รีเซต

หวั่นเกิด"สงคราม" สภาสูงเร่งคุมอำนาจ "ทรัมป์" หลังสั่งกองทัพสหรัฐฯบุก "เวเนซุเอลา" จับกุม "มาดูโร" ยึดน้ำมัน

หวั่นเกิด"สงคราม" สภาสูงเร่งคุมอำนาจ "ทรัมป์" หลังสั่งกองทัพสหรัฐฯบุก "เวเนซุเอลา" จับกุม "มาดูโร" ยึดน้ำมัน
TNN ช่อง16
9 มกราคม 2569 ( 10:48 )
8

สภาสูงสหรัฐฯ เร่งลงมติ ออกกฎคุมอำนาจ "ทรัมป์" หวั่นเกิดสงคราม หลังเหตุกองทัพสหรัฐฯบุก "เวเนซุเอลา"


วุฒิสภาสหรัฐฯ ผลักดันร่างมติเพื่อจำกัดอำนาจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ไม่ให้เคลื่อนไหวทางทหารต่อเวเนซุเอลาไปมากกว่านี้ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (8 มกราคม 2569) โดยความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วัน หลังรัฐบาลทรัมป์เปิดฉากโจมตีเวเนซุเอลาครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา โดยมีการใช้กำลังบุกเข้าควบคุมตัวนิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีแห่งเวเนซุเอลา พร้อมด้วยภรรยา ก่อนจะนำตัวไปคุมขังที่นครนิวยอร์ก ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้เรียกเสียงประณามและสร้างความกังวลใจไปทั่วโลก ขณะที่เวเนซุเอลาอยู่ในฐานะที่อุดมไปด้วยน้ำมันมากที่สุดในโลก


สำหรับผลการลงคะแนนในสภา ปรากฏว่าเสียงข้างมาก 52 ต่อ 47 เสียงเห็นชอบกับมาตรการนี้ โดยมีวุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกัน 5 รายที่ตัดสินใจลงคะแนนสนับสนุนร่วมกับสมาชิกพรรคเดโมแครตทุกคน และคาดว่าวุฒิสภาจะลงมติรับรองร่างมติดังกล่าวอย่างเป็นทางการในสัปดาห์หน้า


สาระสำคัญของมาตรการนี้ระบุให้ มีการถอนกองกำลังสหรัฐฯ ออกจากการสู้รบ ทั้งที่เกิดขึ้นภายในหรือเป็นการกระทำต่อเวเนซุเอลา หากการกระทำนั้นไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส


ทิม เคน สว. พรรคเดโมแครตจากรัฐเวอร์จิเนีย เป็นผู้เสนอร่างมตินี้ตั้งแต่เดือนก่อน หลังมีรายงานว่ารัฐบาลทรัมป์ได้สังหารบุคคล 2 รายที่รอดชีวิตจากเหตุลอบโจมตีเรือของสหรัฐฯ ในแถบทะเลแคริบเบียนเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 โดยกฎหมายฉบับนี้มีผู้ร่วมสนับสนุนทั้งแรนด์ พอล สว. รีพับลิกัน, ชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภา และอดัม ชิฟฟ์ สว. พรรคเดโมแครต


เคน ยังได้ย้ำเตือนถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจและมนุษยธรรม โดยระบุว่าสัญญาณจากทำเนียบขาวบ่งชี้ถึงความตั้งใจที่จะเข้ายึดครองและแทรกแซงเวเนซุเอลาในระยะยาว เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เพียงแค่การบังคับใช้กฎหมายตามหมายจับ แต่มันคือการเข้าแทรกแซงทางทหารเต็มรูปแบบ ซึ่งจะส่งผลผูกพันต่อภาษีของประชาชนและเสถียรภาพของภูมิภาคไปอีกหลายปี 


รัฐบาลสหรัฐฯส่งสัญญาณชัดเจนว่า เรื่องนี้จะไม่จบลงในไม่กี่วันหรือกี่สัปดาห์ แต่น่าจะเป็นการเข้ายึดครองและแทรกแซงประเทศนี้ไปอีกนานหลายปี เคนกล่าวกลางที่ประชุมวุฒิสภาเมื่อวันพุธ (7 มกราคม 2569) และยังระบุถึงกรณีที่สหรัฐฯ ส่งกำลังบุกชิงตัวมาดูโรว่า เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการมีหมายจับ แต่มันคือเรื่องที่ใหญ่โตกว่านั้นมาก


ด้านแรนด์ พอล สว. สายเสรีนิยมจากรีพับลิกันเพียงหนึ่งเดียวที่ร่วมหนุนร่างมตินี้ กล่าวเมื่อวันอังคาร (6 มกราคม 2569) ระบุว่า การทิ้งระเบิดใส่เมืองหลวงและการโค่นล้มประมุขแห่งรัฐ คือคำนิยามของสงคราม ซึ่งอำนาจในการประกาศสงครามนั้นเป็นของสภาคองเกรสตามกฎหมาย


อย่างไรก็ตาม สมาชิกสภานิติบัญญัติจากพรรครีพับลิกันอีกหลายคนยังคงออกมาปกป้องการใช้กำลังทหารของรัฐบาลทรัมป์ โดยอ้างว่าการโจมตีทางเรือและการบุกจับกุมมาดูโรนั้น เป็นสิ่งที่ประธานาธิบดีสามารถทำได้ตามอำนาจรัฐธรรมนูญ แม้ว่าทางทำเนียบขาวจะไม่ได้แจ้งให้สภาคองเกรสทราบล่วงหน้าหรือขออนุมัติก่อนก็ตาม


ทั้งนี้ ในช่วงปีที่ผ่านมา สว. พรรคเดโมแครตเคยพยายามผลักดันร่างมติในลักษณะเดียวกันนี้มาแล้ว 2 ครั้ง แต่ประสบความล้มเหลว ดังนั้นรอบนี้จึงนับเป็นความพยายามครั้งที่ 3 ในรอบหนึ่งปี ที่ฝ่ายนิติบัญญัติพยายามคานอำนาจประธานาธิบดีทรัมป์ แต่ในครั้งนี้มีน้ำหนักมากกว่าครั้งก่อนๆ เนื่องจากสถานการณ์ในเวเนซุเอลาได้ข้ามผ่านเส้นแบ่งจากการกดดันทางการฑูตระหว่างประเทศไปสู่การเผชิญหน้าทางทหารโดยตรง ซึ่งนักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตาดูว่า สภาคองเกรสจะสามารถหยุดยั้ง นโยบายต่างประเทศที่สุดโต่งนี้ได้หรือไม่ ก่อนที่ความเสียหายทางเศรษฐกิจจะแผ่ขยายวงกว้างไปมากกว่านี้


เวเนซุเอลาเป็นประเทศที่มีปริมาณน้ำมันดิบสำรองมากที่สุดในโลก ทำให้ปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของการเมืองภายใน แต่เป็นประเด็นความมั่นคงทางพลังงานระดับโลก นักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินชั้นนำ ระบุว่า การบุกจับกุมประธานาธิบดีมาดูโรและนำตัวไปคุมขังที่นครนิวยอร์ก ได้สร้างสภาวะสูญญากาศทางการเมืองในคารากัส ซึ่งเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของการผลิตน้ำมันดิบ และอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลก (Brent และ WTI) ปรับตัวสูงขึ้นจากความกังวลด้านอุปทาน

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง