รีเซต

สรท. เตือน "ผู้ส่งออก" เพิ่มความระวัง หลังเรือสินไทยถูกโจมตีใน "ช่องแคบฮอร์มุซ" เสนอ 3 แนวทางจัดการตู้สินค้า

สรท. เตือน "ผู้ส่งออก" เพิ่มความระวัง หลังเรือสินไทยถูกโจมตีใน "ช่องแคบฮอร์มุซ" เสนอ 3 แนวทางจัดการตู้สินค้า
TNN ช่อง16
12 มีนาคม 2569 ( 10:21 )
2

สรท.มองเหตุโจมตีเรือสินค้าไทยในฮอร์มุซเป็น “การยิงเตือน” แนะผู้ส่งออกเพิ่มความระวัง เลี่ยงเส้นทางเสี่ยง แม้ต้นทุนพุ่ง 30–40%


ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) มองเหตุการณ์เรือขนส่งสินค้าไทยถูกโจมตีบริเวณช่องแคบฮอร์มุซว่า มีลักษณะเป็นเพียงการ “ยิงเตือน” มากกว่าการมุ่งทำลายเรือ พร้อมแนะผู้ส่งออกไทยเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ หลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีการสู้รบ และหากจำเป็นอาจต้องเปลี่ยนไปใช้เส้นทางอ้อมเพื่อความปลอดภัย แม้จะทำให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้นราว 30–40%


นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์ดังกล่าวว่า ในระยะสั้นยังไม่คาดว่าจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อการส่งออกของไทย เนื่องจากตลาดตะวันออกกลางมีสัดส่วนเพียงประมาณ 5% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของประเทศ อย่างไรก็ตาม เริ่มเห็นสัญญาณความวุ่นวายต่อระบบขนส่งสินค้า โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหารสด เช่น เนื้อสัตว์ ผัก และผลไม้ ซึ่งมีอายุสั้นและเสี่ยงต่อการเน่าเสีย หากเกิดความล่าช้าในการขนส่ง


ทั้งนี้ ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นทำให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระต้นทุนเพิ่มขึ้น และมีความเสี่ยงสูญเสียรายได้จากความเสียหายของสินค้า โดยภาคเอกชนต้องการให้ภาครัฐเข้ามาติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพิจารณามาตรการช่วยเหลือหากวิกฤตยืดเยื้อ


นายธนากรกล่าวว่า จากการประเมินเบื้องต้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีลักษณะคล้ายการส่งสัญญาณเตือนมากกว่าการโจมตีเพื่อทำลายเรือสินค้า เนื่องจากตามหลักปฏิบัติของการเดินเรือ หากเกิดเหตุการณ์ยิงหรือการปะทะในพื้นที่ เรือสินค้าจะต้องหยุดการเคลื่อนที่ทันทีและรอประเมินสถานการณ์ก่อนดำเนินการต่อ ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินความเสียหายของเรือได้อย่างชัดเจน และอยู่ระหว่างหาวิธีนำเรือเข้าฝั่งอย่างปลอดภัย



สำหรับมาตรการป้องกันความเสี่ยงในระยะนี้ สรท.ได้แนะนำผู้ส่งออกไทยให้เพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ โดยควรหลีกเลี่ยงการเคลื่อนเรือเข้าไปในพื้นที่ที่มีการสู้รบอย่างเด็ดขาด เพื่อความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน หากจำเป็นต้องส่งสินค้า อาจพิจารณาเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือไปอ้อมผ่านแหลมกู๊ดโฮป ซึ่งแม้จะปลอดภัยกว่า แต่จะทำให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้นประมาณ 30–40%


ขณะเดียวกัน สำหรับผู้ส่งออกที่มีสินค้ากำลังขนส่งอยู่ในเส้นทางไปยังประเทศในอ่าวเปอร์เซียหรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ สรท.ได้เสนอแนวทางจัดการตู้สินค้าที่อาจตกค้างกลางทะเลไว้ 3 แนวทางหลัก


แนวทางแรกคือ การเปลี่ยนท่าเรือปลายทาง โดยนำตู้สินค้าไปส่งมอบที่ท่าเรืออื่น เช่น ท่าเรือ Khor Fakkan ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือท่าเรือ Jeddah ในซาอุดีอาระเบีย อย่างไรก็ตาม ผู้นำเข้าหรือผู้รับสินค้าปลายทางอาจต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น ค่าพิธีการศุลกากรราวตู้ละประมาณ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนท่าเรือหรือ End of Voyage ประมาณ 600–800 ดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการขนส่งทางบกเพิ่มเติม


แนวทางที่สองคือ การนำตู้สินค้าไปพักคอยในท่าเรือปลอดภัย หรือ Safe Port และ Transshipment Port ในประเทศอื่น เช่น อินเดีย โอมาน หรือศรีลังกา เพื่อรอประเมินสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการต้องพิจารณาต้นทุนที่อาจเพิ่มขึ้นจากค่าฝากตู้สินค้าในท่าเรือ รวมถึงความเสี่ยงหากสถานการณ์ยืดเยื้อ ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาคอขวด ความแออัดของท่าเรือ และข้อจำกัดด้านผู้ให้บริการ เมื่อสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ


สรท.ประเมินว่าเพียงต้นทุนการเก็บตู้สินค้าในท่าเรืออาจสูงถึง 500,000–600,000 บาทต่อตู้ หากต้องพักรอเป็นระยะเวลา 1–2 เดือน ซึ่งถือเป็นภาระต้นทุนที่สูงมากสำหรับผู้ประกอบการ


ส่วนแนวทางที่สามคือ การนำตู้สินค้ากลับมายังประเทศไทย ซึ่งเป็นทางเลือกที่สรท.มองว่าอาจเหมาะสมในกรณีที่สถานการณ์มีความเสี่ยงสูงและไม่สามารถควบคุมได้ เนื่องจากการนำสินค้ากลับประเทศจะช่วยหยุดต้นทุนที่อาจเพิ่มขึ้นอย่างไม่แน่นอน และลดความเสี่ยงต่อความเสียหายของสินค้า



ประธานสรท.ย้ำว่า ในช่วงที่สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลาย ผู้ส่งออกไทยจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมปรับแผนการขนส่งสินค้าให้สอดคล้องกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น เพื่อรักษาความปลอดภัยของการขนส่งและลดผลกระทบต่อธุรกิจการส่งออกของประเทศ


หากมีผู้ประกอบการที่มีประเด็นค่าใช้จ่ายไม่เป็นธรรมที่อาจถูกเรียกเก็บจากผู้ให้บริการหรือสายเรือ สามารถรวบรวมหลักฐานค่าใช้จ่ายดังกล่าวและส่งมายัง สรท. เพื่อให้ สรท. เป็นตัวแทนในการเข้าหารือร่วมกับกรมการค้าภายในและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผลักดันให้เกิดมาตรการช่วยเหลือผู้ส่งออกที่เป็นรูปธรรมต่อไป โดยช่องทางอีเมล tnsc@tnsc.com หรือโทร 02-679-7555 


พร้อมกันนี้ สรท.ได้มีการประสานไปยังการท่าเรือแห่งประเทศไทย รวมไปถึงผู้ประกอบการท่าเรือภาคเอกชน ถึงแนวทางช่วยเหลือ และอำนวยความสะดวกสำหรับสินค้านำกลับแล้ว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง