NTF ไฮซีซันทุเรียน งบ Q2 พุ่งทำนิวไฮ โบรกชูเป้า 22.5 บ.

#NTF #ทันหุ้น - NTF ส่งสัญญาณผลงานไตรมาส 2/69 พุ่งทำนิวไฮ! โบรกชี้อานิสงส์ High Season ส่งออกทุเรียน ดันรายได้ทะยานแตะ 2.8 พันล้านบาท กำไรมีลุ้นแตะ 246 ล้านบาท เดินเกมกระจายแหล่งรับซื้อสู่ภาคใต้-เวียดนาม แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 22.50 บาท
บริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน) ระบุถึง บริษัท เอ็นทีเอฟ อินเตอร์กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ NTF ว่า ผลประกอบการ ไตรมาส 2/2569 จะเป็นจุดสูงสุดของปี โดยคาดกำไรสุทธิอยู่ที่ 246 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 61.2% YoY และ 664.5% QoQ จากการเข้าสู่ช่วง High Season ของการส่งออกทุเรียน ซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตภาคตะวันออกออกสู่ตลาด ส่งผลให้ปริมาณขายและรายได้เร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
@รายได้ทะยาน
ฝ่ายวิจัยคาดว่ารายได้ไตรมาส 2/2569 จะอยู่ที่ 2.8 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 97.6% YoY และ 487.5% QoQ จากสมมติฐานปริมาณทุเรียนที่เพิ่มขึ้นเป็น 22,102 ตัน ตามภาพรวมของอุตสาหกรรม ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin : GPM) คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 18% ทรงตัวใกล้เคียงกับไตรมาส 1/2569 แต่ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ฝ่ายวิจัยคาดว่าสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อรายได้ (SG&A to Sales) จะลดลงมาอยู่ที่ 6.89% ในไตรมาส 2/2569 จาก 10.3% ในไตรมาส 1/2569 และ 6.6% ในไตรมาส 2/2568 แม้ว่าค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งจะเพิ่มขึ้นตามรายได้ และได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง คิดเป็นประมาณ 6% ของรายได้ ส่วนที่เหลือเป็นค่าใช้จ่ายคงที่ ทำให้บริษัทได้รับประโยชน์จาก Operating Leverage อย่างชัดเจน ส่งผลให้อัตรากำไรจากการดำเนินงานมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
หลังผ่านช่วง High Season ในไตรมาส 2/2569 ฝ่ายวิจัยคาดว่าผลประกอบการใน ไตรมาส 3/2569 จะยังเติบโตเมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) แม้จะพ้นช่วง Peak Season แล้ว เนื่องจากบริษัทจะย้ายแหล่งรับซื้อไปยังภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดศรีสะเกษ รวมถึงขยายการจัดหาทุเรียนจากประเทศเวียดนาม เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของ Supply Chain รองรับความต้องการของลูกค้าในช่วงที่ผลผลิตภาคตะวันออกหมดฤดูกาล
นอกจากนี้ บริษัทได้ขยายธุรกิจสู่ ทุเรียนแช่แข็ง (Frozen Durian) โดยนำผลผลิตในช่วงฤดูกาลมาแปรรูปและจัดเก็บ เพื่อจำหน่ายในช่วงนอกฤดูกาล (Low Season) ช่วยสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยมองว่าการเพิ่มขึ้นของผลผลิตทุเรียนในประเทศจะกดดันราคาขายเฉลี่ย (ASP) ตามกลไกอุปสงค์และอุปทาน (Demand–Supply) โดยหากราคาขายเฉลี่ยลดลงเหลือ 120 บาทต่อกิโลกรัม จะส่งผลให้ประมาณการกำไรสุทธิในช่วงปี 2569-2571 ลดลงราว 21% จากประมาณการปัจจุบัน สะท้อนว่าธุรกิจยังมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาขายเฉลี่ย
@เป้า 22.50 บาท
ฝ่ายวิจัยยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 22.50 บาท อ้างอิงวิธีประเมินมูลค่า PER ปี 2569 ที่ 10 เท่า โดยหากกำไรไตรมาส 2/2569 เป็นไปตามคาด จะทำให้ผลประกอบการครึ่งปีแรกคิดเป็นประมาณ 62% ของประมาณการกำไรทั้งปี
ทั้งนี้ ประมาณการปัจจุบันตั้งอยู่บนสมมติฐานราคาทุเรียนเฉลี่ยทั้งปีที่ 161 บาทต่อกิโลกรัม อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยมองว่ายังมี Downside Risk หากผลผลิตทุเรียนเพิ่มขึ้นเร็วกว่าคาด และการแข่งขันด้านราคาส่งออกรุนแรงกว่าที่ประเมินไว้
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
