เตือนเดินย่ำดินเท้าเปล่า ระวัง “พยาธิปากขอ” ไชเข้าผิวหนัง

รศ.ดร.ดวงรัตน์ ริยอง อาจารย์ประจำภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เตือนภัยหน้าฝน เดินเท้าเปล่า ระวัง “พยาธิปากขอ” ไชเข้าผิวหนัง ตัวเล็กแต่ไม่ธรรมดา ถึงขั้นดูดเลือดจนซีด
หลายคนอาจคิดว่าการเดินเท้าเปล่าบนพื้นดินหรือการใช้มือสัมผัสดินเป็นเรื่องธรรมดา แต่รู้หรือไม่ว่า ดินที่มือเท้าสัมผัสอาจปนเปื้อนตัวอ่อนของพยาธิปากขอ ซึ่งสามารถไชผิวหนังเข้าสู่ร่างกายและเติบโตเป็นพยาธิตัวเต็มวัยในลำไส้เล็กได้ และหากมีพยาธิจำนวนมากในลำไส้ อาจทำให้ร่างกายสูญเสียเลือดจนเกิดภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กได้
พยาธิปากขอคืออะไร?
พยาธิปากขอเป็นหนอนพยาธิตัวกลมชนิดหนึ่ง พยาธิตัวเต็มวัยจะอาศัยอยู่ในลำไส้เล็กของคนและสัตว์ เช่น สุนัขและแมว ไข่พยาธิปนออกมากับอุจจาระ เมื่อคนและสัตว์ถ่ายอุจจาระลงพื้นดิน ไข่จะฟักเป็นตัวออกสู่สิ่งแวดล้อมและเจริญเป็นระยะติดต่อ ตัวอ่อนนี้มักพบบนผิวดินหรือน้ำค้างบนยอดหญ้า เมื่อคนหรือสัตว์สัมผัสตัวอ่อน พยาธิจะไชผิวหนังเข้าสู่ร่างกาย เข้าสู่กระแสโลหิต ผ่านหัวใจเข้าสู่ปอด ที่ปอดพยาธิออกมาจากเส้นเลือดเข้าสู่ถุงลมปอด คลานขึ้นหลอดลมไปถึงคอหอย ถูกกลืนลงกระเพาะอาหาร และเจริญเติบโตเป็นตัวเต็มวัยในลำไส้เล็กภายใน 3-5 สัปดาห์
คนเป็นพยาธิปากขอได้อย่างไร?
ตัวอ่อนระยะติดต่อของพยาธิปากขอสามารถเข้าสู่ร่างกายโดยไชผ่านทางผิวหนังเมื่อคนไปสัมผัสกับดินที่มีการปนเปื้อนตัวอ่อนของพยาธิ กลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เด็กเล็กวัยก่อนเข้าเรียน และเกษตรกร เนื่องจากมีโอกาสสัมผัสกับดินที่อาจปนเปื้อนตัวอ่อนพยาธิเป็นประจำ บริเวณที่ตัวอ่อนพยาธิมักไช ได้แก่ บริเวณนิ้วมือ ฝ่ามือ น่อง ง่ามเท้า และหลังเท้า
อาการสำคัญ
ในระยะแรกที่พยาธิไชผิวหนังจะมีอาการคัน หลังจากนั้น ตัวอ่อนจะไชเข้าสู่กระแสเลือด เดินทางไปยังหัวใจและปอด และไปลอกคราบที่ปอด ช่วงที่พยาธิอยู่ในปอด ผู้ป่วยอาจมีไข้และไอ เนื่องจากเกิดการอักเสบของปอดจากการติดเชื้อ
จากนั้นพยาธิจะไชออกจากถุงลมปอดและไต่หลอดลมขึ้นถึงคอหอยและถูกกลืนลงกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กตามลำดับ เจริญเติบโตเป็นพยาธิตัวเต็มวัยทั้งตัวผู้และตัวเมีย พยาธิจะใช้ปากกัดเพื่อเกาะติดกับผนังลำไส้และดูดเลือดจากผู้ป่วย ทำให้เยื่อบุผนังลำไส้ฉีกขาดและเกิดเป็นแผล
ในรายที่มีพยาธิจำนวนมากอาจสูญเสียเลือดมากและเป็นเรื้อรังจนมีอาการซีดและเกิดภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก (Iron deficiency anemia) นอกจากนี้ พยาธิปากขอยังรบกวนระบบทางเดินอาหาร ทำให้ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน และท้องเสีย
ในผู้ใหญ่ ภาวะดังกล่าวอาจทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง ขณะที่ในเด็กเล็กอาจส่งผลให้การเรียนรู้และการเจริญเติบโตช้าลง
จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคพยาธิปากขอ?
หากสงสัยว่าอาจติดพยาธิปากขอ ควรมาพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเพื่อรับการตรวจวินิจฉัย โดยแพทย์จะส่งตรวจอุจจาระเพื่อหาไข่พยาธิปากขอ เมื่อผลตรวจยืนยันการติดเชื้อแล้ว แพทย์จะดำเนินการรักษาต่อไป
ป้องกันพยาธิปากขอได้อย่างไร?
การป้องกันสามารถทำได้ด้วยการดูแลสุขอนามัยและหลีกเลี่ยงการสัมผัสสิ่งที่อาจปนเปื้อนตัวอ่อนพยาธิ ได้แก่
- รับประทานอาหารที่ปรุงสุก และดื่มน้ำสะอาด
- ล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหาร
- สวมรองเท้าและสวมถุงมือทุกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อต้องเดินหรือสัมผัสดิน
- ขับถ่ายอุจจาระลงในส้วมที่ถูกสุขลักษณะ
- ไม่ใช้อุจจาระเป็นปุ๋ยสำหรับรดผัก เนื่องจากพยาธิตัวอ่อนอาจติดมากับผักและพยาธิจะไชเข้ากระพุ้งแก้มเข้าสู่ร่างกายได้
ดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคลให้ดี
การป้องกันที่ทำได้ง่าย คือ หลีกเลี่ยงการเดินเท้าเปล่าและสวมถุงมือทุกครั้งเมื่อสัมผัสดิน เพราะผิวหนังเป็นหนึ่งในช่องทางที่ตัวอ่อนพยาธิปากขอสามารถไชเข้าสู่ร่างกายได้
ขอบคุณข้อมูลจาก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
