”เอกนิติ” จ่อต่อ “ไทยช่วยไทยพลัส” หากวิกฤตพลังงานยืดเยื้อ

#ทันหุ้น “เอกนิติ” จะพิจารณาว่าจะต่ออายุโครงการไทยช่วยไทยพลัส ภายในสิ้นเดือนนี้ ระบุถ้าวิกฤตพลังงานตะวันออกกลางยังคงอยู่ก็มีความจำเป็นต้องช่วยประคองค่าครองชีพของประชาชน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวภายหลังการเปิดตัวโครงการนกกระซิบ ซึ่งเป็น AI ผู้ช่วยพ่อค้าแม่ค้าในการเพิ่มยอดขายว่า ภายใน 2 -3 สัปดาห์ข้างหน้านี้ ตนจะต้องพิจารณาว่า ยังจำเป็นต้องขยายอายุโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งเป็นโครงการที่ช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ หากวิกฤตพลังงาน ในตะวันออกกลาง ยังคงอยู่ ก็เป็นปัจจัยให้ตนนำมาพิจารณาว่าจะสมควรต่ออายุโครงการนี้ออกไปหรือไม่
“วันนี้ผมเดินไปในตลาด มีเสียงเรียกร้องขอต่ออายุโครงการนี้อีก 1 -2 เดือนได้หรือไม่ อันนี้เป็นเสียงส่วนใหญ่ที่ได้ยินมา ซึ่งขอรับฟังเสียงพ่อค้าแม่ค้าในตลาดและจะรีบไปพิจารณา ส่วนเม็ดเงินยังเหลืออยู่” นายเอกนิติ กล่าว
เขากล่าวว่า ปัจจัยที่จะใช้พิจารณาต่ออายุมีหลายอย่าง ที่สำคัญคือ สาเหตุที่ทำโครงการไทยช่วยไทยพลัส มาจากวิกฤตพลังงาน ราคาน้ำมันพุ่งสูง ซึ่งเมื่อเช้านี้ (10ก.ย.)ก็ยังยิงกัน ก็คิดว่าราคาน้ำมันพุ่งขึ้นคงต้องรับไปพิจารณาตรงนี้ เพราะอยากจะพิจารณาลดค่าครองชีพให้คน
“ถ้าวิกฤตพลังงานยังไม่หายไป เราจะใช้เป็นปัจจัยในการพิจารณาว่าจะต่ออายุโครงการนี้ต่อไปหรือไม่ซึ่งจะพิจารณาภายใน 2 -3 สัปดาห์ข้างหน้านี้” นายเอกนิติ กล่าว
เขากล่าวว่า ปัจจุบัน มีประชาชนที่ใช้โครงการไทยช่วยไทยพลัส 26 ล้านคน บวกกับคนที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ได้รับเงินเพิ่มเติมจากพ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท อีก 13 ล้านคน ทำให้มีคนประมาณเกือบ 40 ล้านคน ที่ได้ความช่วยเหลือจากโครงการประคอบค่าครองชีพของรัฐบาล ส่วนร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส มีประมาณ 1.2 ล้านร้านค้า รวมยอดเงินที่ใช้จ่ายจากโครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่นับถึงวันที่ 9 ก.ย.นี้ อยู่ที่ 1.5 แสนล้านบาท โดยเม็ดเงิน 16 -17% เป็นการใช้จ่ายในกทม. ที่เหลือกกระจายไปทั้วประเทศ โดยเฉพาะร้านค้ารายเล็กรายย่อย
ต่อประเด็นว่ากังวลหรือไม่ว่าหากหมดโครงการไทยช่วยไทยพลัสไปแล้ว การจ่ายใช้ในประเทศจะลดลงนายเอกนิติ กล่าวว่า จากข้อมูลในอดีต โครงการคนละครึ่งสามารถเพิ่มยอมขายให้พ่อค้าแม่ค้าเพิ่มขึ้น500 -600% และหลังจากสิ้นสุดโครงการแล้ว พ่อค้าแม่ค้าที่เข้าโครงการพัฒนาทักษะโดยสามารถขายบนออนไลน์ยอดขายของพ่อค้าแม่ค้ากลุ่มนี้ ยังสามารถมียอดขายเพิ่มขึ้น 200 %
สำหรับโครงการนกกระซิบ ซึ่งเป็น AI ในเป๋าตังของธนาคารกรุงไทย ที่เป็นเครื่องมือในการช่วยพ่อค้าแม่ค้าในการทำให้ยอดขายดีขึ้นนั้น จะสามารถวิเคราะห์ ยอดขาย เช่น วันที่ขายดี และวันที่ขายไม่ดีทำให้พ่อค้าแม่ค้าสามารถ บริหารจำนวนสินค้าไม่เหมาะสมในแต่ละช่วง ไม่ทำให้สินค้าเหลือ หรือไม่พอขาย นอกจากนี้ ข้อมูลในนกกระซิบ จะสามารถใช้เป็นหลักฐานการขอกู้เงินจากสถาบันการเงินได้
ทั้งนี้ ธนาคารออมสิน มีโครงการสินเชื่อที่ให้พ่อค้าแม่ค้า กู้ในวงเงินสูงสุด 5 หมื่นบาท อัตราดอกเบี้ย0.75 % ต่อเดือนโดยไม่ต้องมีหลักประกัน ,ธนาคารกรุงไทย มีวงเงินให้กู้ สูงสุด 5 แสนบาท อัตราดอกเบี้ย 11 % และ บสย. ให้ค้ำประกันต่อราย 5 พันบาท ถึง 5 หมื่นบาท ค่าธรรมเนียมการค้ำประกัน 1 %-2.5% ตามระดับความเสี่ยงของลูกค้าแต่ละราย
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
