รีเซต

CK ทริสฯ คงอันดับเครดิต องค์กร-หุ้นกู้ A-/Stable

CK ทริสฯ คงอันดับเครดิต องค์กร-หุ้นกู้ A-/Stable
ทันหุ้น
30 มีนาคม 2569 ( 18:02 )
12

#ทันหุ้น - ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันของ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) ที่ระดับ “A-” ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่”

อันดับเครดิตสะท้อนถึงสถานะของบริษัทในการเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างชั้นนำในประเทศไทยซึ่งมีความสามารถในการรับงานโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่และมีความซับซ้อน รวมถึงมูลค่างานในมือจำนวนมาก นอกจากนี้ อันดับเครดิตยังสะท้อนถึงความยืดหยุ่นทางการเงินที่เกิดจากการลงทุนเชิงกลยุทธ์ของบริษัท อย่างไรก็ตาม จุดแข็งดังกล่าวถูกลดทอนลงบางส่วนจากภาระหนี้ที่อยู่ในระดับปานกลางและอัตรากำไรที่ค่อนข้างน้อยและผันผวนในธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง

ประเด็นสำคัญที่กำหนดอันดับเครดิต

มีสถานะเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างชั้นนำของประเทศ

บริษัทเป็นหนึ่งในผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ที่สุด 3 อันดับแรกที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อพิจารณาจากรายได้และขนาดสินทรัพย์ บริษัทมีความเชี่ยวชาญในงานก่อสร้างที่หลากหลายครอบคลุมงานก่อสร้างทั่วไป ไปจนถึงงานก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนสูง เช่น งานโครงการระบบขนส่งมวลชนใต้ดินและโรงไฟฟ้าพลังน้ำ นอกจากนี้ บริษัทยังลงทุนในโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการ ซึ่งช่วยให้บริษัทได้รับสัญญาก่อสร้างและสร้างรายได้ประจำในระยะยาวในฐานะผู้ถือหุ้นหรือผู้รับสัมปทานในโครงการ

จากผลงานที่ผ่านมาและฐานทุนขนาดใหญ่ของบริษัทช่วยให้บริษัทสามารถดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านได้ จุดแข็งดังกล่าวสะท้อนจากงานในมือจำนวนมากและความสำเร็จในการได้รับงานโครงการโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง ด้วยความเชี่ยวชาญด้านการบริหารงานก่อสร้าง โครงการส่วนใหญ่จึงแล้วเสร็จตามกำหนดเวลา และสามารถควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพตามแผนที่วางไว้

งานรับเหมาก่อสร้างในมือจำนวนมากจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของรายได้ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า

ณ สิ้นปี 2568 บริษัทมีมูลค่างานในมือสูงถึง 1.7 แสนล้านบาท โดยโครงการหลัก ได้แก่ โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มฝั่งตะวันตก มูลค่า 8.9 หมื่นล้านบาท โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบาง มูลค่า 5.1 หมื่นล้านบาท โครงการก่อสร้างทางรถไฟสายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ สัญญาที่ 2 และ 3 มูลค่า 1.1 หมื่นล้านบาท และโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง (ส่วนต่อขยายฝั่งใต้) สัญญาที่ 1 และ 2  มูลค่า 8 พันล้านบาท ซึ่งทั้ง 4 โครงการนี้คาดว่าจะสร้างรายได้รับเหมาก่อสร้างประมาณ 2.9-3.2 หมื่นล้านบาทต่อปีในช่วง 3 ปีข้างหน้า

เมื่อมองไปข้างหน้า โครงการที่บริษัทคาดว่าจะได้รับการเซ็นสัญญางานก่อสร้างในปี 2569 ประกอบด้วย โครงการทางด่วนยกระดับชั้นที่ 2 มูลค่า 3.5 หมื่นล้านบาท โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง (ส่วนต่อขยายฝั่งใต้) สำหรับงานระบบและซ่อมบำรุง มูลค่า 3.0 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ บริษัทยังคาดว่าจะได้รับงานก่อสร้างใหม่อีกอย่างน้อยปีละ 1.5 หมื่นล้านบาท โดยได้แรงหนุนจากการเร่งรัดการประมูลงานและการเซ็นสัญญางานก่อสร้างในโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของภาครัฐ เช่น งานก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง งานรถไฟทางคู่ งานทางด่วน และงานขยายสนามบิน เป็นต้น รายได้จากโครงการที่คาดว่าจะเกิดขึ้นดังกล่าว เมื่อรวมกับมูลค่างานก่อสร้างในมือในปัจจุบัน คาดว่าจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของรายได้ 7%-8% ในอีก 3 ปีข้างหน้า

ภายใต้ประมาณการพื้นฐานของทริสเรทติ้ง รายได้ของบริษัทคาดว่าจะอยู่ที่ 4.5 หมื่นล้านบาทในปี 2569 และจะเพิ่มขึ้นเป็น 4.9 หมื่นล้านบาทในปี 2570 และ 5.2 หมื่นล้านบาทในปี 2571 โดยมูลค่างานในมือของบริษัทจะช่วยรักษาระดับรายได้ที่ประมาณ 85% ของประมาณการรายได้ในปี 2569 65% ในปี 2570 และ 55% ในปี 2571 นอกจากนี้ จากสมมติฐานกรณีพื้นฐาน คาดว่าบริษัทจะได้งานโครงการทางด่วนยกระดับชั้นที่ 2 ในปี 2569 งานโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง (ส่วนต่อขยายฝั่งใต้) สำหรับงานระบบและซ่อมบำรุงในปี 2570 และได้งานรับเหมาก่อสร้างใหม่มูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาทต่อปีในช่วง 3 ปีข้างหน้าอีกด้วย เนื่องจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทริสเรทติ้งยังคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทจะยังคงอยู่ในช่วง 7.5%-8.0% ขณะที่ EBITDA Margin คาดว่าจะอยู่ในช่วง 8%-10% ดังนั้น EBITDA ต่อปีของบริษัทคาดว่าจะอยู่ในช่วง 4.0-4.5 พันล้านบาทในช่วงปี 2569-2571

การลงทุนเชิงกลยุทธ์ในธุรกิจสาธารณูปโภคช่วยเพิ่มเสถียรภาพของรายได้และความยืดหยุ่นทางการเงิน

การลงทุนเชิงกลยุทธ์ของบริษัทในธุรกิจสาธารณูปโภคต่าง ๆ ช่วยสร้างโอกาสให้บริษัททั้งงานก่อสร้างและแหล่งรายได้ประจำ ณ สิ้นปี 2568 บริษัทถือหุ้นใน บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM) ที่สัดส่วน 43% บริษัท ซีเคพาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) (CKP) 30% และ บริษัท ทีทีดับบลิว จำกัด (มหาชน) (TTW) 19% โดย BEM ประกอบกิจการทางด่วนและรถไฟฟ้าภายใต้สัญญาสัมปทานระยะยาว ในขณะที่ TTW และ CKP มีรายได้ที่ค่อนข้างสม่ำเสมอจากการดำเนินงานโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานซึ่งอยู่ภายใต้สัญญาซื้อขายระยะยาว รายได้จากงานรับเหมาก่อสร้างส่วนใหญ่ของบริษัทมาจากโครงการที่เกี่ยวข้องกับบริษัทในเครือ ซึ่งช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างได้บางส่วน อีกทั้งยังช่วยสร้างรายได้ประจำและเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินให้แก่บริษัทด้วย

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ส่วนแบ่งกำไรและเงินปันผลจากการลงทุนเหล่านี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 ส่วนแบ่งกำไรอยู่ที่ 2.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 1.9 พันล้านบาทในปี 2567 ในขณะที่รายได้จากเงินปันผลเพิ่มขึ้นเป็น 1.5 พันล้านบาทในปี 2568 จาก 1.4 พันล้านบาทในปีก่อนหน้า เมื่อมองไปข้างหน้า ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทในเครือคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.8-1.9 พันล้านบาท ในขณะที่เงินปันผลคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.6-1.8 พันล้านบาทต่อปีในช่วง 3 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ การลงทุนดังกล่าวยังช่วยให้บริษัทมีความยืดหยุ่นทางการเงินจากการอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดย ณ สิ้นปี 2568 เงินลงทุนเหล่านี้มีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 4.8 หมื่นล้านบาท

ภาระหนี้ปรับตัวดีขึ้น แต่ยังคงอยู่ในระดับสูง

ภาระหนี้ของบริษัทปรับตัวดีขึ้น แม้ว่าจะยังคงสูงกว่าบริษัทรับเหมาก่อสร้างทั่วไป เนื่องจากโครงสร้างทางธุรกิจของบริษัทที่เป็นทั้งผู้รับเหมาก่อสร้างและผู้ประกอบธุรกิจลงทุน ณ สิ้นปี 2568 ภาระหนี้ทั้งหมดของบริษัทอยู่ที่ 4.8 หมื่นล้านบาท ลดลงจาก 5.4 หมื่นล้านบาทในปี 2567 การลดลงของภาระหนี้เกิดจากรายได้ค่าก่อสร้างรับล่วงหน้าจากเจ้าของโครงการซึ่งเพิ่มขึ้น 5.8 พันล้านบาทเมื่อเทียบกับปี 2567 และได้รับเงินประมาณ 2.8 พันล้านบาทจากการขายหุ้น 10% ในโครงการเขื่อนหลวงพระบางให้กับ TTW ทำให้อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนของบริษัทลดลงเหลือ 58% ในปี 2568 จาก 63% ในปี 2567 ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA ปรับตัวดีขึ้นเป็น 8.5 เท่า จาก 12.5 เท่าในปีก่อนหน้า

เมื่อมองไปข้างหน้า อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนของบริษัทคาดว่าจะทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 55%-60% และอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 9-10 เท่าในช่วง 3 ปีข้างหน้า แม้ว่าบริษัทจะได้รับเงินต้นคืนจำนวน 4.2 พันล้านบาทจาก บริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 แล้วก็ตาม แต่คาดว่าระดับหนี้โดยรวมของบริษัทจะยังคงอยู่ในระดับสูง เนื่องจากบริษัทจะยังคงมีความต้องการเงินทุนหมุนเวียนจำนวนมากสำหรับโครงการขนาดใหญ่ที่กำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งอาจส่งผลให้ภาระหนี้ของบริษัทเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ บริษัทยังมีความจำเป็นต้องลงทุนเพิ่มอีก 2.5 พันล้านบาทในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบางในช่วง 3-4 ปีข้างหน้า (รวมส่วนเงินลงทุนของ TTW ที่ต้องเพิ่มในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบางที่บริษัทได้รับล่วงหน้าจาก TTW แล้ว)

ข้อกำหนดทางการเงินที่สำคัญตามเงื่อนไขทางการเงินของหุ้นกู้ กำหนดให้บริษัทจะต้องดำรงอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นไม่ให้เกินกว่า 3 เท่า ทั้งนี้ บริษัทมีอัตราส่วนดังกล่าว ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 1.3 เท่า จากช่วงห่างจากข้อกำหนดทางการเงินที่เพียงพอ ทริสเรทติ้งเชื่อว่าบริษัทจะยังคงปฏิบัติตามเงื่อนไขทางการเงินได้ในช่วง 12-18 เดือนข้างหน้า

มีสภาพคล่องที่เพียงพอ

สภาพคล่องของบริษัทถือว่าอยู่ในระดับที่เพียงพอในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 บริษัทมีภาระหนี้ที่จะครบกำหนดชำระในอีก 12 เดือนข้างหน้าจำนวน 1.24 หมื่นล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยหุ้นกู้จำนวน 7.3 พันล้านบาท และเงินกู้จากสถาบันการเงินจำนวน 5.1 พันล้านบาท อีกทั้งคาดว่าบริษัทจะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 2.3-2.5 พันล้านบาทเพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายการลงทุน เงินปันผลจ่ายและเงินลงทุนในบริษัทในเครือ ขณะที่แหล่งเงินทุนของบริษัทมีอยู่ประมาณ 1.9 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วยเงินสดจำนวน 9.8 พันล้านบาทและวงเงินสินเชื่อที่ยังไม่ได้เบิกใช้อีกจำนวน 9.2 พันล้านบาท ทริสเรทติ้งประมาณการว่าบริษัทจะมีเงินทุนจากการดำเนินงานในช่วง 12 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ประมาณ 2.0 พันล้านบาท ในขณะที่หนี้หุ้นกู้ที่จะครบกำหนดไถ่ถอนส่วนใหญ่นั้นบริษัทมักชำระคืนด้วยการออกหุ้นกู้ชุดใหม่ นอกจากนี้ บริษัทยังมีความยืดหยุ่นทางการเงินในการขายหุ้นบางส่วนใน BEM CKP หรือ TTW หากจำเป็น อย่างไรก็ตาม บริษัทจะยังคงการถือหุ้นในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญในบริษัททั้ง 3 แห่งนี้ต่อไป

โครงสร้างหนี้

ณ เดือนธันวาคม 2568 หนี้สินรวมของบริษัทซึ่งไม่นับรวมหนี้สินตามสัญญาเช่ามีจำนวน 4.8 หมื่นล้านบาท โดยในจำนวนนี้เป็นหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนจำนวน 3.9 พันล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยหนี้เงินกู้ที่มีหลักประกันของบริษัทและหนี้เงินกู้ทั้งหมดที่ดำเนินการโดยบริษัทย่อยต่าง ๆ ทำให้อัตราส่วนหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนต่อหนี้สินรวมของบริษัทอยู่ที่ระดับ 8%

สมมติฐานกรณีพื้นฐาน

  • รายได้ของบริษัทจะอยู่ที่ประมาณ 4.5 หมื่นล้านบาทในปี 2569 4.9 หมื่นล้านบาทในปี 2570 และ 5.2 หมื่นล้านบาทในปี 2571
  • EBITDA Margin จะคงอยู่ที่ประมาณ 8%-10%
  • ดอกเบี้ยจากเงินสนับสนุนให้กู้ยืมประมาณ 4.3 พันล้านบาทในโครงการไซยะบุรีจะได้รับชำระคืนในช่วงปี 2569-2572
  • เงินลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบางจะอยู่ที่ประมาณ 2.5 พันล้านบาทในช่วง 3 ปีข้างหน้า
  • จะไม่มีการลงทุนขนาดใหญ่หรือการสนับสนุนทางการเงินจำนวนมากแก่บริษัทที่เกี่ยวข้อง

แนวโน้มอันดับเครดิต

แนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” สะท้อนถึงความคาดหมายของทริสเรทติ้งว่าบริษัทจะยังคงรักษาความสามารถในการแข่งขันที่อยู่ในระดับสูงในธุรกิจรับเหมาก่อสร้างเอาไว้ได้ต่อไปและจะสามารถรักษาผลการดำเนินได้ตามที่ทริสเรทติ้งประมาณการไว้ ในขณะเดียวกัน ทริสเรทติ้งยังคาดว่าบริษัทจะรักษา EBITDA Margin ให้อยู่ในช่วง 8%-10% และอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 10 เท่าในช่วง 3 ปีข้างหน้า

ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง

การปรับเพิ่มอันดับเครดิตจะขึ้นอยู่กับการที่บริษัทสามารถสร้างผลกำไรได้อย่างแข็งแกร่งกว่าที่ทริสเรทติ้งประมาณการไว้ และลดระดับภาระหนี้ของบริษัทลงจนทำให้อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA อยู่ที่ระดับต่ำกว่า 8 เท่าเป็นระยะเวลาที่ต่อเนื่อง

ในขณะที่ปัจจัยที่จะส่งผลกดดันต่ออันดับเครดิตอาจเกิดจากการที่บริษัทมีต้นทุนก่อสร้างที่สูงกว่าประมาณการอย่างมีนัยสำคัญในโครงการหลัก หรือการให้การสนับสนุนทางการเงินแก่บริษัทในเครือในระดับสูงและไม่คาดคิด ซึ่งส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA เพิ่มขึ้นเกินกว่า 13 เท่าเป็นระยะเวลาที่ต่อเนื่อง

ข้อมูลงบการเงินและอัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญ*

  หน่วย: ล้านบาท

      ------------------------ ณ วันที่ 31 ธันวาคม -----------------------
 25682567 256625652564
รายได้จากการดำเนินงานรวม44,68037,86636,88318,44712,938
กำไรก่อนดอกเบี้ยจ่ายและภาษี 4,7543,6903,4752,3371,942
กำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย 4,6393,6493,9252,0392,129
เงินทุนจากการดำเนินงาน 2,4031,4961,995599695
ดอกเบี้ยจ่ายที่ปรับปรุงแล้ว 2,1172,0361,8461,4181,394
เงินลงทุน407443897388814
สินทรัพย์รวม117,075113,10296,74585,15183,421
หนี้สินทางการเงินที่ปรับปรุงแล้ว39,41445,57449,05640,32337,502
ส่วนของผู้ถือหุ้นที่ปรับปรุงแล้ว28,69126,47926,00824,46626,108
อัตราส่วนทางการเงินที่ปรับปรุงแล้ว      
อัตรากำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (%)10.49.610.611.116.5
อัตราส่วนผลตอบแทนต่อเงินทุนถาวร (%)5.94.54.53.32.8
อัตราส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายต่อดอกเบี้ยจ่าย (เท่า)2.21.82.11.41.5
อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (เท่า) 8.512.512.519.817.6
อัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อหนี้สินทางการเงิน (%)6.13.34.11.51.9
อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุน (%)57.963.365.462.259.0

*   งบการเงินรวม

เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตที่เกี่ยวข้อง

- เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตธุรกิจทั่วไป, 29 ธันวาคม 2568

- อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญและการปรับปรุงตัวเลขทางการเงินสำหรับธุรกิจทั่วไป, 7 พฤศจิกายน 2568

- เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตตราสารหนี้, 26 ธันวาคม 2567

บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) (CK)

อันดับเครดิตองค์กร:A-
อันดับเครดิตตราสารหนี้: 
CK265A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 800 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2569A-
CK265B: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 3,800 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2569A-
CK267A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,700 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2569A-
CK274A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,376 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2570A-
CK275B: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2570A-
CK283A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 800 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2571A-
CK284A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2571A-
CK285A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,700 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2571A-
CK285B: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2571A-
CK294A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 557 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2572A-
CK295B: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 900 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2572A-
CK304A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,550 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2573A-
CK305A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2573A-
CK308A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2573A-
CK314A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 204 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2574A-
CK315A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2574A-
CK324A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 450 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2575A-
CK325A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2575A-
CK335A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 3,200 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2576A-
CK344A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,345 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2577A-
CK354A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2578A-
แนวโน้มอันดับเครดิต:Stable

อันดับเครดิตในอดีต  

วันที่ทบทวนล่าสุด: 01 เมษายน 2568

วันที่อันดับเครดิต                 แนวโน้มอันดับเครดิต / เครดิตพินิจ
09 เม.ย. 64A-Stable
04 เม.ย. 62AStable
30 ม.ค. 58A-Stable
24 ม.ค. 57BBB+Positive
26 ก.พ. 56BBB+Stable
21 ม.ค. 54BBBStable
09 มิ.ย. 52BBB+Negative
23 ก.ค. 50BBB+Stable
16 ก.พ. 50A-Alert Negative
07 ก.ย. 47A-Stable

คงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันของ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ (CK) ที่ระดับ “A-” ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่”

อันดับเครดิตสะท้อนถึงสถานะของบริษัทในการเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างชั้นนำในประเทศไทยซึ่งมีความสามารถในการรับงานโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่และมีความซับซ้อน รวมถึงมูลค่างานในมือจำนวนมาก นอกจากนี้ อันดับเครดิตยังสะท้อนถึงความยืดหยุ่นทางการเงินที่เกิดจากการลงทุนเชิงกลยุทธ์ของบริษัท อย่างไรก็ตาม จุดแข็งดังกล่าวถูกลดทอนลงบางส่วนจากภาระหนี้ที่อยู่ในระดับปานกลางและอัตรากำไรที่ค่อนข้างน้อยและผันผวนในธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง

ประเด็นสำคัญที่กำหนดอันดับเครดิต

มีสถานะเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างชั้นนำของประเทศ

บริษัทเป็นหนึ่งในผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ที่สุด 3 อันดับแรกที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อพิจารณาจากรายได้และขนาดสินทรัพย์ บริษัทมีความเชี่ยวชาญในงานก่อสร้างที่หลากหลายครอบคลุมงานก่อสร้างทั่วไป ไปจนถึงงานก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนสูง เช่น งานโครงการระบบขนส่งมวลชนใต้ดินและโรงไฟฟ้าพลังน้ำ นอกจากนี้ บริษัทยังลงทุนในโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการ ซึ่งช่วยให้บริษัทได้รับสัญญาก่อสร้างและสร้างรายได้ประจำในระยะยาวในฐานะผู้ถือหุ้นหรือผู้รับสัมปทานในโครงการ

จากผลงานที่ผ่านมาและฐานทุนขนาดใหญ่ของบริษัทช่วยให้บริษัทสามารถดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านได้ จุดแข็งดังกล่าวสะท้อนจากงานในมือจำนวนมากและความสำเร็จในการได้รับงานโครงการโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง ด้วยความเชี่ยวชาญด้านการบริหารงานก่อสร้าง โครงการส่วนใหญ่จึงแล้วเสร็จตามกำหนดเวลา และสามารถควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพตามแผนที่วางไว้

งานรับเหมาก่อสร้างในมือจำนวนมากจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของรายได้ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า

ณ สิ้นปี 2568 บริษัทมีมูลค่างานในมือสูงถึง 1.7 แสนล้านบาท โดยโครงการหลัก ได้แก่ โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มฝั่งตะวันตก มูลค่า 8.9 หมื่นล้านบาท โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบาง มูลค่า 5.1 หมื่นล้านบาท โครงการก่อสร้างทางรถไฟสายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ สัญญาที่ 2 และ 3 มูลค่า 1.1 หมื่นล้านบาท และโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง (ส่วนต่อขยายฝั่งใต้) สัญญาที่ 1 และ 2  มูลค่า 8 พันล้านบาท ซึ่งทั้ง 4 โครงการนี้คาดว่าจะสร้างรายได้รับเหมาก่อสร้างประมาณ 2.9-3.2 หมื่นล้านบาทต่อปีในช่วง 3 ปีข้างหน้า

เมื่อมองไปข้างหน้า โครงการที่บริษัทคาดว่าจะได้รับการเซ็นสัญญางานก่อสร้างในปี 2569 ประกอบด้วย โครงการทางด่วนยกระดับชั้นที่ 2 มูลค่า 3.5 หมื่นล้านบาท โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง (ส่วนต่อขยายฝั่งใต้) สำหรับงานระบบและซ่อมบำรุง มูลค่า 3.0 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ บริษัทยังคาดว่าจะได้รับงานก่อสร้างใหม่อีกอย่างน้อยปีละ 1.5 หมื่นล้านบาท โดยได้แรงหนุนจากการเร่งรัดการประมูลงานและการเซ็นสัญญางานก่อสร้างในโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของภาครัฐ เช่น งานก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง งานรถไฟทางคู่ งานทางด่วน และงานขยายสนามบิน เป็นต้น รายได้จากโครงการที่คาดว่าจะเกิดขึ้นดังกล่าว เมื่อรวมกับมูลค่างานก่อสร้างในมือในปัจจุบัน คาดว่าจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของรายได้ 7%-8% ในอีก 3 ปีข้างหน้า

ภายใต้ประมาณการพื้นฐานของทริสเรทติ้ง รายได้ของบริษัทคาดว่าจะอยู่ที่ 4.5 หมื่นล้านบาทในปี 2569 และจะเพิ่มขึ้นเป็น 4.9 หมื่นล้านบาทในปี 2570 และ 5.2 หมื่นล้านบาทในปี 2571 โดยมูลค่างานในมือของบริษัทจะช่วยรักษาระดับรายได้ที่ประมาณ 85% ของประมาณการรายได้ในปี 2569 65% ในปี 2570 และ 55% ในปี 2571 นอกจากนี้ จากสมมติฐานกรณีพื้นฐาน คาดว่าบริษัทจะได้งานโครงการทางด่วนยกระดับชั้นที่ 2 ในปี 2569 งานโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง (ส่วนต่อขยายฝั่งใต้) สำหรับงานระบบและซ่อมบำรุงในปี 2570 และได้งานรับเหมาก่อสร้างใหม่มูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาทต่อปีในช่วง 3 ปีข้างหน้าอีกด้วย เนื่องจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทริสเรทติ้งยังคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทจะยังคงอยู่ในช่วง 7.5%-8.0% ขณะที่ EBITDA Margin คาดว่าจะอยู่ในช่วง 8%-10% ดังนั้น EBITDA ต่อปีของบริษัทคาดว่าจะอยู่ในช่วง 4.0-4.5 พันล้านบาทในช่วงปี 2569-2571

การลงทุนเชิงกลยุทธ์ในธุรกิจสาธารณูปโภคช่วยเพิ่มเสถียรภาพของรายได้และความยืดหยุ่นทางการเงิน

การลงทุนเชิงกลยุทธ์ของบริษัทในธุรกิจสาธารณูปโภคต่าง ๆ ช่วยสร้างโอกาสให้บริษัททั้งงานก่อสร้างและแหล่งรายได้ประจำ ณ สิ้นปี 2568 บริษัทถือหุ้นใน บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM) ที่สัดส่วน 43% บริษัท ซีเคพาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) (CKP) 30% และ บริษัท ทีทีดับบลิว จำกัด (มหาชน) (TTW) 19% โดย BEM ประกอบกิจการทางด่วนและรถไฟฟ้าภายใต้สัญญาสัมปทานระยะยาว ในขณะที่ TTW และ CKP มีรายได้ที่ค่อนข้างสม่ำเสมอจากการดำเนินงานโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานซึ่งอยู่ภายใต้สัญญาซื้อขายระยะยาว รายได้จากงานรับเหมาก่อสร้างส่วนใหญ่ของบริษัทมาจากโครงการที่เกี่ยวข้องกับบริษัทในเครือ ซึ่งช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างได้บางส่วน อีกทั้งยังช่วยสร้างรายได้ประจำและเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินให้แก่บริษัทด้วย

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ส่วนแบ่งกำไรและเงินปันผลจากการลงทุนเหล่านี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 ส่วนแบ่งกำไรอยู่ที่ 2.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 1.9 พันล้านบาทในปี 2567 ในขณะที่รายได้จากเงินปันผลเพิ่มขึ้นเป็น 1.5 พันล้านบาทในปี 2568 จาก 1.4 พันล้านบาทในปีก่อนหน้า เมื่อมองไปข้างหน้า ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทในเครือคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.8-1.9 พันล้านบาท ในขณะที่เงินปันผลคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.6-1.8 พันล้านบาทต่อปีในช่วง 3 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ การลงทุนดังกล่าวยังช่วยให้บริษัทมีความยืดหยุ่นทางการเงินจากการอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดย ณ สิ้นปี 2568 เงินลงทุนเหล่านี้มีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 4.8 หมื่นล้านบาท

ภาระหนี้ปรับตัวดีขึ้น แต่ยังคงอยู่ในระดับสูง

ภาระหนี้ของบริษัทปรับตัวดีขึ้น แม้ว่าจะยังคงสูงกว่าบริษัทรับเหมาก่อสร้างทั่วไป เนื่องจากโครงสร้างทางธุรกิจของบริษัทที่เป็นทั้งผู้รับเหมาก่อสร้างและผู้ประกอบธุรกิจลงทุน ณ สิ้นปี 2568 ภาระหนี้ทั้งหมดของบริษัทอยู่ที่ 4.8 หมื่นล้านบาท ลดลงจาก 5.4 หมื่นล้านบาทในปี 2567 การลดลงของภาระหนี้เกิดจากรายได้ค่าก่อสร้างรับล่วงหน้าจากเจ้าของโครงการซึ่งเพิ่มขึ้น 5.8 พันล้านบาทเมื่อเทียบกับปี 2567 และได้รับเงินประมาณ 2.8 พันล้านบาทจากการขายหุ้น 10% ในโครงการเขื่อนหลวงพระบางให้กับ TTW ทำให้อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนของบริษัทลดลงเหลือ 58% ในปี 2568 จาก 63% ในปี 2567 ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA ปรับตัวดีขึ้นเป็น 8.5 เท่า จาก 12.5 เท่าในปีก่อนหน้า

เมื่อมองไปข้างหน้า อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนของบริษัทคาดว่าจะทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 55%-60% และอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 9-10 เท่าในช่วง 3 ปีข้างหน้า แม้ว่าบริษัทจะได้รับเงินต้นคืนจำนวน 4.2 พันล้านบาทจาก บริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 แล้วก็ตาม แต่คาดว่าระดับหนี้โดยรวมของบริษัทจะยังคงอยู่ในระดับสูง เนื่องจากบริษัทจะยังคงมีความต้องการเงินทุนหมุนเวียนจำนวนมากสำหรับโครงการขนาดใหญ่ที่กำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งอาจส่งผลให้ภาระหนี้ของบริษัทเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ บริษัทยังมีความจำเป็นต้องลงทุนเพิ่มอีก 2.5 พันล้านบาทในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบางในช่วง 3-4 ปีข้างหน้า (รวมส่วนเงินลงทุนของ TTW ที่ต้องเพิ่มในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบางที่บริษัทได้รับล่วงหน้าจาก TTW แล้ว)

ข้อกำหนดทางการเงินที่สำคัญตามเงื่อนไขทางการเงินของหุ้นกู้ กำหนดให้บริษัทจะต้องดำรงอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นไม่ให้เกินกว่า 3 เท่า ทั้งนี้ บริษัทมีอัตราส่วนดังกล่าว ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 1.3 เท่า จากช่วงห่างจากข้อกำหนดทางการเงินที่เพียงพอ ทริสเรทติ้งเชื่อว่าบริษัทจะยังคงปฏิบัติตามเงื่อนไขทางการเงินได้ในช่วง 12-18 เดือนข้างหน้า

มีสภาพคล่องที่เพียงพอ

สภาพคล่องของบริษัทถือว่าอยู่ในระดับที่เพียงพอในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 บริษัทมีภาระหนี้ที่จะครบกำหนดชำระในอีก 12 เดือนข้างหน้าจำนวน 1.24 หมื่นล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยหุ้นกู้จำนวน 7.3 พันล้านบาท และเงินกู้จากสถาบันการเงินจำนวน 5.1 พันล้านบาท อีกทั้งคาดว่าบริษัทจะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 2.3-2.5 พันล้านบาทเพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายการลงทุน เงินปันผลจ่ายและเงินลงทุนในบริษัทในเครือ ขณะที่แหล่งเงินทุนของบริษัทมีอยู่ประมาณ 1.9 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วยเงินสดจำนวน 9.8 พันล้านบาทและวงเงินสินเชื่อที่ยังไม่ได้เบิกใช้อีกจำนวน 9.2 พันล้านบาท ทริสเรทติ้งประมาณการว่าบริษัทจะมีเงินทุนจากการดำเนินงานในช่วง 12 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ประมาณ 2.0 พันล้านบาท ในขณะที่หนี้หุ้นกู้ที่จะครบกำหนดไถ่ถอนส่วนใหญ่นั้นบริษัทมักชำระคืนด้วยการออกหุ้นกู้ชุดใหม่ นอกจากนี้ บริษัทยังมีความยืดหยุ่นทางการเงินในการขายหุ้นบางส่วนใน BEM CKP หรือ TTW หากจำเป็น อย่างไรก็ตาม บริษัทจะยังคงการถือหุ้นในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญในบริษัททั้ง 3 แห่งนี้ต่อไป

โครงสร้างหนี้

ณ เดือนธันวาคม 2568 หนี้สินรวมของบริษัทซึ่งไม่นับรวมหนี้สินตามสัญญาเช่ามีจำนวน 4.8 หมื่นล้านบาท โดยในจำนวนนี้เป็นหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนจำนวน 3.9 พันล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยหนี้เงินกู้ที่มีหลักประกันของบริษัทและหนี้เงินกู้ทั้งหมดที่ดำเนินการโดยบริษัทย่อยต่าง ๆ ทำให้อัตราส่วนหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนต่อหนี้สินรวมของบริษัทอยู่ที่ระดับ 8%

สมมติฐานกรณีพื้นฐาน

  • รายได้ของบริษัทจะอยู่ที่ประมาณ 4.5 หมื่นล้านบาทในปี 2569 4.9 หมื่นล้านบาทในปี 2570 และ 5.2 หมื่นล้านบาทในปี 2571
  • EBITDA Margin จะคงอยู่ที่ประมาณ 8%-10%
  • ดอกเบี้ยจากเงินสนับสนุนให้กู้ยืมประมาณ 4.3 พันล้านบาทในโครงการไซยะบุรีจะได้รับชำระคืนในช่วงปี 2569-2572
  • เงินลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบางจะอยู่ที่ประมาณ 2.5 พันล้านบาทในช่วง 3 ปีข้างหน้า
  • จะไม่มีการลงทุนขนาดใหญ่หรือการสนับสนุนทางการเงินจำนวนมากแก่บริษัทที่เกี่ยวข้อง

แนวโน้มอันดับเครดิต

แนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” สะท้อนถึงความคาดหมายของทริสเรทติ้งว่าบริษัทจะยังคงรักษาความสามารถในการแข่งขันที่อยู่ในระดับสูงในธุรกิจรับเหมาก่อสร้างเอาไว้ได้ต่อไปและจะสามารถรักษาผลการดำเนินได้ตามที่ทริสเรทติ้งประมาณการไว้ ในขณะเดียวกัน ทริสเรทติ้งยังคาดว่าบริษัทจะรักษา EBITDA Margin ให้อยู่ในช่วง 8%-10% และอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 10 เท่าในช่วง 3 ปีข้างหน้า

ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง

การปรับเพิ่มอันดับเครดิตจะขึ้นอยู่กับการที่บริษัทสามารถสร้างผลกำไรได้อย่างแข็งแกร่งกว่าที่ทริสเรทติ้งประมาณการไว้ และลดระดับภาระหนี้ของบริษัทลงจนทำให้อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA อยู่ที่ระดับต่ำกว่า 8 เท่าเป็นระยะเวลาที่ต่อเนื่อง

ในขณะที่ปัจจัยที่จะส่งผลกดดันต่ออันดับเครดิตอาจเกิดจากการที่บริษัทมีต้นทุนก่อสร้างที่สูงกว่าประมาณการอย่างมีนัยสำคัญในโครงการหลัก หรือการให้การสนับสนุนทางการเงินแก่บริษัทในเครือในระดับสูงและไม่คาดคิด ซึ่งส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA เพิ่มขึ้นเกินกว่า 13 เท่าเป็นระยะเวลาที่ต่อเนื่อง

ข้อมูลงบการเงินและอัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญ*

  หน่วย: ล้านบาท

      ------------------------ ณ วันที่ 31 ธันวาคม -----------------------
 25682567 256625652564
รายได้จากการดำเนินงานรวม44,68037,86636,88318,44712,938
กำไรก่อนดอกเบี้ยจ่ายและภาษี 4,7543,6903,4752,3371,942
กำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย 4,6393,6493,9252,0392,129
เงินทุนจากการดำเนินงาน 2,4031,4961,995599695
ดอกเบี้ยจ่ายที่ปรับปรุงแล้ว 2,1172,0361,8461,4181,394
เงินลงทุน407443897388814
สินทรัพย์รวม117,075113,10296,74585,15183,421
หนี้สินทางการเงินที่ปรับปรุงแล้ว39,41445,57449,05640,32337,502
ส่วนของผู้ถือหุ้นที่ปรับปรุงแล้ว28,69126,47926,00824,46626,108
อัตราส่วนทางการเงินที่ปรับปรุงแล้ว      
อัตรากำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (%)10.49.610.611.116.5
อัตราส่วนผลตอบแทนต่อเงินทุนถาวร (%)5.94.54.53.32.8
อัตราส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายต่อดอกเบี้ยจ่าย (เท่า)2.21.82.11.41.5
อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (เท่า) 8.512.512.519.817.6
อัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อหนี้สินทางการเงิน (%)6.13.34.11.51.9
อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุน (%)57.963.365.462.259.0

*   งบการเงินรวม

เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตที่เกี่ยวข้อง

- เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตธุรกิจทั่วไป, 29 ธันวาคม 2568

- อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญและการปรับปรุงตัวเลขทางการเงินสำหรับธุรกิจทั่วไป, 7 พฤศจิกายน 2568

- เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตตราสารหนี้, 26 ธันวาคม 2567

บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) (CK)

อันดับเครดิตองค์กร:A-
อันดับเครดิตตราสารหนี้: 
CK265A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 800 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2569A-
CK265B: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 3,800 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2569A-
CK267A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,700 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2569A-
CK274A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,376 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2570A-
CK275B: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2570A-
CK283A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 800 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2571A-
CK284A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2571A-
CK285A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,700 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2571A-
CK285B: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2571A-
CK294A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 557 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2572A-
CK295B: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 900 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2572A-
CK304A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,550 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2573A-
CK305A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2573A-
CK308A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2573A-
CK314A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 204 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2574A-
CK315A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2574A-
CK324A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 450 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2575A-
CK325A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2575A-
CK335A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 3,200 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2576A-
CK344A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,345 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2577A-
CK354A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2578A-
แนวโน้มอันดับเครดิต:Stable

อันดับเครดิตในอดีต  

วันที่ทบทวนล่าสุด: 01 เมษายน 2568

วันที่อันดับเครดิต                 แนวโน้มอันดับเครดิต / เครดิตพินิจ
09 เม.ย. 64A-Stable
04 เม.ย. 62AStable
30 ม.ค. 58A-Stable
24 ม.ค. 57BBB+Positive
26 ก.พ. 56BBB+Stable
21 ม.ค. 54BBBStable
09 มิ.ย. 52BBB+Negative
23 ก.ค. 50BBB+Stable
16 ก.พ. 50A-Alert Negative
07 ก.ย. 47A-Stable

ข่าวที่เกี่ยวข้อง