สหรัฐฯ-อิหร่านเขย่าน้ำมัน-ขนส่ง เอเชียอ่วม

สหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มปฏิบัติการโจมตีอิหร่านตั้งแต่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ขณะที่อิหร่านโจมตีตอบโต้กลับอิสราเอลและฐานทัพสหรัฐฯ ในประเทศใกล้เคียง ทั้งสหรัฐฯ อาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ โอมาน คูเวต จอร์แดน บาห์เรนและอิรัก ซึ่งการสู้รบดังกล่าวทำให้ “อยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน รวมถึงผู้นำระดับสูงหลายสิบรายเสียชีวิต ส่วนฝั่งสหรัฐฯ ก็สูญเสียกำลังพลหลายนายและบางส่วนได้รับบาดเจ็บ แตกต่างจากการโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านเมื่อปีที่แล้ว และการบุกโค่นประธานาธิบดีเวเนซุเอลาเมื่อเดือนมกราคมที่ไม่มีทหารสหรัฐฯ เสียชีวิต
นี่ทำให้สถานการณ์ขัดแย้งระหว่าง 2 ฝ่ายยังคงตึงเครียด ต่างฝ่ายต่างเดินหน้าโจมตีเพื่อล้างแค้นอีกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง ถึงขณะนี้ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าการโจมตีจะยุติลงเมื่อใด โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับ “นิวยอร์ก ไทม์ส” ว่า การโจมตีอาจดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลา 4-5 สัปดาห์ หากมีความจำเป็น การสู้รบที่ยืดเยื้อประกอบกับการโจมตีที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันสำคัญของโลก ทำให้ตลาดมีความกังวลต่อผลกระทบที่จะตามมาต่อราคาน้ำมัน รวมถึงการค้าและเศรษฐกิจโลกที่อาจเผชิญภาวะถดถอย
การโจมตีระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่เข้าสู่วันที่ 3 เมื่อวันจันทร์ ส่งผลให้หลายประเทศต้องปิดโรงกลั่นน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เป็นการชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย อย่างกรณีของ “กาตาร์” ที่ระงับการผลิต LNG ส่วน “ซาอุดีอาระเบีย” ประกาศปิดโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่สุดของประเทศ “ราส ทานูรา” ซึ่งมีกำลังการผลิต 550,000 บาร์เรลต่อวัน เนื่องจากถูกโจมตีด้วยโดรน เช่นเดียวกับการผลิตน้ำมันส่วนใหญ่ในดินแดนเคอร์ดิสถานของอิรักที่ส่งออก 200,000 บาร์เรลต่อวัน รวมถึงแหล่งก๊าซสำคัญหลายแห่งของอิสราเอลต้องหยุดทำการ
ขณะที่ในอิหร่านก็เกิดเหตุระเบิดขึ้นหลายครั้งบริเวณเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นแหล่งแปรรูปน้ำมันดิบเพื่อส่งออกคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 90 แต่ยังไม่แน่ชัดว่าโรงงานได้รับผลกระทบอย่างไร ทั้งนี้ อิหร่านเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่เป็นอันดับ 3 ของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) โดยผลิตน้ำมันราวร้อยละ 4.5 ของปริมาณน้ำมันทั่วโลก ซึ่งเป็นน้ำมันดิบประมาณ 3.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน และก๊าซธรรมชาติเหลว (condensate) ราว 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ลดลงจากอดีตที่เคยผลิตได้มากกว่า 6 ล้านบาร์เรลต่อวัน คาดกันว่าอิหร่านส่งออกน้ำมันดิบประมาณ 1.3-1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน กว่าร้อยละ 80 ของทั้งหมดส่งไปยังโรงกลั่นในจีน เนื่องจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ
ข้อมูลจาก “โอเปก” ระบุว่า ในปี 2567 อิหร่านมีปริมาณน้ำมันสำรองที่นำมาใช้ได้มากสุด หรือปริมาณน้ำมันสำรองที่พิสูจน์แล้ว มากเป็นอันดับ 3 ของโลก อยู่ที่ 2.09 แสนล้านบาร์เรล รองจากเวเนซุเอลาที่มี 3.03 แสนล้านบาร์เรล และซาอุดีอาระเบียที่อยู่ที่ 2.67 แสนล้านบาร์เรล ซึ่ง 3 ประเทศนี้มีสัดส่วนรวมกันมากกว่าครึ่งหนึ่งของปริมาณรวมทั้งโลกที่ 1.5 ล้านล้านบาร์เรล นี่สะท้อนความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของอิหร่านต่อตลาดน้ำมันโลก
นอกจากนี้ อิหร่านยังมีบทบาทในการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานและสินค้าที่สำคัญของโลก แม้ว่าขณะนี้ช่องแคบฮอร์มุซยังไม่ได้ถูกปิดอย่างสิ้นเชิง แต่เรือขนส่งพลังงานและสินค้าอย่างน้อย 150 ลำ ระงับการเดินเรือผ่านบริเวณดังกล่าวชั่วคราว เพื่อป้องกันความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น โดยเรือขนส่งหลายลำจอดอยู่ใกล้ท่าเรือขนาดใหญ่ เช่น ฟูไจราห์ใน UAE ขณะเดียวกัน บริษัทขนส่งยักษ์ใหญ่ของเยอรมนี “ฮาแพค-ลอยด์” (Hapag Lloyd) ได้ระงับการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซทั้งหมดจนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติม เช่นเดียวกับ “เมอส์ก” (Maersk) บริษัทเดินเรือรายใหญ่ของเดนมาร์ก รวมถึงกลุ่มบริษัทขนส่ง CMA CGM ของฝรั่งเศส และบริษัท “นิปปอน ยูเซ็น” (Nippon Yusen) บริษัทขนส่งทางเรือรายใหญ่ของญี่ปุ่น ต่างก็แจ้งให้เรือของตัวเองที่อยู่ในพื้นที่หรือมุ่งหน้าไปยังอ่าวเปอร์เซียเลี่ยงไปหาที่หลบภัยหลังเกิดการโจมตี พร้อมกับเรียกเก็บค่าธรรมเนียมความเสี่ยง ระหว่าง 1,500-2,000 ดอลลาร์ต่อตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุต
ไม่เพียงแค่ระงับการเดินเรือ แต่ “เมอส์ก” และ “ฮาแพค-ลอยด์” กำลังเปลี่ยนเส้นทางการเดินเรือออกจากคลองสุเอซไปอ้อมแหลมกูดโฮปทางใต้ของทวีปแอฟริกา คล้ายกับในช่วงที่ถูกกลุ่มติดอาวุธฮูตีขู่โจมตีบริเวณทะเลแดง ซึ่งทำให้ระยะเวลาการขนส่งยาวนานขึ้นหลายวัน รวมถึงต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น และนี่จะกลายเป็นภาระที่ผู้บริโภคต้องจ่ายเพิ่มขึ้นในที่สุด ขณะที่จะกระทบอย่างมากต่อการขนส่งสินค้าประเภทอาหารสด เช่น ผัก ผลไม้
สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) ประเมินว่า ในปี 2567 ปริมาณการขนส่งน้ำมันและปิโตรเลียมผ่านช่องแคบฮอร์มุซอยู่ที่ 20.3 ล้านบาร์เรล คิดเป็นร้อยละ 30 ของปริมาณน้ำมันที่ขนส่งทางทะเลทั่วโลก ส่วนการขนส่ง LNG ผ่านเส้นทางนี้อยู่ที่ 290 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 20 ของปริมาณ LNG ที่ขนส่งทางทะเลทั่วโลก หลัก ๆ เป็นการขนส่งจากตะวันออกกลางไปยังเอเชียและยุโรป
“ไรสแตต เอเนอร์ยี” ประเมินว่า ถึงแม้จะมีโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นทางเลือกสำหรับเลี่ยงการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อาทิ ท่อส่งน้ำมันในซาอุดีอาระเบียและกรุงอาบูดาบีใน UAE แต่ผลกระทบจากการปิดช่องแคบดังกล่าวจะทำให้ปริมาณน้ำมันดิบหายไปจากตลาดราว 8-10 ล้านบาร์เรลต่อวัน นอกจากนี้ ยังจะทำปริมาณ LNG จากกาตาร์ UAE และโอมาน หายไปจากตลาดโลกถึง 97.7 ล้านตัน หรือ 363.8 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน คิดเป็นร้อยละ 22 ของปริมาณ LNG ทั่วโลก
หากเกิดการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ผู้บริโภคในเอเชียจะได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด ข้อมูลจาก EIA ระบุว่า ราวร้อยละ 82 ของการขนส่งน้ำมันดิบและเชื้อเพลิงต่าง ๆ ผ่านช่องแคบแห่งนี้มุ่งหน้าไปยังเอเชีย โดยจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เป็นจุดหมายปลายทางหลัก ซึ่งทั้ง 4 ประเทศนี้มีสัดส่วนรวมกันคิดเป็นร้อยละ 70 ของปริมาณน้ำมันดิบและ LNG ทั้งหมดที่ขนส่งผ่านช่องแคบแห่งนี้
การโจมตีระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านปลุกความกังวลเกี่ยวกับตลาดน้ำมัน โดยราคาน้ำมันดิบเบรนต์เคลื่อนไหวแถว 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สูงสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม ปี 2568 ส่วนน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอยู่ที่ระดับกว่า 72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากขยับแตะระดับ 75.33 ดอลลาร์ก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่แล้ว สอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์ของซิตี้กรุ๊ป ประเมินว่า ราคาน้ำมันดิบจะซื้อขายอยู่ระหว่าง 80-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวในระยะสั้น แต่นักวิเคราะห์บางรายเตือนว่า ราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยืดเยื้อออกไป
“ฟาติห์ บิโรล” ผู้อำนวยการสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า กำลังติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด พร้อมกับประสานงานกับผู้ผลิตรายใหญ่ในภูมิภาคและรัฐบาลของประเทศสมาชิก IEA เกี่ยวกับการปล่อยน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) จากประเทศพัฒนาแล้วในยามฉุกเฉิน ซึ่งนักวิเคราะห์ของ “โกลด์แมน แซคส์” ประเมินว่า ปัจจุบัน ปริมาณน้ำมันสำรองทั่วโลกอยู่ที่ราว 7.827 ล้านบาร์เรล ซึ่งใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยในอดีตเมื่อคิดเป็นปริมาณที่รองรับความต้องการทั่วโลกได้นาน 74 วัน
ในส่วนของไทย นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุว่า กรณีที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุชจึงได้สั่งการด่วนให้เริ่มมาตรการระงับการส่งออกน้ำมัน พร้อมเปิดศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงานเพื่อติดตามเหตุการณ์และให้ทุกหน่วยงานประเมินผลกระทบ รวมถึงเตรียมแผนและมาตรการรองรับทั้งในส่วนของปริมาณสำรองและเรื่องราคา นอกจากนี้ ยังเตรียมใช้มาตรการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าชดเชยราคาน้ำมัน เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อราคาสินค้าและค่าครองชีพของประชาชนเนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น
สำหรับปริมาณสำรองน้ำมันของไทย ณ วันที่ 1 มีนาคม 2569 มีน้ำมันคงเหลือ (น้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป) 4,877 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ 38 วัน ส่วนน้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างขนส่ง (ผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว) 1,666 ล้านลิตร และจากแหล่งอื่น 1,117 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ 22 วัน รวมปริมาณน้ำมันคงเหลือ 7,660 ล้านลิตร สามารถใช้ได้ประมาณ 60 วัน
ด้านนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ กล่าวว่า กรณีสถานการณ์ในตะวันออกกลางได้ประเมินฉากทัศน์ (Scenario) เกี่ยวกับราคาน้ำมันออกเป็น 4 กรณีหลัก แต่มีเพียง 2 ฉากทัศน์ที่เป็นไปได้มากที่สุด ดังนี้ 1.ฉากทัศน์ที่สงครามจบเร็ว ภายใน 1 เดือน ตามที่ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุ จะทำให้การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซกระทบระยะสั้น ราคาน้ำมันจะอยู่ระดับ 95-105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ภายใต้ฉากทัศน์นี้ สภาพัฒน์คาดว่า GDP ไทยอาจจะเติบโตประมาณร้อยละ 1.6 ในปี 2569 จากประมาณการปัจจุบันที่ร้อยละ 2 (ค่ากลาง)
2.ฉากทัศน์ที่สงครามยืดเยื้อ ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด กระทบระบบขนส่งอย่างหนัก ทำให้ห่วงโซ่อุปทานโลกได้รับผลกระทบไปด้วย จนทำให้ราคาน้ำมันพุ่งไปที่ 115-125 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ภายใต้ฉากทัศน์นี้ สภาพัฒน์คาดว่า GDP ไทยจะอาจเติบโตลดลงเหลือเพียงร้อยละ 1.3 จากประมาณการปัจจุบันที่ร้อยละ 2 (ค่ากลาง) ทั้งนี้ ประมาณการดังกล่าวคำนวนแค่ปัจจัยราคาน้ำมัน
นอกเหนือจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นแล้ว ราคา “ทองคำ” ก็ทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ทองคำที่นักลงทุนมองเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยได้รับความสนใจมากขึ้น โดยราคาทองคำสปอตเคลื่อนไหวอยู่เหนือ 5,350 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เมื่อวานนี้ หลังจากแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 4 สัปดาห์
นักวิเคราะห์มองว่า การโจมตีครั้งนี้ต่างจากการปะทะกันครั้งก่อน ๆ เพราะครั้งนี้มีแรงจูงใจที่ค่อนข้างรุนแรงสำหรับทั้ง 2 ฝ่ายที่จะยกระดับความขัดแย้งต่อไป ซึ่งอาจนำไปสู่สถานการณ์ที่วุ่นวาย ไม่แน่นอน และผันผวนอย่างมากเป็นเวลานาน ซึ่งทองคำเป็นตัวชี้วัดที่สะท้อนความไม่แน่นอนระดับโลก และมีแนวโน้มที่ราคาทองคำจะอยู่ในช่วงขาขึ้น เนื่องจากเรากำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
