FETCO ส่งการบ้านรัฐพัฒนาตลาดทุน 4 แสนล.ดันเปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน

#FETCO #ทันหุ้น – FETCO เผยเศรษฐกิจไทยกำลังชะลอตัวจากปัจจัยภายนอก ภาครัฐควรพิจารณาการใช้เงินให้รอบคอบเพื่อลดการพึ่งพาต่างประเทศในระยะยาว โดยเฉพาะการเปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน ขณะเดียวกันได้จัดทำเอกสารข้อเสนอ เพื่อมอบให้รัฐบาลในช่วงกลางเดือนมิถุนายนในการพัฒนาตลาดทุนไทย ส่วนกลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้ควรใช้เงินเย็นลงทุนตามความเสี่ยงที่รับได้ และทยอยขายเอาต้นทุนคืนให้เหลือแต่กำไรไว้ เพื่อลดแรงกระแทกจากความผันผวน
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย หรือ FETCO เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับปัญหาการชะลอตัวจากปัจจัยภายนอก โดยภาคการท่องเที่ยวจะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและค่าตั๋วเครื่องบินที่แพงขึ้น 50-70% ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งและเงินเฟ้อพุ่งสูง ประชาชนต้องระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ทั้งนี้รัฐบาลได้อนุมัติ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท มองว่าเป็นเหมือนเงินเก็บก้อนสุดท้ายก่อนที่จะเข้าใกล้ขีดจำกัดของเพดานหนี้
โดยแนะนำว่าไม่ควรนำเงินก้อนนี้ไปใช้เพียงเพื่อตรึงราคาน้ำมัน เพราะเป็นการใช้เงินแล้วหมดไป และถ้าหากเงินหมดแต่สงครามยังไม่จบหรือราคาน้ำมันโลกยังไม่ลดลง จะเกิดภาวะเงินเฟ้อช็อกตามมาทันที ซึ่งเสนอให้นำเงินก้อนนี้ไป "เปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน" ของประเทศเพื่อให้พึ่งพาตนเองได้ เช่น โครงการ "คนละครึ่งโซลาร์เซลล์"
รวมถึงส่งเสริมให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์เซลล์ทั่วประเทศ ให้คุ้มทุนภายใน 5 ปี จะช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันโลกในระยะยาว หรือส่งเสริมอุตสาหกรรม EV เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีใหม่และลดการพึ่งพาน้ำมัน
*พัฒนาตลาดทุนไทย
ทางด้าน FETCO ได้มีมาตรการพัฒนาตลาดทุน โดยจัดทำเอกสารข้อเสนอ เพื่อมอบให้รัฐบาลในช่วงกลางเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นข้อเสนอหลักที่ไม่ว่ารัฐบาลหรือรัฐมนตรีคนใดจะมาบริหาร ควรใช้เป็นแนวทางเดียวกันเพื่อพัฒนาต่อเนื่อง รวมถึงส่งเสริมมาตรการส่งเสริมการลงทุน BOI to IPO โดยมุ่งหวังจะผลักดันให้ตลาดหุ้นไทยมีหุ้นกลุ่ม Digital และ AI เพิ่มขึ้นเป็น 15% ของตลาด เพื่อให้ทัดเทียมกับตลาดหุ้นเกาหลีหรือญี่ปุ่น โดยอาศัยจังหวะที่มีการลงทุนด้าน Data Center และ Semiconductor เข้ามาในไทย
ทั้งนี้ตลาดทุนไทยในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนมีนาคมมีความกังวลสูงและเกิดอาการตกใจจากสถานการณ์สงคราม แต่หลังจากมีการตกลงหยุดยิงในช่วงต้นเดือนเมษายน ตลาดเริ่มนิ่งขึ้นและกลับมาเป็นปกติมากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วง 2 เดือนก่อนหน้า กระแสเงินทุนไหลเข้า-ออกเริ่มกลับมาสมดุลในเดือนเมษายน
*ภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นตัวแปรหลัก
ขณะที่ยังมีความกังวลเรื่อง Sell in May ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีในตลาดทุน โดยสถานการณ์ในปัจจุบันยังไม่เห็นแรงเทขายออกมา แต่ปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นตัวแปรสำคัญที่อาจส่งผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุน หากสถานการณ์ความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้น จะเป็นตัวเร่งให้เกิดแรงขายทันที
อีกทั้งการพบกันของผู้นำมหาอำนาจอย่างทรัมป์และสีจิ้นผิงถูกมองว่าเป็นเพียงการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีผ่านสื่อ แต่ในความเป็นจริงยังมีประเด็นที่ตกลงกันไม่ได้อีกมาก เช่น เรื่องไต้หวัน, การซื้อน้ำมันจากอิหร่าน, สงครามเทคโนโลยี AI และชิป
*วางกลยุทธ์ลงทุน
ดังนั้นการบริหารจัดการพอร์ต ควรใช้เงินเย็นหรือเงินส่วนที่สามารถยอมรับความเสียหายได้เท่านั้นในการลงทุน หากมีกำไรในช่วงก่อนหน้า แนะนำให้ทยอยขายเพื่อเอาต้นทุนคืน และเหลือเพียงกำไรไว้ในพอร์ต เพื่อลดแรงกระแทกหากตลาดปรับตัวลดลงจริง โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังมีความน่าสนใจ ได้แก่ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และ AI ที่ได้รับอานิสงส์จาก AI Boom ทั่วโลก ซึ่งสะท้อนผ่านตัวเลขส่งออกคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่เติบโตสูง
กลุ่มปิโตรเคมีและพลังงาน ที่ได้รับผลบวกจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้กำไรของบริษัทใหญ่ในกลุ่มนี้เพิ่มขึ้น, กลุ่มธนาคาร ยังคงมีผลกำไรที่ดีสม่ำเสมอแม้จะมีความผันผวน, กลุ่มอาหาร ได้รับความสนใจจากประเด็นความมั่นคงทางอาหารในช่วงสงคราม
ในส่วนกลุ่มที่น่ากังวลคือ กลุ่มการท่องเที่ยว เริ่มได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ทำให้ค่าตั๋วเครื่องบินแพงขึ้นและนักท่องเที่ยวเริ่มชะลอการเดินทาง, กลุ่มแฟชั่น ถูกสินค้าจากจีนเข้ามาตีตลาดอย่างหนัก, กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ มีกังวลเรื่องกำลังซื้อที่หายไป กลุ่มยานยนต์ กำลังเผชิญกับคู่แข่ง ที่เข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมเดิม
*ดัชนีความเชื่อมั่นทรงตัว
อย่างไรก็ดีผลสำรวจในเดือนเมษายน 2569 (สำรวจระหว่างวันที่ 20-30 เม.ย. 2569) พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน ในอีก 3 เดือนข้างหน้า (ก.ค. 2569) คงอยู่ในเกณฑ์ “ทรงตัว” ที่ระดับ 114.16 นักลงทุนมองว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด รองลงมาคือการไหลเข้าของเงินทุน และสัญญาณการคลี่คลายของสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ
ส่วนปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ รองลงมาคือสงครามการค้า และความกังวลต่อวินัยการคลัง โดยหมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ ส่วนหมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดแฟชั่น
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
