มองสภาฯ ผ่านวันอภิปรายฯ ประชาชนได้อะไรจาก 17 ชั่วโมงแรก

มองสภาฯ ผ่านวันอภิปราย ประชาชนได้อะไรจาก 17 ชั่วโมงแรก
การอภิปรายไม่ไว้วางใจคืออีกหนึ่งกลไกสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ที่เปิดพื้นที่ให้ฝ่ายนิติบัญญัติใช้อำนาจตรวจสอบฝ่ายบริหารอย่างตรงไปตรงมา ท่ามกลางสายตาของประชาชนทั้งประเทศ
ตลอดวันที่ 24 มีนาคม 2568 ซึ่งเป็นวันแรกของการประชุม ได้มีการอภิปรายต่อเนื่องยาวนานถึง 17 ชั่วโมง 45 นาที 48 วินาที โดยมีสาระครอบคลุมหลากหลายประเด็น ตั้งแต่เรื่องการใช้อำนาจ, ปัญหานโยบายพลังงาน, การจัดการปัญหายาเสพติด, จนถึงข้อสงสัยกรณีที่ดินและ “ตั๋ว PN” ซึ่งถูกใช้เป็นหลักฐานประกอบข้อกล่าวหาโดยฝ่ายค้าน
ถึงแม้เนื้อหาการอภิปรายจะหนักหน่วง แต่ในด้านหนึ่ง นี่คือโอกาสที่รัฐบาลได้แสดงออกอย่างชัดเจนถึงความพร้อมในการชี้แจงข้อมูล เปิดเผยข้อเท็จจริง และยืนหยัดอยู่บนหลักของความโปร่งใส
เวทีอภิปรายคือสนามพิสูจน์ของฝ่ายบริหาร
รัฐบาลภายใต้การนำของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร แสดงท่าทีชัดเจนตั้งแต่ต้นว่า “พร้อมถูกตรวจสอบ” โดยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ต่างลุกขึ้นตอบคำถามโดยไม่หลีกเลี่ยง พร้อมให้ข้อมูลสนับสนุนทุกประเด็น ซึ่งนับว่าเป็นภาพที่สื่อสารถึงประชาชนว่า รัฐบาลมีความมั่นใจในความถูกต้องของการบริหารงาน
ท่ามกลางการอภิปรายอันยาวนาน ท่าทีที่นิ่ง สงบ และใช้ข้อมูลตอบคำถาม ย่อมเป็นสัญญาณเชิงบวกที่ทำให้ประชาชนเห็นถึง “ความรับผิดชอบ” ที่รัฐบาลมีต่อประชาชน
วันที่สอง ใกล้จบ แต่สาระยังเข้มข้น
เข้าสู่วันที่ 25 มีนาคม ซึ่งเป็นวันที่สองของการอภิปราย ญัตติไม่ไว้วางใจ น.ส.แพทองธาร นายกรัฐมนตรี ยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง โดยมีกรอบเวลาชัดเจนว่า จะสิ้นสุดในเวลา 23.59 น. ของวันนี้
จากเวลาทั้งหมดที่กำหนดไว้ คงเหลือให้ฝ่ายค้านอีก 11 ชั่วโมง, ฝ่ายรัฐบาลรวมถึงคณะรัฐมนตรี 3 ชั่วโมง, และสำหรับประธานสภาอีก 1 ชั่วโมง
สิ่งที่น่าจับตาคือ ยังมีสมาชิกฝ่ายค้านหลายคนที่ยังไม่ขึ้นอภิปราย เช่น นายรังสิมันต์ โรม, น.ส.รักชนก ศรีนอก และ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ซึ่งล้วนเป็นนักการเมืองที่ประชาชนเฝ้ารอฟังข้อมูลจากพวกเขา
ขณะเดียวกัน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรค จะเป็นผู้สรุปภาพรวมของญัตติ ก่อนที่สภาผู้แทนราษฎรจะลงมติในเช้าวันที่ 26 มีนาคม เวลา 10.00 น.
ประชาชนได้อะไรจากกระบวนการนี้?
ในมุมของประชาชน การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของการเมืองภายในสภา แต่เป็นกระบวนการที่ให้ประโยชน์อย่างชัดเจนในหลายด้าน
- ข้อมูลรอบด้านเพื่อการตัดสินใจ ข้อมูลจากทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล ถูกนำเสนออย่างเปิดเผยให้ประชาชนได้พิจารณาและตัดสินใจด้วยตนเอง
- ภาพของรัฐบาลที่เปิดรับการตรวจสอบ การไม่ปิดกั้นการอภิปราย และการลุกขึ้นตอบข้อกล่าวหาอย่างมีเหตุมีผล แสดงถึงความพร้อมของรัฐบาลในการทำงานภายใต้หลักธรรมาภิบาล
- บทบาทของรัฐสภาที่ยังทำงานได้ แม้จะมีเสียงวิจารณ์เรื่องเกมการเมือง แต่สภายังเป็นพื้นที่ที่ทำหน้าที่อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะในฐานะผู้อภิปรายหรือผู้ตรวจสอบ
- ความเข้าใจในระบบประชาธิปไตยประชาชนสามารถเรียนรู้กระบวนการถ่วงดุลอำนาจ และมีส่วนร่วมในการเฝ้าติดตาม ทบทวน และประเมินผลงานของผู้มีอำนาจได้อย่างเป็นรูปธรรม
ลงมติ 26 มีนาคม ตัวเลขที่ต้องจับตา
หลังการอภิปรายสิ้นสุดในคืนนี้ สภาผู้แทนราษฎรจะทำการลงมติในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจในวันพรุ่งนี้ (26 มีนาคม) เวลา 10.00 น. โดยรัฐบาลจะต้องมีเสียงสนับสนุนอย่างน้อย 247 เสียงจากจำนวน ส.ส.ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ 493 คน เพื่อรักษาความเชื่อมั่นจากสภาไว้ได้
ขณะที่การลงมติเป็นเพียงปลายทางของกระบวนการนี้ สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือ “เนื้อหา” และ “ท่าที” ที่เกิดขึ้นระหว่างทาง ซึ่งรัฐบาลเองได้ใช้โอกาสนี้ยืนยันถึงเจตจำนงในการบริหารประเทศด้วยความโปร่งใสและตั้งใจรับฟัง
เวทีสภาคือเวทีของสังคม
สุดท้ายแล้ว การอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงการต่อสู้กันของสองฝ่ายในสภา แต่ควรถูกมองว่าเป็น “พื้นที่กลาง” ที่ประชาชนจะได้เห็นการเมืองไทยขยับเข้าสู่ยุคที่พูดด้วยเหตุผล ไม่ใช่แค่เสียงตะโกน
และหากรัฐบาลสามารถผ่านการลงมติไปได้ในวันพรุ่งนี้ ก็จะยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า รัฐบาลที่กล้ารับฟัง คือรัฐบาลที่ได้รับการยอมรับอย่างแท้จริงในระบอบประชาธิปไตย