รีเซต

สหกรณ์กฟผ.ไม่รีบทิ้ง THAI CEO วอนอดทนมองคุณค่า

สหกรณ์กฟผ.ไม่รีบทิ้ง THAI  CEO วอนอดทนมองคุณค่า
ทันหุ้น
20 มกราคม 2569 ( 02:30 )
2

กลุ่มสหกรณ์ออมทรัพย์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) หนึ่งในกลุ่มผู้ถือหุ้น บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI ส่งสัญญาณชะลอการจำหน่ายหุ้นในระยะสั้น โดจะมีการบริหารจังหวะขายอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้กระทบต่อบรรยากาศการลงทุน เนื่องจากสภาพคล่องของ THAI ในกระดานยังน้อยอยู่

               แหล่งข่าว ระบุว่า มุมมองนักวิเคราะห์ให้ราคาพื้นฐานที่เหมาะสมของหุ้น THAI อยู่ในช่วง 7.70–10.40 บาทต่อหุ้น ขณะที่ค่าอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) ที่เหมาะสมอยู่ที่ 8.00–11.40 เท่า ดังนั้นหากราคาหุ้นหรือค่า P/E ต่ำกว่ากรอบดังกล่าว จะยังไม่เอื้อต่อการขายหุ้นในเชิงมูลค่า

               กลุ่มสหกรณ์ยืนยันยังไม่มีแผนขายหุ้น THAI ทันทีที่ครบกำหนดระยะเวลาห้ามขายหลังวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 โดยจะรอประเมินสถานการณ์อีกครั้งหลังการประกาศผลการดำเนินงานปี 2568 ซึ่งคาดว่าจะอยู่ในช่วงต้นถึงกลางเดือนมีนาคม 2569 เพื่อให้ข้อมูลพื้นฐานสะท้อนเข้าสู่ราคาหุ้นอย่างเหมาะสม

               ขณะเดียวกัน จากข้อจำกัดด้านปริมาณการถือครองหุ้นในระดับสูง หากมีการตัดสินใจขายในอนาคต มีแนวโน้มจะใช้วิธีขายผ่านกระดานรายใหญ่ (Big Lot) ให้กับนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศ เพื่อลดแรงกระแทกต่อสภาพคล่อง เสถียรภาพของราคา และความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะสั้นและระยะกลาง

@ รักษาการเติบโต EBITDA

นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI กล่าวกับ “ทันหุ้น ” ถึงกรณีหุ้น THAI จะพ้น Silent Period ประมาณ 6.6 พันล้านหุ้น (ราว 23% ของทุนจดทะเบียน) วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า จากการพูดคุยกับเจ้าหนี้และนักลงทุนสถาบัน ส่วนใหญ่มีท่าทีต้องการรักษาเสถียรภาพของราคาหุ้น THAI และยังไม่พบสัญญาณว่าผู้ถือหุ้น “บางกลุ่ม” จะพิจารณา “เทขาย” หุ้นออกมาในช่วงเวลาดังกล่าว

พร้อมกันนี้ นายชาย ระบุว่า ฝ่ายบริหารอยากให้นักลงทุนมองหุ้น THAI ในฐานะ “Value Share” ที่สะท้อนจากผลประกอบการจริง มากกว่าหุ้นเป็นหุ้นเพื่อการเก็งกำไร เนื่องจาก ปัจจัยพื้นฐานของ THAI ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัทมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) สูงเกือบ 40,000 ล้านบาท และสถานะทางการเงินได้เปลี่ยนจากขาดทุนสะสมมาเป็น “กำไรสะสม” แล้ว ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขสำคัญที่เปิดทางให้บริษัทสามารถพิจารณาการจ่ายเงินปันผลได้ตามข้อบังคับ โดยฝ่ายบริหารย้ำว่า หากบริษัทมีกำไร ก็ควรพิจารณาจ่ายเงินปันผลตามความเหมาะสม

               ในด้านกลยุทธ์ธุรกิจ การบินไทยยังคงวางตำแหน่งเป็นสายการบินแบบ Network Airline เพื่อกระจายความเสี่ยง ไม่พึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง พร้อมมุ่งขยายตลาดศักยภาพสูงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 6–7% ต่อปี โดยเน้นการเพิ่มเส้นทางบินและความถี่ในตลาดหลัก เช่น จีน อินเดีย และฮ่องกง

               สำหรับแผนบริหารจัดการฝูงบิน บริษัทมีแผนเพิ่มเครื่องบินรวมเป็นราว 100 ลำ ใกล้เคียงระดับก่อนโควิด (2561) โดยในปีนี้จะรับมอบเครื่องบิน Airbus A321 Neo จำนวน 16 ลำ ซึ่งช่วยลดอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงลงราว 20% ต่อที่นั่ง และลดต้นทุนหลักด้านน้ำมัน ขณะเดียวกัน ยังมีแผนเช่าเครื่องบินลำตัวกว้างเพิ่มเติม เช่น Boeing 787 เพื่อปรับสมดุลโครงสร้างฝูงบินและรองรับการเติบโตของเครือข่าย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง