จับตาผลกระทบ “พายุไมสัก” ปักหมุด 9 จว.เสี่ยงสูง กางแผนสำรองน้ำสู้เอลนีโญ

ท่ามกลางสถานการณ์สภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ภายใต้การนำของ นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการ สทนช. ได้ยกระดับมาตรการขั้นสูงสุดในการเฝ้าระวังและบริหารจัดการน้ำทั่วประเทศ โดยจัดชุดปฏิบัติการติดตามสถานการณ์ฝนแบบเรียลไทม์ ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเตรียมรับมือกับความท้าทายแบบสองด้านพร้อมกัน ทั้งการจัดเตรียมพื้นที่รับน้ำหลากจากอิทธิพลทางอ้อมของพายุโซนร้อน และการกักเก็บน้ำต้นทุนเพื่อสู้ภัยแล้ง
จับตาผลกระทบทางอ้อม “พายุโซนร้อนไมสัก” ปักหมุด 9 จังหวัดเสี่ยงสูง
จากการเฝ้าติดตามของศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ พบว่าพายุดีเปรสชันบริเวณทะเลจีนใต้ตอนบนได้ทวีกำลังแรงขึ้นเป็น พายุโซนร้อน “ไมสัก” (MAYSAK) เรียบร้อยแล้ว แม้ทิศทางของพายุจะเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งที่เกาะไหหลำและเวียดนามตอนบนในช่วงวันที่ 4 - 5 กรกฎาคม 2569 นี้ แต่ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบทางอ้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เนื่องจากร่องมรสุมที่พาดผ่านภาคเหนือและภาคอีสานตอนบน ผนวกกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและอ่าวไทยมีกำลังค่อนข้างแรง ส่งผลให้เกิดสภาวะฝนตกหนักถึงหนักมาก ซึ่งอาจนำไปสู่น้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก
โดย สทนช. ได้เปิดเผยพิกัดพื้นที่เฝ้าระวังพิเศษระหว่างวันที่ 3 - 6 ก.ค. 69 แยกเป็นรายภูมิภาค ดังนี้
- ภาคเหนือ: เชียงราย, น่าน และพะเยา
- ภาคตะวันออก: จันทบุรี และตราด
- ภาคใต้ฝั่งตะวันตก: พังงา, ภูเก็ต, ระนอง และกระบี่
ยกระดับการเตือนภัยผ่ายระบบ Cell Broadcast ส่งตรงถึงมือถือ
เพื่อลดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน สทนช. ได้จัดตั้งวอร์รูมติดตามสถานการณ์น้ำเป็นประจำทุกวัน วันละ 2 รอบ คือ เวลา 07.30 น. และ 16.30 น. เพื่อประเมินความรุนแรงและชี้เป้าพื้นที่เสี่ยงแบบรายวัน ก่อนจะส่งข้อมูลตรงให้ สทนช. ภาค 1–4 เพื่อประสานงานร่วมกับจังหวัดในการเผชิญเหตุ
ไฮไลท์สำคัญของมาตรการในครั้งนี้คือ ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) โดยหากระบบวิเคราะห์พบความเสี่ยงที่จะเกิดอุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก หรือดินถล่ม จะมีการเปิดใช้ระบบแจ้งเตือนภัยผ่านโทรศัพท์มือถือ หรือ Cell Broadcast ยิงข้อความเตือนภัยเข้าสู่สมาร์ทโฟนของประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยทันที เพื่อให้สามารถอพยพและเตรียมพร้อมได้ทันท่วงที
เปิดสถิติน้ำไหลเข้า 5 เขื่อนใหญ่ และแผนบริหารจัดการน้ำแบบ "สองหน้า"
ในส่วนของสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ ปัจจุบันภาพรวมแหล่งน้ำมีปริมาณน้ำรวมอยู่ที่ 44,137 ล้านลูกบาศก์เมตร (คิดเป็นร้อยละ 55 ของความจุเก็บกัก) โดยมีปริมาณน้ำที่สามารถนำมาใช้งานได้จริง (น้ำใช้การ) อยู่ที่ 20,026 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 35
ทั้งนี้ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (25 มิ.ย. – 1 ก.ค. 69) มีมวลน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้ง 35 แห่งทั่วประเทศ รวม 331 ล้าน ลบ.ม. โดยภูมิภาคที่มีน้ำไหลเข้าสะสมสูงสุดคือ ภาคตะวันตก (107 ล้าน ลบ.ม.) และ ภาคเหนือ (98 ล้าน ลบ.ม.) ตามลำดับ
เมื่อเจาะลึกรายเขื่อน พบว่าอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่:
- อ่างเก็บน้ำวชิราลงกรณ
- อ่างเก็บน้ำสิริกิติ์
- อ่างเก็บน้ำภูมิพล
- อ่างเก็บน้ำรัชชประภา
- อ่างเก็บน้ำศรีนครินทร์
ยุทธศาสตร์รับมือเอลนีโญ: ฝนทิ้งช่วงในฤดูมรสุม
แม้ว่าในระยะสั้นจะมีพายุและฝนตกหนักในหลายพื้นที่ แต่ สทนช. ยังคงไม่ประมาทต่อสถานการณ์ภัยแล้ง เนื่องจากประเทศไทยยังคงเผชิญกับสภาวะเอลนีโญ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเกิดภาวะ ฝนทิ้งช่วง ขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคม 2569 นี้
สทนช. จึงได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้ "คณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ" จัดทำฐานข้อมูลพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำทั่วประเทศ ทั้งในมิติน้ำอุปโภคบริโภค น้ำเพื่อการเกษตร และการควบคุมคุณภาพน้ำ เพื่อนำมาปรับเกณฑ์การระบายน้ำของเขื่อนต่างๆ ให้ยืดหยุ่น กล่าวคือ ต้องรักษาสมดุลระหว่างการมีพื้นที่ว่างในอ่างเก็บน้ำเพื่อรองรับมวลน้ำหลากจากพายุไม้สัก ขณะเดียวกันก็ต้องกักเก็บมวลน้ำนั้นไว้เป็นน้ำต้นทุนสำรองให้ได้มากที่สุด เพื่อผ่านพ้นช่วงฝนทิ้งช่วงและภัยแล้งไปได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
