รีเซต

ชิป "AI" ดูดสต็อกโลก ราคาพุ่ง คนซื้อไอทีจ่ายแพงขึ้น

ชิป "AI" ดูดสต็อกโลก ราคาพุ่ง คนซื้อไอทีจ่ายแพงขึ้น
TNN ช่อง16
23 มกราคม 2569 ( 17:37 )

ท่ามกลางการขาดแคลนและราคาชิปหน่วยความจำ ที่พุ่งสูงขึ้น แบรนด์สมาร์ตโฟนจีน กลายเป็นหนึ่งในกลุ่มที่เผชิญกับความท้าทายนี้ มากที่สุด โดย Xiaomi ได้ปรับลดคาดการณ์ยอดส่งมอบปี 2026 มากกว่าร้อยละ 20 รวมถึง OPPO, Transsion และ vivo ต่างก็ปรับลดเป้าหมายการส่งมอบในปีนี้เช่นกัน

เซาต์ ไชน่า มอร์นิ่ง โพสต์ รายงานว่า Xiaomi ได้ปรับลดแนวทางการสั่งซื้อกับซัพพลายเออร์ราว 10-70 ล้านเครื่อง จากเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้เมื่อไตรมาส 4 ปีก่อน อยู่ที่ 180 ล้านเครื่อง โดยอ้างอิงแหล่งข่าวในห่วงโซ่อุปทาน

ส่วน Transsion ซึ่งเป็นผู้ผลิตมือถือราคาประหยัดจากเซินเจิ้น ก็ได้ปรับลดเป้าส่งมอบราว 30-45 ล้านเครื่อง จากประมาณการเดิมอยู่ที่ราว 115 ล้านเครื่อง 

ขณะที่ สื่อเว็บไซต์จีน Jiemian รายงานว่า OPPO ได้ปรับลดเป้าส่งมอบปี 2026 มากกว่าร้อยละ 20 ส่วน vivo ลดลงไปเกือบร้อยละ 15 โดยการปรับลดในครั้งนี้ กระจุกตัวอยู่ในมือถือรุ่นระดับกลาง-ล่าง 

แต่ไม่ใช่ทุกแบรนด์ที่จะถอยทัพท่ามกลางแรงกดดันด้านต้นทุน อย่าง Huawei รายงานข่าวระบุว่า ได้รับผลกระทบ จากปัญหาดังกล่าวน้อยกว่าคู่แข่ง เนื่องจากพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศที่เชื่อมโยงกับผู้ผลิตหน่วยความจำรายใหญ่ของจีน และ Huawei กำลังพิจารณาภายใน ถึงความเป็นไปได้ในการปรับลดราคาสมาร์ตโฟน ในซีรีส์ Pura, Nova และ Enjoy เพื่อเร่งขยายส่วนแบ่งตลาด เช่นเดียวกับแบรนด์ระดับบน อย่าง Apple และ Samsung ก็ยังไม่ได้รับแรงกดดันจากสถานการณ์ดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามไปยังแหล่งข่าวผู้ผลิตหน่วยความจำรายใหญ่ ระบุว่า คำสั่งซื้อจากผู้ผลิตสมาร์ตโฟนโดยรวมยังใกล้เคียงกับระดับของปีที่แล้ว ซึ่งลดลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น 

ภายใต้สถานการณ์เดียวกัน รายงานจากรอยเตอร์ ระบุว่า ความต้องการทั่วโลกในกลุ่มสมาร์ตโฟน คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (พีซี) และเครื่องเล่นเกม มีแนวชะลอตัวในปี 2026 หลังต้นทุนชิปหน่วยความจำปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนผู้ผลิตจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาสินค้าเพื่อชดเชยกับต้นทุน และอาจส่งผลต่อแรงซื้อของผู้บริโภคให้เริ่มอ่อนแรงอย่างมีนัยสำคัญ

ซึ่งต้นตอของปัญหานี้ เกิดจากการเร่งลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี เช่น OpenAI, Google ของ Alphabet และ Microsoft ที่ต้องใช้ชิปหน่วยความจำปริมาณมหาศาลสำหรับดาตาเซ็นเตอร์ ส่งผลให้กำลังการผลิตชิปส่วนใหญ่ถูกจัดสรรไปยังภาค เอไอ ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า แทนตลาดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคทั่วไป

นั่นทำให้ราคาชิปพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และแม้ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของโลกอย่าง Samsung, SK Hynix และ Micron จะเร่งการผลิตอย่างเต็มกำลัง แต่ก็ยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นได้ทัน 

นอกจากนี้ ผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้นก็กำลังส่งต่อไปยังตลาดผู้บริโภค บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลายราย เริ่มผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภค ผ่านการปรับขึ้นราคาสินค้า เพื่อชดเชยกับต้นทุนชิปหน่วยความจำที่พุ่งสูงอย่างรวดเร็ว รายที่เริ่มปรับราคาไปแล้ว เช่น Raspberry Pi ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก จากอังกฤษ และอีกรายคือ HP 

ด้าน ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ ให้ข้อมูลไว้ในงานแสดงเทคโนโลยี CES 2026 ในลาสเวกัส เมื่อต้นเดือนมกราคม ที่ผ่านมา บอกว่า การขาดแคลนชิปหน่วยความจำ จะทำให้ราคาสินค้าในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์สูงขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อสินค้าของบริษัทฯ เองด้วย

เมื่อปลายปีที่แล้ว เสียวหมี่ ก็ได้ส่งสัญญาณเตือนเกี่ยวกับราคาที่อาจเพิ่มขึ้น ส่วนความเคลื่อนไหวของ Lenovo Group เริ่มตุนชิปหน่วยความจำเพื่อเตรียมรับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้น 

สถานการณ์ดังกล่าว ทำให้เห็นถึงแนวโน้มความต้องการชะลอตัว โดยคาดการณ์ว่า ตลาดสมาร์ตโฟน, พีซี และเครื่องเล่นเกม ในปี 2026 จะหดตัว หลังปีที่ผ่านมาเติบโตได้ดี

อย่างกลุ่ม สมาร์ตโฟน บริษัทวิจัย IDC และ Counterpoint ประเมินตรงกันว่า ยอดขายสมาร์ตโฟนทั่วโลกปีนี้ (2026) มีแนวโน้มหดตัวอย่างน้อยร้อยละ 2 ซึ่งเป็นการเปลี่ยนทิศทางมุมมองจากเชิงบวกก่อนหน้านี้ มาเป็นหดตัวและจะเป็นยอดส่งมอบแบบรายปีที่ลดลงเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ปี 2023 จากปีที่แล้ว (2025) ตลาดสมาร์ตโฟนทั่วโลกเติบโตราวร้อยละ 3.3 

ส่วนกลุ่มคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ทาง IDC คาดว่าปีนี้ จะหดตัวอย่างน้อยร้อยละ 4.9 หลังจากปีที่แล้วขยายตัวสูงถึงร้อยละ 8.1 

ตลาดเครื่องเล่นเกม ก็เผชิญกับแรงกดดันในทิศทางเดียวกัน ซึ่ง TrendForce บริษัทวิจัยตลาดจากไต้หวัน ประเมินว่ายอดขายเครื่องเล่นเกมในปี 2026 จะลดลงร้อยละ 4.4 หลังจากปีที่แล้ว เติบโตประมาณร้อยละ 5.8 ทั้งระบุว่า Dell  และ Lenovo มีแผนปรับขึ้นราคาสินค้าสูงสุดถึงร้อยละ 20 ตั้งแต่ต้นปี 2026

รอยเตอร์ส รายงานด้วยว่า แม้หลายบริษัทจะเริ่มปรับขึ้นราคาไปแล้ว แต่ผู้เล่นรายใหญ่อย่าง Apple และ Dell กำลังเผชิญทางเลือกที่ลำบาก ระหว่างการแบกรับต้นทุนเพื่อรักษาอัตรากำไร หรือผลักภาระไปยังผู้บริโภค ซึ่งอาจกระทบต่ออุปสงค์ในตลาด

Jacob Bourne นักวิเคราะห์จาก Emarketer ให้ความเห็นว่า ผู้ผลิตอาจดูดซับต้นทุนบางส่วนไว้เอง แต่ด้วยขนาดของปัญหาการขาดแคลนครั้งนี้ มันแทบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ราคาจะสะท้อนไปยังผู้บริโภค และจะทำให้ยอดขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ สำหรับผู้บริโภคปีนี้ซบเซา ซึ่งท้าทายอย่างมากสำหรับบริษัทที่ต้องทำตลาดท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อโดยรวม 

แรงกดดันดังกล่าว ยังมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นด้วย จากคาดการณ์ที่ว่า การปรับขึ้นราคาอาจจะลากยาวไปจนถึงปี 2027 โดย Counterpoint ประเมินว่า ราคาชิปหน่วยความจำจะพุ่งขึ้นอีกราวร้อยละ 40-50 ในไตรมาสแรกของปีนี้ หลังจากพุ่งขึ้นไปร้อยละ 50 เมื่อปีที่แล้ว 

ด้าน Tobey Gonnerman ประธานบริษัทผู้จัดจำหน่ายเซมิคอนดักเตอร์ Fusion Worldwide กล่าวว่า ตลอดสองไตรมาสที่ผ่านมา ได้เห็นเงินเฟ้อด้านราคาสูงถึง 1,000% ในสินค้าบางประเภทแล้ว และราคายังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ผู้บริโภคควรเตรียมใจว่าจะต้องจ่ายแพงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในอนาคตอันใกล่นี้ สำหรับ แล็ปท็อป โทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์สวมใส่ และเครื่องเล่นเกม

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง