INSET โกยดาต้าเซ็นเตอร์ มั่นใจชนะมูลโครงการใหม่

#INSET #ทันหุ้น - INSET แนวโน้มครึ่งปีหลังยังสดใสรับรู้รายได้ Hyper-Scale ที่ลงทุนในไทย พร้อมขยายงานเข้าสู่การบริการหลังการขายเพื่อสร้าง Recurring ในระยะยาว ชี้ล็อกต้นทุนไว้แล้ว โครงการใหม่คำนวณต้นทุนใหม่แล้ว แย้มชิง 9 โครงการใหม่คาดหวังชนะงานทั้งหมด ลงทุนเพิ่มจำนวนพนักงานเพื่อรองรับอนาคต
นายศักดิ์บวร พุกกะณะสุต กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินฟราเซท จำกัด (มหาชน) หรือ INSET ผู้ให้บริการก่อสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เปิดเผยกับว่า แนวโน้มในครึ่งปีหลังจะเป็นช่วงรอรับรู้รายได้จากฐานลูกค้า Hyper-Scale ที่เข้ามาลงทุนในไทย ทั้งในแง่ของงานก่อสร้างเฟสต่อๆ ไป และการเปลี่ยนฐานลูกค้าเหล่านั้นมาเป็นรายได้ต่อเนื่องจากการดูแลรักษาในระยะยาว
ทั้งนี้บริษัทมีแผนที่จะเปลี่ยนงานก่อสร้างให้กลายเป็นรายได้ระยะยาวผ่านงานบริการหลังการขาย โดยตั้งเป้าหมายที่จะสร้างรายได้ต่อเนื่อง (Recurring Income) ให้ได้ประมาณ 300-500 ล้านบาทต่อปี เพื่อความมั่นคงของกระแสเงินสดในระยะยาว
@คุมต้นทุนแน่น
ในส่วนของต้นทุนวัสดุของบริษัทส่วนใหญ่จะเป็นเหล็กและสายทองแดง ซึ่งในส่วนของงานโครงการเก่า บริษัทได้มีการล็อกราคา โดยการเซ็นสัญญาและสั่งซื้อของไว้ล่วงหน้าก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจหรือสงคราม ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบจากราคาของที่พุ่งสูงขึ้น ขณะที่โครงการใหม่ที่กำลังยื่นประมูล บริษัทจะใช้ราคาล่าสุดตามสถานการณ์จริง ในการคำนวณต้นทุนเพื่อยื่นราคา
อีกทั้งเมื่อมีปริมาณงานในมือ (Backlog) จำนวนมากขึ้น บริษัทสามารถใช้การซื้อวัสดุอุปกรณ์แบบรวมหลายโครงการ เช่น สายไฟ ท่อ และเหล็ก เพื่อต่อรองขอส่วนลดจากซัพพลายเออร์ได้มากขึ้น ปัจจุบันบริษัทมี Backlog อยู่ที่ 5,038 ล้านบาท และอยู่ระหว่างยื่นประมูลงานใหม่มูลค่ากว่า 7,222 ล้านบาท จำนวน 9 โครงการ โดยในจำนวนนี้มี 5 โครงการที่เป็น Data Center มูลค่ารวม 4,395 ล้านบาท ซึ่งบริษัทชนะมาแล้ว 3 โครงการ
ส่วนอีก 2 โครงการคาดจะทราบผลในไตรมาส 4/2569 และที่เหลือเป็นงาน Telecom จำนวน 3 โครงการ มูลค่ารวม 2,227 ล้านบาท รวมถึงงาน MA หรือบริการดูแล บำรุงรักษา ซ่อมแซมระบบต่างๆ จำนวน 1 โครงการ มูลค่ารวม 600 ล้านบาท โดยบริษัทมีความมั่นใจในสามารถของตัวเองที่จะชนะงานทั้งหมด
@เพิ่มจำนวนพนักงาน
ขณะที่ด้านต้นทุนแรงงานและบุคลากร มีต้นทุนค่าตัวที่สูงขึ้นตามความต้องการของตลาด แต่เป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้ากลุ่ม Hyper-Scale ซึ่งบริษัทได้แก้ปัญหาการแย่งตัวบุคลากรโดยการร่วมมือกับสถาบันการศึกษา เพื่อพัฒนาเด็กจบใหม่ให้เป็นวิศวกร Data Center โดยเฉพาะ ซึ่งเป็นการสร้างระบบ Training ของตัวเองเพื่อคุมต้นทุนแรงงานในระยะยาว
นอกจากนี้บริษัทได้ตั้งเป้าหมายเพิ่มจำนวนพนักงานให้ถึง 500 คน ภายในสิ้นปีนี้ จากปัจจุบันที่มี 300 คน โดยจะรักษาสัดส่วนพนักงานประจำไว้ที่ 300 คน และพนักงานสัญญาจ้างอีก 200 คน เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นในการบริหารต้นทุนหากปริมาณงานเปลี่ยนแปลงในอนาคต
@ไทยยังได้เปรียบเพื่อนบ้าน
ทั้งนี้บริษัทมีโครงการ Data Center ในมือรวมทั้งสิ้น 335 เมกะวัตต์ ขณะที่การลงทุนในไทยที่ขอ BOI และเริ่มสร้างจริงมีประมาณ 785-1,000 เมกะวัตต์ มีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 33% โดยประเภทของ Data Center ที่เข้ามาแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ AI-Based Data Center และ Cloud Computing Data Center โดยโครงการขนาดใหญ่ระดับ 80-100 เมกะวัตต์ ส่วนใหญ่จะเป็นงานสำหรับ AI
บริษัทยังมั่นใจว่างานก่อสร้าง Data Center จะเป็นขาขึ้นอย่างต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อย 3-5 ปีข้างหน้า โดยปัจจุบันประเทศไทยเพิ่งเริ่มต้นเพียง 10% ของศักยภาพที่ควรจะเป็นประมาณ 5,000-10,000 เมกะวัตต์ เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย
ทั้งนี้ความได้เปรียบของไทย คือ มีไฟฟ้าสำรองสูงถึง 38% ขณะที่สิงคโปร์และมาเลเซียมีเพียง 15% ทำให้ไทยมีศักยภาพในการรองรับ Data Center ขนาดใหญ่ได้ดีกว่า อีกทั้งการลงทุน Data Center ไม่เพียงแต่ช่วยเรื่องโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล แต่ยังสร้างรายได้จากค่าไฟ ค่าน้ำ และการจ้างงานในประเทศ
สำหรับลูกค้ากลุ่ม Hyper-scale เมื่อสร้างตึกเสร็จแล้ว ส่วนใหญ่จะไม่ได้ติดตั้งอุปกรณ์เต็มพื้นที่ในครั้งเดียว แต่จะทยอยทำเป็นเฟสๆ เช่น มี 12 ห้อง ทำเฟสแรก 3 ห้องก่อน ซึ่งหมายความว่า บริษัทจะมีงานติดตั้งเพิ่มเติมจากโครงการเดิมต่อเนื่องไปในปีถัดๆ ไป
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
