KTB ประเมินค่าเงินบาทวันนี้

#ทันหุ้น - นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.28 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.43 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้นสู่โซนแนวรับ 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.23-32.45 บาทต่อดอลลาร์) หนุนโดยจังหวะอ่อนค่าลงบ้างของเงินดอลลาร์ และการปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องของราคาทองคำ (XAUUSD) ที่ปรับตัวขึ้นเหนือโซน 4,750 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง ซึ่งอาจเป็นการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาดก่อนรับรู้ปัจจัยสำคัญ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ในคืนวันอังคารนี้ (ตามเวลาประเทศไทย) และการประชุมสุดยอดผู้นำระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน มากกว่าจะเป็นการตอบรับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เนื่องจากการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ล่าสุดยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ปฏิเสธคำตอบข้อเสนอหยุดยิงจากทางการอิหร่าน ส่งผลให้โดยรวมราคาน้ำมันดิบยังคงแกว่งตัวในระดับสูง ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดต่างคงกังวลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดของบรรดาธนาคารกลางหลักอยู่ อาทิ ผู้เล่นในตลาดให้โอกาส 27% ที่ FED อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ได้ในปีนี้
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะระมัดระวังตัวมากขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor รวมถึง การปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มพลังงาน หลังราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.19% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้น +0.10%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นราว +0.11% ท่ามกลางแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงแรงขายหุ้นกลุ่มสินค้าแบรนด์เนม อาทิ LVMH -4.4% จากความกังวลว่าอุปสงค์ต่อสินค้าแบรนด์เนมยังคงเปราะบางอยู่ อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ กลุ่มพลังงาน และกลุ่ม Healthcare
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวขึ้น เข้าใกล้โซน 4.41% อีกครั้ง ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน กอปรกับแนวโน้มรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ที่อาจเร่งตัวสูงขึ้น ทำให้ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดยังคงกังวลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 27% ที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้ เรามองว่า การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงสอดคล้องกับมุมมองเดิมของเราว่า การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะยังคงมีลักษณะ Two-Way (พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง) ขึ้นกับแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ (ซึ่งต้องจับตารายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ในคืนนี้อย่างใกล้ชิด) รวมถึงผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน อย่างไรก็ดี เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริง (เราจะประเมินความเป็นไปได้ของคาดการณ์ดังกล่าวอีกครั้ง ในช่วงการพบกันระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนในช่วงปลายสัปดาห์นี้ ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่า ทางการสหรัฐฯ อาจพยายามเจรจาให้ทางการจีน ช่วยประสานงาน หาทางยุติความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน) เราจะยังคงมุมมองเดิมว่า FED มีโอกาสเดินหน้าลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปลายปีนี้ (และอีก 1 ครั้ง ในต้นปีหน้า) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวผันผวนในกรอบ Sideways หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้นทั้งการประชุม Trump-Xi summit ช่วงปลายสัปดาห์ และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ทั้งนี้ เงินดอลลาร์มีจังหวะอ่อนค่าลงบ้าง ตามการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาดบางส่วนก่อนรับรู้ปัจจัยสำคัญดังกล่าว ทว่า ความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ยังคงหนุนให้เงินดอลลาร์รีบาวด์ขึ้นบ้างในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ยังคงแกว่งตัวแถวโซน 98 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 97.8-98.1 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่า ผู้เล่นในตลาดจะยังคงมีความกังวลต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทว่า ผู้เล่นในตลาดบางส่วนเลือกที่จะปรับสถานะถือครองก่อนที่จะรับรู้ ทั้งรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ และการประชุม Trump-Xi summit กอปรกับ เงินดอลลาร์มีจังหวะย่อตัวลงบ้าง หนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) พลิกกลับมาปรับตัวขึ้น เหนือโซน 4,750 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น ไฮไลท์สำคัญอย่าง อัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ในเดือนเมษายน รวมถึง ยอดการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์ โดย ADP และดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจขนาดเล็ก (NFIB Small Business Optimism) พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED
ทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของเยอรมนีและยูโรโซน (ZEW Economic Sentiment) ในเดือนพฤษภาคม พร้อมกับรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB หลังล่าสุด ผู้เล่นในตลาดยังคงประเมินว่า ECB มีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยราว 2-3 ครั้ง ในปีนี้
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง โดยเฉพาะแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) การเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ผันผวนสูงในช่วงนี้ ได้ย้ำมุมมองเดิมของเราว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้เงินบาทอาจผันผวนในกรอบ Sideways ที่กว้างได้ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
เรามองว่า แม้เงินบาทจะแข็งค่าขึ้นตั้งแต่ช่วงบ่ายวันก่อนหน้า ตามจังหวะการย่อตัวลงบ้างของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการปรับตัวสูงขึ้นของราคาทองคำ แต่เรามองว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจเริ่มจำกัดลง และเงินบาทเสี่ยงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่ามากขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่มีความเป็นไปได้ว่า อาจจะต้องรอให้ถึง การประชุม Trump-Xi summit ในช่วงวันที่ 14-15 พฤษภาคม นี้ ขณะเดียวกัน เรากังวลว่า ตลาดอาจยิ่งกังวลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ที่ผู้เล่นในตลาดอาจคาดหวังการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ FED เพิ่มเติมได้ หากรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ โดยเฉพาะ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI พุ่งสูงขึ้นกว่าคาด ทั้งในส่วนของ %y/y และโมเมนตัมรายเดือน (%m/m) ท่ามกลางรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในช่วงนี้ที่ส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าคาด อาทิ ข้อมูลตลาดแรงงาน ทำให้ โซนแนวรับของเงินบาทอาจอยู่ในช่วง 32.20 บาทต่อดอลลาร์ โดยจะมีโซนแนวรับถัดไปในช่วง 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ในกรณีที่ เงินบาทอาจมีจังหวะแข็งค่าขึ้นบ้างระหว่างวัน
อนึ่ง เราคงมองว่า เงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยหากเงินบาทเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่ามากขึ้น เรามองว่า เงินบาทอาจจะมีโซนแนวต้านแถว 32.50 บาทต่อดอลลาร์ และมีโซนแนวต้านถัดไปในช่วง 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม แม้เงินบาทจะเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าอยู่บ้าง แต่การอ่อนค่าของเงินบาทอาจจำกัดแถวโซนแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ ตราบใดที่ผู้เล่นในตลาดยังคงมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน (ซึ่งเราคงประเมินว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาสที่ 2 นี้) ขณะเดียวกัน โฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากช่วงก่อนหน้า ยกเว้น สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้นชัดเจน จนตลาดปรับเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED อย่างมีนัยสำคัญ เช่น ให้โอกาส 50% เป็นอย่างน้อย ที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ ซึ่งในภาพดังกล่าว อาจเห็นการปรับตัวขึ้นแรงของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการปรับตัวลงหนักของราคาทองคำ (XAUUSD ปรับตัวลดลงสู่โซน 4,400-4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง) จนสร้างแรงกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าทะลุโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้
เราคงมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.20-32.50 บาท/ดอลลาร์
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
