รีเซต

แพทย์มช. เตือน “MIS-C” ภาวะอักเสบหลายระบบในเด็ก หายจากโควิดแล้ว ยังควรเฝ้าระวัง

แพทย์มช. เตือน “MIS-C” ภาวะอักเสบหลายระบบในเด็ก หายจากโควิดแล้ว ยังควรเฝ้าระวัง
TNN ช่อง16
7 กันยายน 2569 ( 14:50 )
9

ภาวะ MIS-C (Multisystem Inflammatory Syndrome in Children) หรือ ภาวะอักเสบหลายระบบในเด็ก เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้น้อย แต่มีความสำคัญ เนื่องจากอาจเกิดการอักเสบในอวัยวะหลายระบบหลังการติดเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคโควิด-19


ภาวะนี้มักเกิดขึ้นหลังการติดเชื้อโควิด-19 ประมาณ 2–6 สัปดาห์ เด็กบางรายอาจมีอาการเพียงเล็กน้อย หรือไม่มีอาการเลย และครอบครัวอาจไม่ทราบว่าเด็กเคยติดเชื้อมาก่อน

แม้ MIS-C จะพบไม่บ่อย แต่หากเกิดขึ้น อาจมีความรุนแรงและส่งผลต่อหัวใจ ระบบทางเดินอาหาร ไต ระบบประสาท ผิวหนัง และระบบไหลเวียนโลหิต จึงควรได้รับการประเมินและรักษาโดยแพทย์อย่างรวดเร็ว

ทำไมจึงเกิด MIS-C?

ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดว่าเหตุใดเด็กบางรายจึงเกิด MIS-C หลังติดเชื้อโควิด-19

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันที่มากเกินหรือผิดปกติภายหลังการติดเชื้อ ส่งผลให้เกิดการอักเสบทั่วร่างกายและกระทบต่ออวัยวะหลายระบบ

การติดโควิด-19 ไม่ได้หมายความว่าเด็กทุกคนจะต้องเกิด MIS-C และภาวะนี้พบได้น้อยมาก

อาการแบบไหนที่ต้องเฝ้าระวัง?

MIS-C มักเกิดหลังการติดเชื้อ SARS-CoV-2 หลายสัปดาห์ อาการของเด็กแต่ละคนอาจแตกต่างกัน แต่สิ่งสำคัญคือ มีไข้ต่อเนื่องร่วมกับอาการผิดปกติในหลายระบบ

อาการที่อาจพบ ได้แก่

• มีไข้ตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียสขึ้นไป

• ปวดท้อง

• คลื่นไส้ อาเจียน ถ่ายเหลว

• มีผื่นตามตัว

• ตาแดง

• ริมฝีปากแดง แห้ง หรือแตก

• ลิ้นแดง

• มือหรือเท้าแดง บวม

• ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอโต

• ปวดศีรษะ หรือมีอาการทางระบบประสาท

• ในรายที่รุนแรง อาจมีความดันโลหิตต่ำ ภาวะช็อก หรือหายใจเหนื่อย

หากเด็กมีไข้ร่วมกับอาการผิดปกติหลายอย่าง โดยเฉพาะหลังเคยติดโควิด-19 ควรพาไปพบแพทย์โดยเร็ว ไม่ควรรอดูอาการเอง

MIS-C อันตรายอย่างไร?

MIS-C อาจทำให้เกิดการอักเสบพร้อมกันในหลายระบบของร่างกาย โดยเฉพาะหัวใจและระบบไหลเวียนโลหิต 

MIS-C อาจทำให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หัวใจบีบตัวลดลง ความดันโลหิตต่ำ หรือเกิดภาวะช็อกได้ นอกจากนี้บางรายอาจมีความผิดปกติของหลอดเลือดหัวใจ จึงจำเป็นต้องประเมินการทำงานของหัวใจอย่างเหมาะสม

อาจพบความผิดปกติของระบบต่าง ๆ เช่น

- ระบบทางเดินอาหาร: ปวดท้อง อาเจียน ถ่ายเหลว

- ไต: การทำงานผิดปกติ

- ระบบประสาท: ปวดศีรษะ ซึม สับสน

- ระบบเลือดและการแข็งตัวของเลือด

- ระบบไหลเวียนโลหิต: ในรายที่รุนแรงอาจเกิดภาวะช็อก

เด็กที่แพทย์สงสัยหรือวินิจฉัยว่าเป็น MIS-C มักจำเป็นต้องเข้ารับการประเมินและดูแลในโรงพยาบาล เพื่อเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนอย่างใกล้ชิด

MIS-C ต่างจากโรคคาวาซากิอย่างไร?

MIS-C และโรคคาวาซากิมีอาการบางอย่างคล้ายกัน เช่น ไข้ ผื่น ตาแดง ปากแดง ลิ้นแดง และมือเท้าบวม จึงอาจทำให้สับสนกันได้

โรคคาวาซากิ เป็นโรคที่มีการอักเสบของหลอดเลือด โดยเฉพาะหลอดเลือดหัวใจ และพบได้บ่อยในเด็กเล็ก

ส่วน MIS-C มีความเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อ SARS-CoV-2 และมักเกิดหลังการติดเชื้อประมาณ 2–6 สัปดาห์ และมักมีการอักเสบหลายระบบร่วมกัน โดยพบอาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น ปวดท้อง อาเจียน ถ่ายเหลว รวมถึงอาจมีความผิดปกติของหัวใจและระบบไหลเวียนโลหิตได้

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองโรคอาจมีอาการคล้ายโรคอื่นได้ การวินิจฉัยจึงต้องอาศัยการประเมินโดยแพทย์ ไม่สามารถวินิจฉัยจากอาการเพียงอย่างเดียว

แพทย์วินิจฉัย MIS-C อย่างไร?

การวินิจฉัย MIS-C ไม่ได้อาศันเพียงประวัติมีไข้หรือเคยติดโควิด-19 เท่านั้น แพทย์จะประเมินร่วมกันจาก

• ประวัติการเจ็บป่วยและการติดเชื้อ

• อาการและการตรวจร่างกาย

• ผลตรวจเลือดและค่าการอักเสบ

• การทำงานของอวัยวะต่าง ๆ

• การตรวจหัวใจเมื่อมีข้อบ่งชี้

• หลักฐานการติดเชื้อ SARS-CoV-2

หากสงสัยว่าหัวใจได้รับผลกระทบ แพทย์อาจตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ตรวจเลือดที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของหัวใจ และตรวจอัลตราซาวด์หัวใจตามความเหมาะสม

การรักษา MIS-C

ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น MIS-C จำเป็นต้องได้รับการดูแลในโรงพยาบาล เนื่องจากอาจมีความผิดปกติของหลายระบบ และบางรายอาจมีอาการรุนแรงจนต้องได้รับการดูแลในหอผู้ป่วยวิกฤต

การรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรงและอวัยวะที่ได้รับผลกระทบ อาจต้องดูแลร่วมกันโดยแพทย์หลายสาขา เช่น กุมารแพทย์โรคติดเชื้อ กุมารแพทย์โรคหัวใจ กุมารแพทย์โรคข้อและรูมาติสซั่ม และทีมดูแลผู้ป่วยวิกฤต

แนวทางการรักษามุ่งลดการอักเสบและดูแลการทำงานของอวัยวะ โดยแพทย์อาจพิจารณาให้อิมมูโนโกลบูลินทางหลอดเลือดดำ (IVIG) ยาสเตียรอยด์ ยาป้องกันลิ่มเลือดในผู้ป่วยบางราย ตามความเสี่ยงและข้อบ่งชี้ และยาปฏิชีวนะระหว่างรอผลตรวจ หากยังไม่สามารถแยกการติดเชื้อแบคทีเรียรุนแรงได้

หลังรักษาแล้ว ต้องติดตามอะไร?

แม้อาการดีขึ้นและกลับบ้านได้ เด็กที่เคยเป็น MIS-C ยังควรได้รับการติดตามตามแผนการรักษา โดยเฉพาะผู้ที่เคยมีความผิดปกติของหัวใจ

แพทย์อาจนัดตรวจเลือด ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรืออัลตราซาวด์หัวใจซ้ำตามความเหมาะสม หากหัวใจยังมีความผิดปกติ เด็กอาจต้องงดกิจกรรมหรือการออกกำลังกายที่ใช้แรงมาก จนกว่าจะได้รับการประเมินและอนุญาตจากแพทย์

ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถฟื้นตัวได้ดีเมื่อรับการรักษาอย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตาม เด็กบางรายอาจยังมีอาการ เช่น เหนื่อยง่าย นอนหลับไม่ดี วิตกกังวล หรือมีปัญหาด้านอารมณ์ จึงควรติดตามอาการต่อเนื่องตามคำแนะนำของแพทย์

ป้องกัน MIS-C ได้อย่างไร?

การป้องกันที่สำคัญคือ การลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ SARS-CoV-2 และปฏิบัติตามคำแนะนำเรื่องวัคซีนโควิด-19 ที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละช่วงวัยและสุขภาพของเด็ก

ข้อมูลปัจจุบันสนับสนุนว่า วัคซีนโควิด-19 ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิด MIS-C ได้

สำหรับเด็กที่เคยเป็น MIS-C การพิจารณารับวัคซีนควรปรึกษาแพทย์ผู้ดูแล โดย CDC แนะนำให้พิจารณาจากการฟื้นตัวของผู้ป่วย รวมถึงการกลับมาทำงานของหัวใจเป็นปกติ และโดยทั่วไปอาจพิจารณารับวัคซีนเมื่อห่างจากวันที่วินิจฉัย MIS-C อย่างน้อย 90 วัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการประเมินเป็นรายบุคคล

อย่ามองข้าม “ไข้หลังหายโควิด-19”

MIS-C เป็นภาวะที่พบไม่บ่อย แต่มีความสำคัญ เพราะอาจส่งผลต่ออวัยวะหลายระบบ โดยเฉพาะหัวใจและระบบไหลเวียนโลหิต

หากเด็กมีไข้ร่วมกับปวดท้อง อาเจียน ถ่ายเหลว ผื่น ตาแดง มือเท้าบวม หรือมีอาการผิดปกติหลายระบบ โดยเฉพาะในช่วงหลายสัปดาห์หลังเคยติดโควิด-19 ควรรีบพาไปพบแพทย์

อย่ารอดูอาการเอง เพราะการวินิจฉัยและรักษาอย่างรวดเร็วมีความสำคัญต่อผลการรักษา เด็กส่วนใหญ่สามารถฟื้นตัวได้ดีเมื่อได้รับการดูแลและรักษาอย่างเหมาะสม

ข้อมูล : รศ.พญ.วัชรีวรรณ สนธิชัย อาจารย์ประจำสาขาวิชาโรคข้อและรูมาติสซั่ม ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ขอบคุณข้อมูลจาก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ข่าวที่เกี่ยวข้อง