และการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
“มีโอกาสที่หนี้จะสูงขึ้นแน่นอน เพราะเงินที่รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ใช้เพื่อแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของประชาชน ไม่ใช่แค่ประเทศอื่นเท่านั้นที่หนี้จะเพิ่มขึ้น ประเทศไทยเองหนี้ก็จะเพิ่มขึ้นเช่นกัน” รศ.ดร. อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ให้สัมภาษณ์กับ TNN Online เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569
รศ. ดร. อัทธ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า หนี้ที่พูดถึงตรงนี้ คือ “หนี้สาธารณะ” ของแต่ละประเทศ ซึ่งไทยตอนนี้อยู่ใกล้เคียง
ประมาณ 70% ของ GDP ซึ่งเป็นเพดานตามกฎหมาย และก็เกือบชนเพดานแล้ว เพราะฉะนั้น ในสถานการณ์แบบนี้ ประเทศไทยมีโอกาสที่หนี้สาธารณะจะเพิ่มสูงขึ้นแน่นอน ยกตัวอย่าง เช่น การกู้เงินมาเพื่อไปอุดหนุนกองทุนน้ำมัน สุดท้ายภาระนั้นก็จะกลายเป็นหนี้สาธารณะของประเทศ
“หนี้สาธารณะก็คือหนี้ของใคร ก็คือหนี้ของพวกเราทุกคนนั่นเอง เพียงแต่เราไม่ได้จ่ายโดยตรงเหมือนหนี้ส่วนบุคคล แต่รัฐจะค่อย ๆ จัดเก็บผ่านช่องทางอื่น เช่น การเก็บภาษีเพิ่มขึ้น เพื่อนำไปชำระหนี้ มันจึงแตกต่างจากการกู้เงินส่วนบุคคลที่ต้องผ่อนชำระรายเดือนโดยตรง”
“ดังนั้นในสถานการณ์ที่รัฐจำเป็นต้องช่วยเหลือประชาชนเพื่อประคับประคองค่าครองชีพ หนี้สาธารณะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” รศ. ดร. อัทธ์ กล่าว
ไทยควรจะวางตัวอย่างไร บนเกมพลังงานโลกของมหาอำนาจ
เมื่อเกมระดับมหาอำนาจ กำลังเล่นกันอยู่บนกระดานพลังงานโลก คำถามต่อมาคือ แล้วประเทศเล็ก ๆ อย่าง ไทย ที่ไม่ได้เป็นผู้เล่น แต่ต้องอยู่ท่ามกลางพายุของมหาอำนาจ จะยืนอยู่ตรงไหนในเกมนี้
เพราะโครงสร้างพลังงานของไทยพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศเป็นหลักมากกว่า 90% โดยเฉพาะน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง ซึ่งมีสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของการนำเข้าทั้งหมด คิดเป็น 53%
นั่นหมายความว่า ทุกครั้งที่ช่องแคบฮอร์มุซสะดุด ประเทศไทยจะรู้สึกได้แทบจะทันที ผ่านราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น หลังจากนั้น ก็จะตามมาด้วยราคาสินค้าอื่น ๆ ที่จะขยับตัวตาม
“เราน่าจะเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงสูงมากจากวิกฤตน้ำมัน ที่จะกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง เพราะว่าเราพึ่งพาน้ำมันจากต่างประเทศค่อนข้างมาก ในอาเซียน ไทยน่าจะอยู่ในกลุ่มอันดับต้น ๆ ใกล้เคียงกับฟิลิปปินส์ โดยมูลค่าการนำเข้าน้ำมันคิดเป็นประมาณ 7% ของ GDP ซึ่งถือว่าสูงมาก”
รศ. ดร. อัทธ์ กล่าวว่า ถ้าจะวางยุทธศาสตร์เรื่องนี้ ในมิติน้ำมันอย่างเดียว ไทยจำเป็นต้องคบค้าสมาคมกับทุกประเทศที่เป็นผู้ผลิตน้ำมัน เพื่อกระจายความเสี่ยงและให้สามารถจัดหาน้ำมันได้
“พูดง่าย ๆ คือ ต้องทำการค้ากับทุกฝ่ายที่มีทรัพยากรน้ำมัน เพราะเราต้องนำมาชดเชยส่วนที่ขาดไปจากตะวันออกกลาง ซึ่งเดิมเรานำเข้ามากถึงประมาณ 60% ดังนั้นเราต้องหาแหล่งพลังงานใหม่เข้ามาทดแทน”
“ในเชิงการเมืองระหว่างประเทศ ก็ต้องสอดคล้องกับการเมืองด้านพลังงาน คือ ต้องรักษาความสัมพันธ์กับหลายประเทศ ไม่ยึดติดกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และที่สำคัญ วิกฤตรอบนี้ไม่ได้กระทบแค่น้ำมัน แต่ยังรวมถึง LNG ซึ่งเกี่ยวข้องกับหลายอุตสาหกรรม เช่น ไฟฟ้า พลาสติก และปุ๋ย เมื่อ LNG จากกาตาร์ ซึ่งเป็นแหล่งนำเข้าหลักหายไป คำถามคือเราจะไปหาแหล่งไหนมาทดแทน”
“สิ่งนี้จะสะท้อนออกมาในราคาสินค้า โดยเฉพาะพลาสติก เพราะเมื่อวัตถุดิบขาดแคลน ต้นทุนการผลิตก็จะสูงขึ้น เพราะฉะนั้น วิกฤตรอบนี้ไม่ได้กระทบแค่น้ำมัน แต่กระทบทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมัน พลาสติก ปุ๋ย และไฟฟ้า ที่จะปรับตัวขึ้นพร้อมกันในทุกทิศทาง” รศ. ดร. อัทธ์ กล่าว
ฉากทัศน์วิกฤตพลังงานโลกจะเป็นอย่างไรต่อไป ?
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF เตือนว่า สงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลชะลอการเติบโตเศรษฐกิจโลก และทิ้งร่องรอยความเสียหายระยะยาว
ประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานหนัก เช่น จีน ญี่ปุ่น อินเดีย หรือ ไทยเอง จะได้รับผลกระทบมาก ขณะที่ประเทศผู้ส่งออกอาจได้ประโยชน์ ส่วนยุโรปต้องเผชิญต้นทุนก๊าซสูงและเสี่ยงเงินเฟ้อ
หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ก็จะยิ่งทำให้ราคาพลังงานยังแพงต่อเนื่อง ซึ่งราคาอาจพุ่งแตะถึง 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ เงินเฟ้อสูง ธนาคารกลางอาจปรับขึ้นดอกเบี้ย และประเทศที่มีหนี้สูงจะมีข้อจำกัดในการเยียวยาผลกระทบ ทำให้แรงกระแทกทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“สิ่งที่รัฐบาลทำขณะนี้ เช่น การตั้งคณะกรรมการที่เรียกว่า คตร. ก็ถือว่าเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลกำลังขยับไปดูเรื่องโครงสร้างราคาน้ำมันแล้ว อันนี้เป็นหนึ่งในแนวทางที่รัฐบาลพยายามจะช่วย แต่ผมมองว่ายังไม่พอวิธีที่จะกดราคาน้ำมัน
ดีเซลลง มีอยู่ 3 วิธีหลัก ได้แก่ ลดค่าการกลั่น, ปรับราคาหน้าโรงกลั่น ซึ่งเชื่อมโยงกับราคาสิงคโปร์ที่เรียกว่า MOPs และสาม คือ ลดค่า Premium รวมถึงภาษีสรรพสามิต”
“ตอนนี้รัฐบาลทำแค่ข้อแรก ผมเสนอว่า ควรลดค่า Premium ด้วย เพราะปัจจุบันค่า Premium + ค่าขนส่ง + ค่าประกันภัย อยู่ที่ประมาณ 10-11 บาทต่อลิตร จากเดิมก่อนสงครามแค่ประมาณ 1-2 บาท”
"ปัจจุบันเราจัดเก็บทั้งภาษีสรรพสามิตและภาษีท้องถิ่นรวมประมาณ 7 บาทต่อลิตร ซึ่งสามารถปรับลดลงมาเหลือประมาณ 5 บาทได้ หรืออาจลดลงถึง 5-6 บาทต่อลิตรเลยก็ยังทำได้ แต่ต้องมีกรอบระยะเวลา ผมเสนอว่าให้ลดประมาณ 5 บาทต่อลิตร เป็นระยะเวลา 3 เดือน”
“ถ้าคิดจากการใช้น้ำมันดีเซลประมาณ 80 ล้านลิตรต่อวัน จะทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้ประมาณ 400 ล้านบาทต่อวัน หรือประมาณ 12,000 ล้านบาทต่อเดือน ถ้าทำต่อเนื่อง 4 เดือน จะอยู่ที่ประมาณ 50,000 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับมาตรการที่เคยทำในปี 2565”
“มาตรการลักษณะนี้จะช่วยประคับประคองภาระค่าครองชีพของประชาชน ไม่ให้ปรับขึ้นแบบกระชาก และที่สำคัญคือช่วยให้ประชาชนมีเวลาในการปรับแผนการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน” รศ. ดร. อัทธ์ กล่าว
แหล่งข้อมูลอ้างอิง:
https://www.eia.gov/todayinenergy/detail.php?id=65504#
https://unctad.org/system/files/official-document/osgdp20103_en.pdf
https://www.factcheck.org/2026/03/how-iran-blocking-the-strait-of-hormuz-affects-the-u-s/
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
