CK ทริสฯ คงอันดับเครดิต องค์กร-หุ้นกู้ A-/Stable

#ทันหุ้น - ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันของ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) ที่ระดับ “A-” ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่”
อันดับเครดิตสะท้อนถึงสถานะของบริษัทในการเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างชั้นนำในประเทศไทยซึ่งมีความสามารถในการรับงานโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่และมีความซับซ้อน รวมถึงมูลค่างานในมือจำนวนมาก นอกจากนี้ อันดับเครดิตยังสะท้อนถึงความยืดหยุ่นทางการเงินที่เกิดจากการลงทุนเชิงกลยุทธ์ของบริษัท อย่างไรก็ตาม จุดแข็งดังกล่าวถูกลดทอนลงบางส่วนจากภาระหนี้ที่อยู่ในระดับปานกลางและอัตรากำไรที่ค่อนข้างน้อยและผันผวนในธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง
ประเด็นสำคัญที่กำหนดอันดับเครดิต
มีสถานะเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างชั้นนำของประเทศ
บริษัทเป็นหนึ่งในผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ที่สุด 3 อันดับแรกที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อพิจารณาจากรายได้และขนาดสินทรัพย์ บริษัทมีความเชี่ยวชาญในงานก่อสร้างที่หลากหลายครอบคลุมงานก่อสร้างทั่วไป ไปจนถึงงานก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนสูง เช่น งานโครงการระบบขนส่งมวลชนใต้ดินและโรงไฟฟ้าพลังน้ำ นอกจากนี้ บริษัทยังลงทุนในโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการ ซึ่งช่วยให้บริษัทได้รับสัญญาก่อสร้างและสร้างรายได้ประจำในระยะยาวในฐานะผู้ถือหุ้นหรือผู้รับสัมปทานในโครงการ
จากผลงานที่ผ่านมาและฐานทุนขนาดใหญ่ของบริษัทช่วยให้บริษัทสามารถดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านได้ จุดแข็งดังกล่าวสะท้อนจากงานในมือจำนวนมากและความสำเร็จในการได้รับงานโครงการโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง ด้วยความเชี่ยวชาญด้านการบริหารงานก่อสร้าง โครงการส่วนใหญ่จึงแล้วเสร็จตามกำหนดเวลา และสามารถควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพตามแผนที่วางไว้
งานรับเหมาก่อสร้างในมือจำนวนมากจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของรายได้ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า
ณ สิ้นปี 2568 บริษัทมีมูลค่างานในมือสูงถึง 1.7 แสนล้านบาท โดยโครงการหลัก ได้แก่ โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มฝั่งตะวันตก มูลค่า 8.9 หมื่นล้านบาท โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบาง มูลค่า 5.1 หมื่นล้านบาท โครงการก่อสร้างทางรถไฟสายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ สัญญาที่ 2 และ 3 มูลค่า 1.1 หมื่นล้านบาท และโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง (ส่วนต่อขยายฝั่งใต้) สัญญาที่ 1 และ 2 มูลค่า 8 พันล้านบาท ซึ่งทั้ง 4 โครงการนี้คาดว่าจะสร้างรายได้รับเหมาก่อสร้างประมาณ 2.9-3.2 หมื่นล้านบาทต่อปีในช่วง 3 ปีข้างหน้า
เมื่อมองไปข้างหน้า โครงการที่บริษัทคาดว่าจะได้รับการเซ็นสัญญางานก่อสร้างในปี 2569 ประกอบด้วย โครงการทางด่วนยกระดับชั้นที่ 2 มูลค่า 3.5 หมื่นล้านบาท โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง (ส่วนต่อขยายฝั่งใต้) สำหรับงานระบบและซ่อมบำรุง มูลค่า 3.0 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ บริษัทยังคาดว่าจะได้รับงานก่อสร้างใหม่อีกอย่างน้อยปีละ 1.5 หมื่นล้านบาท โดยได้แรงหนุนจากการเร่งรัดการประมูลงานและการเซ็นสัญญางานก่อสร้างในโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของภาครัฐ เช่น งานก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง งานรถไฟทางคู่ งานทางด่วน และงานขยายสนามบิน เป็นต้น รายได้จากโครงการที่คาดว่าจะเกิดขึ้นดังกล่าว เมื่อรวมกับมูลค่างานก่อสร้างในมือในปัจจุบัน คาดว่าจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของรายได้ 7%-8% ในอีก 3 ปีข้างหน้า
ภายใต้ประมาณการพื้นฐานของทริสเรทติ้ง รายได้ของบริษัทคาดว่าจะอยู่ที่ 4.5 หมื่นล้านบาทในปี 2569 และจะเพิ่มขึ้นเป็น 4.9 หมื่นล้านบาทในปี 2570 และ 5.2 หมื่นล้านบาทในปี 2571 โดยมูลค่างานในมือของบริษัทจะช่วยรักษาระดับรายได้ที่ประมาณ 85% ของประมาณการรายได้ในปี 2569 65% ในปี 2570 และ 55% ในปี 2571 นอกจากนี้ จากสมมติฐานกรณีพื้นฐาน คาดว่าบริษัทจะได้งานโครงการทางด่วนยกระดับชั้นที่ 2 ในปี 2569 งานโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง (ส่วนต่อขยายฝั่งใต้) สำหรับงานระบบและซ่อมบำรุงในปี 2570 และได้งานรับเหมาก่อสร้างใหม่มูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาทต่อปีในช่วง 3 ปีข้างหน้าอีกด้วย เนื่องจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทริสเรทติ้งยังคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทจะยังคงอยู่ในช่วง 7.5%-8.0% ขณะที่ EBITDA Margin คาดว่าจะอยู่ในช่วง 8%-10% ดังนั้น EBITDA ต่อปีของบริษัทคาดว่าจะอยู่ในช่วง 4.0-4.5 พันล้านบาทในช่วงปี 2569-2571
การลงทุนเชิงกลยุทธ์ในธุรกิจสาธารณูปโภคช่วยเพิ่มเสถียรภาพของรายได้และความยืดหยุ่นทางการเงิน
การลงทุนเชิงกลยุทธ์ของบริษัทในธุรกิจสาธารณูปโภคต่าง ๆ ช่วยสร้างโอกาสให้บริษัททั้งงานก่อสร้างและแหล่งรายได้ประจำ ณ สิ้นปี 2568 บริษัทถือหุ้นใน บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM) ที่สัดส่วน 43% บริษัท ซีเคพาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) (CKP) 30% และ บริษัท ทีทีดับบลิว จำกัด (มหาชน) (TTW) 19% โดย BEM ประกอบกิจการทางด่วนและรถไฟฟ้าภายใต้สัญญาสัมปทานระยะยาว ในขณะที่ TTW และ CKP มีรายได้ที่ค่อนข้างสม่ำเสมอจากการดำเนินงานโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานซึ่งอยู่ภายใต้สัญญาซื้อขายระยะยาว รายได้จากงานรับเหมาก่อสร้างส่วนใหญ่ของบริษัทมาจากโครงการที่เกี่ยวข้องกับบริษัทในเครือ ซึ่งช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างได้บางส่วน อีกทั้งยังช่วยสร้างรายได้ประจำและเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินให้แก่บริษัทด้วย
ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ส่วนแบ่งกำไรและเงินปันผลจากการลงทุนเหล่านี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 ส่วนแบ่งกำไรอยู่ที่ 2.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 1.9 พันล้านบาทในปี 2567 ในขณะที่รายได้จากเงินปันผลเพิ่มขึ้นเป็น 1.5 พันล้านบาทในปี 2568 จาก 1.4 พันล้านบาทในปีก่อนหน้า เมื่อมองไปข้างหน้า ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทในเครือคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.8-1.9 พันล้านบาท ในขณะที่เงินปันผลคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.6-1.8 พันล้านบาทต่อปีในช่วง 3 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ การลงทุนดังกล่าวยังช่วยให้บริษัทมีความยืดหยุ่นทางการเงินจากการอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดย ณ สิ้นปี 2568 เงินลงทุนเหล่านี้มีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 4.8 หมื่นล้านบาท
ภาระหนี้ปรับตัวดีขึ้น แต่ยังคงอยู่ในระดับสูง
ภาระหนี้ของบริษัทปรับตัวดีขึ้น แม้ว่าจะยังคงสูงกว่าบริษัทรับเหมาก่อสร้างทั่วไป เนื่องจากโครงสร้างทางธุรกิจของบริษัทที่เป็นทั้งผู้รับเหมาก่อสร้างและผู้ประกอบธุรกิจลงทุน ณ สิ้นปี 2568 ภาระหนี้ทั้งหมดของบริษัทอยู่ที่ 4.8 หมื่นล้านบาท ลดลงจาก 5.4 หมื่นล้านบาทในปี 2567 การลดลงของภาระหนี้เกิดจากรายได้ค่าก่อสร้างรับล่วงหน้าจากเจ้าของโครงการซึ่งเพิ่มขึ้น 5.8 พันล้านบาทเมื่อเทียบกับปี 2567 และได้รับเงินประมาณ 2.8 พันล้านบาทจากการขายหุ้น 10% ในโครงการเขื่อนหลวงพระบางให้กับ TTW ทำให้อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนของบริษัทลดลงเหลือ 58% ในปี 2568 จาก 63% ในปี 2567 ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA ปรับตัวดีขึ้นเป็น 8.5 เท่า จาก 12.5 เท่าในปีก่อนหน้า
เมื่อมองไปข้างหน้า อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนของบริษัทคาดว่าจะทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 55%-60% และอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 9-10 เท่าในช่วง 3 ปีข้างหน้า แม้ว่าบริษัทจะได้รับเงินต้นคืนจำนวน 4.2 พันล้านบาทจาก บริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 แล้วก็ตาม แต่คาดว่าระดับหนี้โดยรวมของบริษัทจะยังคงอยู่ในระดับสูง เนื่องจากบริษัทจะยังคงมีความต้องการเงินทุนหมุนเวียนจำนวนมากสำหรับโครงการขนาดใหญ่ที่กำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งอาจส่งผลให้ภาระหนี้ของบริษัทเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ บริษัทยังมีความจำเป็นต้องลงทุนเพิ่มอีก 2.5 พันล้านบาทในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบางในช่วง 3-4 ปีข้างหน้า (รวมส่วนเงินลงทุนของ TTW ที่ต้องเพิ่มในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบางที่บริษัทได้รับล่วงหน้าจาก TTW แล้ว)
ข้อกำหนดทางการเงินที่สำคัญตามเงื่อนไขทางการเงินของหุ้นกู้ กำหนดให้บริษัทจะต้องดำรงอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นไม่ให้เกินกว่า 3 เท่า ทั้งนี้ บริษัทมีอัตราส่วนดังกล่าว ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 1.3 เท่า จากช่วงห่างจากข้อกำหนดทางการเงินที่เพียงพอ ทริสเรทติ้งเชื่อว่าบริษัทจะยังคงปฏิบัติตามเงื่อนไขทางการเงินได้ในช่วง 12-18 เดือนข้างหน้า
มีสภาพคล่องที่เพียงพอ
สภาพคล่องของบริษัทถือว่าอยู่ในระดับที่เพียงพอในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 บริษัทมีภาระหนี้ที่จะครบกำหนดชำระในอีก 12 เดือนข้างหน้าจำนวน 1.24 หมื่นล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยหุ้นกู้จำนวน 7.3 พันล้านบาท และเงินกู้จากสถาบันการเงินจำนวน 5.1 พันล้านบาท อีกทั้งคาดว่าบริษัทจะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 2.3-2.5 พันล้านบาทเพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายการลงทุน เงินปันผลจ่ายและเงินลงทุนในบริษัทในเครือ ขณะที่แหล่งเงินทุนของบริษัทมีอยู่ประมาณ 1.9 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วยเงินสดจำนวน 9.8 พันล้านบาทและวงเงินสินเชื่อที่ยังไม่ได้เบิกใช้อีกจำนวน 9.2 พันล้านบาท ทริสเรทติ้งประมาณการว่าบริษัทจะมีเงินทุนจากการดำเนินงานในช่วง 12 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ประมาณ 2.0 พันล้านบาท ในขณะที่หนี้หุ้นกู้ที่จะครบกำหนดไถ่ถอนส่วนใหญ่นั้นบริษัทมักชำระคืนด้วยการออกหุ้นกู้ชุดใหม่ นอกจากนี้ บริษัทยังมีความยืดหยุ่นทางการเงินในการขายหุ้นบางส่วนใน BEM CKP หรือ TTW หากจำเป็น อย่างไรก็ตาม บริษัทจะยังคงการถือหุ้นในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญในบริษัททั้ง 3 แห่งนี้ต่อไป
โครงสร้างหนี้
ณ เดือนธันวาคม 2568 หนี้สินรวมของบริษัทซึ่งไม่นับรวมหนี้สินตามสัญญาเช่ามีจำนวน 4.8 หมื่นล้านบาท โดยในจำนวนนี้เป็นหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนจำนวน 3.9 พันล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยหนี้เงินกู้ที่มีหลักประกันของบริษัทและหนี้เงินกู้ทั้งหมดที่ดำเนินการโดยบริษัทย่อยต่าง ๆ ทำให้อัตราส่วนหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนต่อหนี้สินรวมของบริษัทอยู่ที่ระดับ 8%
สมมติฐานกรณีพื้นฐาน
- รายได้ของบริษัทจะอยู่ที่ประมาณ 4.5 หมื่นล้านบาทในปี 2569 4.9 หมื่นล้านบาทในปี 2570 และ 5.2 หมื่นล้านบาทในปี 2571
- EBITDA Margin จะคงอยู่ที่ประมาณ 8%-10%
- ดอกเบี้ยจากเงินสนับสนุนให้กู้ยืมประมาณ 4.3 พันล้านบาทในโครงการไซยะบุรีจะได้รับชำระคืนในช่วงปี 2569-2572
- เงินลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบางจะอยู่ที่ประมาณ 2.5 พันล้านบาทในช่วง 3 ปีข้างหน้า
- จะไม่มีการลงทุนขนาดใหญ่หรือการสนับสนุนทางการเงินจำนวนมากแก่บริษัทที่เกี่ยวข้อง
แนวโน้มอันดับเครดิต
แนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” สะท้อนถึงความคาดหมายของทริสเรทติ้งว่าบริษัทจะยังคงรักษาความสามารถในการแข่งขันที่อยู่ในระดับสูงในธุรกิจรับเหมาก่อสร้างเอาไว้ได้ต่อไปและจะสามารถรักษาผลการดำเนินได้ตามที่ทริสเรทติ้งประมาณการไว้ ในขณะเดียวกัน ทริสเรทติ้งยังคาดว่าบริษัทจะรักษา EBITDA Margin ให้อยู่ในช่วง 8%-10% และอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 10 เท่าในช่วง 3 ปีข้างหน้า
ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง
การปรับเพิ่มอันดับเครดิตจะขึ้นอยู่กับการที่บริษัทสามารถสร้างผลกำไรได้อย่างแข็งแกร่งกว่าที่ทริสเรทติ้งประมาณการไว้ และลดระดับภาระหนี้ของบริษัทลงจนทำให้อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA อยู่ที่ระดับต่ำกว่า 8 เท่าเป็นระยะเวลาที่ต่อเนื่อง
ในขณะที่ปัจจัยที่จะส่งผลกดดันต่ออันดับเครดิตอาจเกิดจากการที่บริษัทมีต้นทุนก่อสร้างที่สูงกว่าประมาณการอย่างมีนัยสำคัญในโครงการหลัก หรือการให้การสนับสนุนทางการเงินแก่บริษัทในเครือในระดับสูงและไม่คาดคิด ซึ่งส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA เพิ่มขึ้นเกินกว่า 13 เท่าเป็นระยะเวลาที่ต่อเนื่อง
ข้อมูลงบการเงินและอัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญ*
หน่วย: ล้านบาท
| ------------------------ ณ วันที่ 31 ธันวาคม ----------------------- | ||||||
| 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | ||
| รายได้จากการดำเนินงานรวม | 44,680 | 37,866 | 36,883 | 18,447 | 12,938 | |
| กำไรก่อนดอกเบี้ยจ่ายและภาษี | 4,754 | 3,690 | 3,475 | 2,337 | 1,942 | |
| กำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย | 4,639 | 3,649 | 3,925 | 2,039 | 2,129 | |
| เงินทุนจากการดำเนินงาน | 2,403 | 1,496 | 1,995 | 599 | 695 | |
| ดอกเบี้ยจ่ายที่ปรับปรุงแล้ว | 2,117 | 2,036 | 1,846 | 1,418 | 1,394 | |
| เงินลงทุน | 407 | 443 | 897 | 388 | 814 | |
| สินทรัพย์รวม | 117,075 | 113,102 | 96,745 | 85,151 | 83,421 | |
| หนี้สินทางการเงินที่ปรับปรุงแล้ว | 39,414 | 45,574 | 49,056 | 40,323 | 37,502 | |
| ส่วนของผู้ถือหุ้นที่ปรับปรุงแล้ว | 28,691 | 26,479 | 26,008 | 24,466 | 26,108 | |
| อัตราส่วนทางการเงินที่ปรับปรุงแล้ว | ||||||
| อัตรากำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (%) | 10.4 | 9.6 | 10.6 | 11.1 | 16.5 | |
| อัตราส่วนผลตอบแทนต่อเงินทุนถาวร (%) | 5.9 | 4.5 | 4.5 | 3.3 | 2.8 | |
| อัตราส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายต่อดอกเบี้ยจ่าย (เท่า) | 2.2 | 1.8 | 2.1 | 1.4 | 1.5 | |
| อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (เท่า) | 8.5 | 12.5 | 12.5 | 19.8 | 17.6 | |
| อัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อหนี้สินทางการเงิน (%) | 6.1 | 3.3 | 4.1 | 1.5 | 1.9 | |
| อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุน (%) | 57.9 | 63.3 | 65.4 | 62.2 | 59.0 | |
* งบการเงินรวม
เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตที่เกี่ยวข้อง
- เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตธุรกิจทั่วไป, 29 ธันวาคม 2568
- อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญและการปรับปรุงตัวเลขทางการเงินสำหรับธุรกิจทั่วไป, 7 พฤศจิกายน 2568
- เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตตราสารหนี้, 26 ธันวาคม 2567
บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) (CK)
| อันดับเครดิตองค์กร: | A- |
| อันดับเครดิตตราสารหนี้: | |
| CK265A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 800 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2569 | A- |
| CK265B: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 3,800 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2569 | A- |
| CK267A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,700 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2569 | A- |
| CK274A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,376 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2570 | A- |
| CK275B: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2570 | A- |
| CK283A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 800 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2571 | A- |
| CK284A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2571 | A- |
| CK285A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,700 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2571 | A- |
| CK285B: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2571 | A- |
| CK294A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 557 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2572 | A- |
| CK295B: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 900 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2572 | A- |
| CK304A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,550 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2573 | A- |
| CK305A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2573 | A- |
| CK308A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2573 | A- |
| CK314A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 204 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2574 | A- |
| CK315A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2574 | A- |
| CK324A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 450 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2575 | A- |
| CK325A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2575 | A- |
| CK335A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 3,200 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2576 | A- |
| CK344A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,345 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2577 | A- |
| CK354A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2578 | A- |
| แนวโน้มอันดับเครดิต: | Stable |
อันดับเครดิตในอดีต
วันที่ทบทวนล่าสุด: 01 เมษายน 2568
| วันที่ | อันดับเครดิต | แนวโน้มอันดับเครดิต / เครดิตพินิจ |
| 09 เม.ย. 64 | A- | Stable |
| 04 เม.ย. 62 | A | Stable |
| 30 ม.ค. 58 | A- | Stable |
| 24 ม.ค. 57 | BBB+ | Positive |
| 26 ก.พ. 56 | BBB+ | Stable |
| 21 ม.ค. 54 | BBB | Stable |
| 09 มิ.ย. 52 | BBB+ | Negative |
| 23 ก.ค. 50 | BBB+ | Stable |
| 16 ก.พ. 50 | A- | Alert Negative |
| 07 ก.ย. 47 | A- | Stable |
คงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันของ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ (CK) ที่ระดับ “A-” ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่”
อันดับเครดิตสะท้อนถึงสถานะของบริษัทในการเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างชั้นนำในประเทศไทยซึ่งมีความสามารถในการรับงานโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่และมีความซับซ้อน รวมถึงมูลค่างานในมือจำนวนมาก นอกจากนี้ อันดับเครดิตยังสะท้อนถึงความยืดหยุ่นทางการเงินที่เกิดจากการลงทุนเชิงกลยุทธ์ของบริษัท อย่างไรก็ตาม จุดแข็งดังกล่าวถูกลดทอนลงบางส่วนจากภาระหนี้ที่อยู่ในระดับปานกลางและอัตรากำไรที่ค่อนข้างน้อยและผันผวนในธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง
ประเด็นสำคัญที่กำหนดอันดับเครดิต
มีสถานะเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างชั้นนำของประเทศ
บริษัทเป็นหนึ่งในผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ที่สุด 3 อันดับแรกที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อพิจารณาจากรายได้และขนาดสินทรัพย์ บริษัทมีความเชี่ยวชาญในงานก่อสร้างที่หลากหลายครอบคลุมงานก่อสร้างทั่วไป ไปจนถึงงานก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนสูง เช่น งานโครงการระบบขนส่งมวลชนใต้ดินและโรงไฟฟ้าพลังน้ำ นอกจากนี้ บริษัทยังลงทุนในโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการ ซึ่งช่วยให้บริษัทได้รับสัญญาก่อสร้างและสร้างรายได้ประจำในระยะยาวในฐานะผู้ถือหุ้นหรือผู้รับสัมปทานในโครงการ
จากผลงานที่ผ่านมาและฐานทุนขนาดใหญ่ของบริษัทช่วยให้บริษัทสามารถดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านได้ จุดแข็งดังกล่าวสะท้อนจากงานในมือจำนวนมากและความสำเร็จในการได้รับงานโครงการโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง ด้วยความเชี่ยวชาญด้านการบริหารงานก่อสร้าง โครงการส่วนใหญ่จึงแล้วเสร็จตามกำหนดเวลา และสามารถควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพตามแผนที่วางไว้
งานรับเหมาก่อสร้างในมือจำนวนมากจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของรายได้ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า
ณ สิ้นปี 2568 บริษัทมีมูลค่างานในมือสูงถึง 1.7 แสนล้านบาท โดยโครงการหลัก ได้แก่ โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มฝั่งตะวันตก มูลค่า 8.9 หมื่นล้านบาท โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบาง มูลค่า 5.1 หมื่นล้านบาท โครงการก่อสร้างทางรถไฟสายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ สัญญาที่ 2 และ 3 มูลค่า 1.1 หมื่นล้านบาท และโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง (ส่วนต่อขยายฝั่งใต้) สัญญาที่ 1 และ 2 มูลค่า 8 พันล้านบาท ซึ่งทั้ง 4 โครงการนี้คาดว่าจะสร้างรายได้รับเหมาก่อสร้างประมาณ 2.9-3.2 หมื่นล้านบาทต่อปีในช่วง 3 ปีข้างหน้า
เมื่อมองไปข้างหน้า โครงการที่บริษัทคาดว่าจะได้รับการเซ็นสัญญางานก่อสร้างในปี 2569 ประกอบด้วย โครงการทางด่วนยกระดับชั้นที่ 2 มูลค่า 3.5 หมื่นล้านบาท โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง (ส่วนต่อขยายฝั่งใต้) สำหรับงานระบบและซ่อมบำรุง มูลค่า 3.0 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ บริษัทยังคาดว่าจะได้รับงานก่อสร้างใหม่อีกอย่างน้อยปีละ 1.5 หมื่นล้านบาท โดยได้แรงหนุนจากการเร่งรัดการประมูลงานและการเซ็นสัญญางานก่อสร้างในโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของภาครัฐ เช่น งานก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง งานรถไฟทางคู่ งานทางด่วน และงานขยายสนามบิน เป็นต้น รายได้จากโครงการที่คาดว่าจะเกิดขึ้นดังกล่าว เมื่อรวมกับมูลค่างานก่อสร้างในมือในปัจจุบัน คาดว่าจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของรายได้ 7%-8% ในอีก 3 ปีข้างหน้า
ภายใต้ประมาณการพื้นฐานของทริสเรทติ้ง รายได้ของบริษัทคาดว่าจะอยู่ที่ 4.5 หมื่นล้านบาทในปี 2569 และจะเพิ่มขึ้นเป็น 4.9 หมื่นล้านบาทในปี 2570 และ 5.2 หมื่นล้านบาทในปี 2571 โดยมูลค่างานในมือของบริษัทจะช่วยรักษาระดับรายได้ที่ประมาณ 85% ของประมาณการรายได้ในปี 2569 65% ในปี 2570 และ 55% ในปี 2571 นอกจากนี้ จากสมมติฐานกรณีพื้นฐาน คาดว่าบริษัทจะได้งานโครงการทางด่วนยกระดับชั้นที่ 2 ในปี 2569 งานโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง (ส่วนต่อขยายฝั่งใต้) สำหรับงานระบบและซ่อมบำรุงในปี 2570 และได้งานรับเหมาก่อสร้างใหม่มูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาทต่อปีในช่วง 3 ปีข้างหน้าอีกด้วย เนื่องจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทริสเรทติ้งยังคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทจะยังคงอยู่ในช่วง 7.5%-8.0% ขณะที่ EBITDA Margin คาดว่าจะอยู่ในช่วง 8%-10% ดังนั้น EBITDA ต่อปีของบริษัทคาดว่าจะอยู่ในช่วง 4.0-4.5 พันล้านบาทในช่วงปี 2569-2571
การลงทุนเชิงกลยุทธ์ในธุรกิจสาธารณูปโภคช่วยเพิ่มเสถียรภาพของรายได้และความยืดหยุ่นทางการเงิน
การลงทุนเชิงกลยุทธ์ของบริษัทในธุรกิจสาธารณูปโภคต่าง ๆ ช่วยสร้างโอกาสให้บริษัททั้งงานก่อสร้างและแหล่งรายได้ประจำ ณ สิ้นปี 2568 บริษัทถือหุ้นใน บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM) ที่สัดส่วน 43% บริษัท ซีเคพาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) (CKP) 30% และ บริษัท ทีทีดับบลิว จำกัด (มหาชน) (TTW) 19% โดย BEM ประกอบกิจการทางด่วนและรถไฟฟ้าภายใต้สัญญาสัมปทานระยะยาว ในขณะที่ TTW และ CKP มีรายได้ที่ค่อนข้างสม่ำเสมอจากการดำเนินงานโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานซึ่งอยู่ภายใต้สัญญาซื้อขายระยะยาว รายได้จากงานรับเหมาก่อสร้างส่วนใหญ่ของบริษัทมาจากโครงการที่เกี่ยวข้องกับบริษัทในเครือ ซึ่งช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างได้บางส่วน อีกทั้งยังช่วยสร้างรายได้ประจำและเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินให้แก่บริษัทด้วย
ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ส่วนแบ่งกำไรและเงินปันผลจากการลงทุนเหล่านี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 ส่วนแบ่งกำไรอยู่ที่ 2.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 1.9 พันล้านบาทในปี 2567 ในขณะที่รายได้จากเงินปันผลเพิ่มขึ้นเป็น 1.5 พันล้านบาทในปี 2568 จาก 1.4 พันล้านบาทในปีก่อนหน้า เมื่อมองไปข้างหน้า ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทในเครือคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.8-1.9 พันล้านบาท ในขณะที่เงินปันผลคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.6-1.8 พันล้านบาทต่อปีในช่วง 3 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ การลงทุนดังกล่าวยังช่วยให้บริษัทมีความยืดหยุ่นทางการเงินจากการอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดย ณ สิ้นปี 2568 เงินลงทุนเหล่านี้มีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 4.8 หมื่นล้านบาท
ภาระหนี้ปรับตัวดีขึ้น แต่ยังคงอยู่ในระดับสูง
ภาระหนี้ของบริษัทปรับตัวดีขึ้น แม้ว่าจะยังคงสูงกว่าบริษัทรับเหมาก่อสร้างทั่วไป เนื่องจากโครงสร้างทางธุรกิจของบริษัทที่เป็นทั้งผู้รับเหมาก่อสร้างและผู้ประกอบธุรกิจลงทุน ณ สิ้นปี 2568 ภาระหนี้ทั้งหมดของบริษัทอยู่ที่ 4.8 หมื่นล้านบาท ลดลงจาก 5.4 หมื่นล้านบาทในปี 2567 การลดลงของภาระหนี้เกิดจากรายได้ค่าก่อสร้างรับล่วงหน้าจากเจ้าของโครงการซึ่งเพิ่มขึ้น 5.8 พันล้านบาทเมื่อเทียบกับปี 2567 และได้รับเงินประมาณ 2.8 พันล้านบาทจากการขายหุ้น 10% ในโครงการเขื่อนหลวงพระบางให้กับ TTW ทำให้อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนของบริษัทลดลงเหลือ 58% ในปี 2568 จาก 63% ในปี 2567 ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA ปรับตัวดีขึ้นเป็น 8.5 เท่า จาก 12.5 เท่าในปีก่อนหน้า
เมื่อมองไปข้างหน้า อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนของบริษัทคาดว่าจะทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 55%-60% และอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 9-10 เท่าในช่วง 3 ปีข้างหน้า แม้ว่าบริษัทจะได้รับเงินต้นคืนจำนวน 4.2 พันล้านบาทจาก บริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 แล้วก็ตาม แต่คาดว่าระดับหนี้โดยรวมของบริษัทจะยังคงอยู่ในระดับสูง เนื่องจากบริษัทจะยังคงมีความต้องการเงินทุนหมุนเวียนจำนวนมากสำหรับโครงการขนาดใหญ่ที่กำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งอาจส่งผลให้ภาระหนี้ของบริษัทเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ บริษัทยังมีความจำเป็นต้องลงทุนเพิ่มอีก 2.5 พันล้านบาทในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบางในช่วง 3-4 ปีข้างหน้า (รวมส่วนเงินลงทุนของ TTW ที่ต้องเพิ่มในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบางที่บริษัทได้รับล่วงหน้าจาก TTW แล้ว)
ข้อกำหนดทางการเงินที่สำคัญตามเงื่อนไขทางการเงินของหุ้นกู้ กำหนดให้บริษัทจะต้องดำรงอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นไม่ให้เกินกว่า 3 เท่า ทั้งนี้ บริษัทมีอัตราส่วนดังกล่าว ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 1.3 เท่า จากช่วงห่างจากข้อกำหนดทางการเงินที่เพียงพอ ทริสเรทติ้งเชื่อว่าบริษัทจะยังคงปฏิบัติตามเงื่อนไขทางการเงินได้ในช่วง 12-18 เดือนข้างหน้า
มีสภาพคล่องที่เพียงพอ
สภาพคล่องของบริษัทถือว่าอยู่ในระดับที่เพียงพอในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 บริษัทมีภาระหนี้ที่จะครบกำหนดชำระในอีก 12 เดือนข้างหน้าจำนวน 1.24 หมื่นล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยหุ้นกู้จำนวน 7.3 พันล้านบาท และเงินกู้จากสถาบันการเงินจำนวน 5.1 พันล้านบาท อีกทั้งคาดว่าบริษัทจะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 2.3-2.5 พันล้านบาทเพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายการลงทุน เงินปันผลจ่ายและเงินลงทุนในบริษัทในเครือ ขณะที่แหล่งเงินทุนของบริษัทมีอยู่ประมาณ 1.9 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วยเงินสดจำนวน 9.8 พันล้านบาทและวงเงินสินเชื่อที่ยังไม่ได้เบิกใช้อีกจำนวน 9.2 พันล้านบาท ทริสเรทติ้งประมาณการว่าบริษัทจะมีเงินทุนจากการดำเนินงานในช่วง 12 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ประมาณ 2.0 พันล้านบาท ในขณะที่หนี้หุ้นกู้ที่จะครบกำหนดไถ่ถอนส่วนใหญ่นั้นบริษัทมักชำระคืนด้วยการออกหุ้นกู้ชุดใหม่ นอกจากนี้ บริษัทยังมีความยืดหยุ่นทางการเงินในการขายหุ้นบางส่วนใน BEM CKP หรือ TTW หากจำเป็น อย่างไรก็ตาม บริษัทจะยังคงการถือหุ้นในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญในบริษัททั้ง 3 แห่งนี้ต่อไป
โครงสร้างหนี้
ณ เดือนธันวาคม 2568 หนี้สินรวมของบริษัทซึ่งไม่นับรวมหนี้สินตามสัญญาเช่ามีจำนวน 4.8 หมื่นล้านบาท โดยในจำนวนนี้เป็นหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนจำนวน 3.9 พันล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยหนี้เงินกู้ที่มีหลักประกันของบริษัทและหนี้เงินกู้ทั้งหมดที่ดำเนินการโดยบริษัทย่อยต่าง ๆ ทำให้อัตราส่วนหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนต่อหนี้สินรวมของบริษัทอยู่ที่ระดับ 8%
สมมติฐานกรณีพื้นฐาน
- รายได้ของบริษัทจะอยู่ที่ประมาณ 4.5 หมื่นล้านบาทในปี 2569 4.9 หมื่นล้านบาทในปี 2570 และ 5.2 หมื่นล้านบาทในปี 2571
- EBITDA Margin จะคงอยู่ที่ประมาณ 8%-10%
- ดอกเบี้ยจากเงินสนับสนุนให้กู้ยืมประมาณ 4.3 พันล้านบาทในโครงการไซยะบุรีจะได้รับชำระคืนในช่วงปี 2569-2572
- เงินลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบางจะอยู่ที่ประมาณ 2.5 พันล้านบาทในช่วง 3 ปีข้างหน้า
- จะไม่มีการลงทุนขนาดใหญ่หรือการสนับสนุนทางการเงินจำนวนมากแก่บริษัทที่เกี่ยวข้อง
แนวโน้มอันดับเครดิต
แนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” สะท้อนถึงความคาดหมายของทริสเรทติ้งว่าบริษัทจะยังคงรักษาความสามารถในการแข่งขันที่อยู่ในระดับสูงในธุรกิจรับเหมาก่อสร้างเอาไว้ได้ต่อไปและจะสามารถรักษาผลการดำเนินได้ตามที่ทริสเรทติ้งประมาณการไว้ ในขณะเดียวกัน ทริสเรทติ้งยังคาดว่าบริษัทจะรักษา EBITDA Margin ให้อยู่ในช่วง 8%-10% และอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 10 เท่าในช่วง 3 ปีข้างหน้า
ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง
การปรับเพิ่มอันดับเครดิตจะขึ้นอยู่กับการที่บริษัทสามารถสร้างผลกำไรได้อย่างแข็งแกร่งกว่าที่ทริสเรทติ้งประมาณการไว้ และลดระดับภาระหนี้ของบริษัทลงจนทำให้อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA อยู่ที่ระดับต่ำกว่า 8 เท่าเป็นระยะเวลาที่ต่อเนื่อง
ในขณะที่ปัจจัยที่จะส่งผลกดดันต่ออันดับเครดิตอาจเกิดจากการที่บริษัทมีต้นทุนก่อสร้างที่สูงกว่าประมาณการอย่างมีนัยสำคัญในโครงการหลัก หรือการให้การสนับสนุนทางการเงินแก่บริษัทในเครือในระดับสูงและไม่คาดคิด ซึ่งส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA เพิ่มขึ้นเกินกว่า 13 เท่าเป็นระยะเวลาที่ต่อเนื่อง
ข้อมูลงบการเงินและอัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญ*
หน่วย: ล้านบาท
| ------------------------ ณ วันที่ 31 ธันวาคม ----------------------- | ||||||
| 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | ||
| รายได้จากการดำเนินงานรวม | 44,680 | 37,866 | 36,883 | 18,447 | 12,938 | |
| กำไรก่อนดอกเบี้ยจ่ายและภาษี | 4,754 | 3,690 | 3,475 | 2,337 | 1,942 | |
| กำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย | 4,639 | 3,649 | 3,925 | 2,039 | 2,129 | |
| เงินทุนจากการดำเนินงาน | 2,403 | 1,496 | 1,995 | 599 | 695 | |
| ดอกเบี้ยจ่ายที่ปรับปรุงแล้ว | 2,117 | 2,036 | 1,846 | 1,418 | 1,394 | |
| เงินลงทุน | 407 | 443 | 897 | 388 | 814 | |
| สินทรัพย์รวม | 117,075 | 113,102 | 96,745 | 85,151 | 83,421 | |
| หนี้สินทางการเงินที่ปรับปรุงแล้ว | 39,414 | 45,574 | 49,056 | 40,323 | 37,502 | |
| ส่วนของผู้ถือหุ้นที่ปรับปรุงแล้ว | 28,691 | 26,479 | 26,008 | 24,466 | 26,108 | |
| อัตราส่วนทางการเงินที่ปรับปรุงแล้ว | ||||||
| อัตรากำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (%) | 10.4 | 9.6 | 10.6 | 11.1 | 16.5 | |
| อัตราส่วนผลตอบแทนต่อเงินทุนถาวร (%) | 5.9 | 4.5 | 4.5 | 3.3 | 2.8 | |
| อัตราส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายต่อดอกเบี้ยจ่าย (เท่า) | 2.2 | 1.8 | 2.1 | 1.4 | 1.5 | |
| อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (เท่า) | 8.5 | 12.5 | 12.5 | 19.8 | 17.6 | |
| อัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อหนี้สินทางการเงิน (%) | 6.1 | 3.3 | 4.1 | 1.5 | 1.9 | |
| อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุน (%) | 57.9 | 63.3 | 65.4 | 62.2 | 59.0 | |
* งบการเงินรวม
เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตที่เกี่ยวข้อง
- เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตธุรกิจทั่วไป, 29 ธันวาคม 2568
- อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญและการปรับปรุงตัวเลขทางการเงินสำหรับธุรกิจทั่วไป, 7 พฤศจิกายน 2568
- เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตตราสารหนี้, 26 ธันวาคม 2567
บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) (CK)
| อันดับเครดิตองค์กร: | A- |
| อันดับเครดิตตราสารหนี้: | |
| CK265A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 800 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2569 | A- |
| CK265B: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 3,800 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2569 | A- |
| CK267A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,700 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2569 | A- |
| CK274A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,376 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2570 | A- |
| CK275B: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2570 | A- |
| CK283A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 800 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2571 | A- |
| CK284A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2571 | A- |
| CK285A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,700 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2571 | A- |
| CK285B: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2571 | A- |
| CK294A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 557 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2572 | A- |
| CK295B: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 900 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2572 | A- |
| CK304A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,550 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2573 | A- |
| CK305A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2573 | A- |
| CK308A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2573 | A- |
| CK314A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 204 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2574 | A- |
| CK315A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2574 | A- |
| CK324A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 450 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2575 | A- |
| CK325A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2575 | A- |
| CK335A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 3,200 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2576 | A- |
| CK344A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,345 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2577 | A- |
| CK354A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2578 | A- |
| แนวโน้มอันดับเครดิต: | Stable |
อันดับเครดิตในอดีต
วันที่ทบทวนล่าสุด: 01 เมษายน 2568
| วันที่ | อันดับเครดิต | แนวโน้มอันดับเครดิต / เครดิตพินิจ |
| 09 เม.ย. 64 | A- | Stable |
| 04 เม.ย. 62 | A | Stable |
| 30 ม.ค. 58 | A- | Stable |
| 24 ม.ค. 57 | BBB+ | Positive |
| 26 ก.พ. 56 | BBB+ | Stable |
| 21 ม.ค. 54 | BBB | Stable |
| 09 มิ.ย. 52 | BBB+ | Negative |
| 23 ก.ค. 50 | BBB+ | Stable |
| 16 ก.พ. 50 | A- | Alert Negative |
| 07 ก.ย. 47 | A- | Stable |
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
