รีเซต

“วานูอาตู” ฮึดสู้ไม่ถอย ดันมติ UN รับมือโลกร้อน แม้เผชิญแรงต้านจากสหรัฐฯ

“วานูอาตู” ฮึดสู้ไม่ถอย ดันมติ UN รับมือโลกร้อน แม้เผชิญแรงต้านจากสหรัฐฯ
TNN ช่อง16
6 มีนาคม 2569 ( 11:00 )

“วานูอาตู” ประเทศหมู่เกาะเล็กๆในมหาสมุทรแปซิฟิก ยังคงเดินหน้าผลักดันร่างมติด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในเวทีสหประชาชาติ แม้ต้องปรับลดเนื้อหาบางส่วน หลังเผชิญแรงคัดค้านจากรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งพยายามกดดันให้ยกเลิกข้อเสนอที่อาจส่งผลกระทบต่อประเทศผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกขนาดใหญ่


ร่างมติดังกล่าวมีเป้าหมายให้ประเทศสมาชิกสหประชาชาติปฏิบัติตามความเห็นทางกฎหมายของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ที่ระบุเมื่อปีที่แล้วว่า ประเทศต่าง ๆ อาจต้องรับผิดชอบและจ่ายค่าชดเชย หากไม่ดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและควบคุมวิกฤตสภาพภูมิอากาศ


อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ เรียกร้องให้วานูอาตูถอนร่างมติดังกล่าว ส่งผลให้ประเทศผู้เสนอจำเป็นต้องตัดเนื้อหาบางส่วนออก เพื่อเพิ่มโอกาสให้ร่างมติฉบับปรับลดผ่านการลงมติของสหประชาชาติในช่วงปลายเดือนนี้


“ราล์ฟ เรเกนวานู” รัฐมนตรีด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของวานูอาตู กล่าวว่า การที่รัฐบาลสหรัฐฯ เข้าแทรกแซงเพื่อขัดขวางความพยายามยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นเรื่องที่น่าผิดหวังอย่างมาก และอาจส่งผลเสียต่อโลกและคนรุ่นต่อไป


ก่อนหน้านี้ ร่างมติดังกล่าวเคยเสนอให้มีการจัดทำทะเบียนบันทึกความสูญเสียและความเสียหายจากผลกระทบของภาวะโลกร้อน เช่น พายุ น้ำท่วม และภัยแล้ง เพื่อใช้เป็นข้อมูลประเมินผลกระทบด้านสภาพภูมิอากาศ แต่ข้อเสนอนี้ถูกสหรัฐฯ คัดค้านอย่างหนัก เนื่องจากกังวลว่าอาจนำไปสู่การรับผิดทางกฎหมายต่อการปล่อยมลพิษของประเทศ และในที่สุดเนื้อหาดังกล่าวถูกถอดออกจากร่างมติฉบับล่าสุด


แม้จะมีการปรับลดรายละเอียด แต่ร่างมติฉบับใหม่ยังคงระบุให้ประเทศสมาชิกปฏิบัติตามพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และร่วมกันจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียสเหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม ผ่านการลดและยุติการผลิตและใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม


วานูอาตูได้รับการสนับสนุนจากหลายประเทศ เช่น เนเธอร์แลนด์ โคลอมเบีย บาร์เบโดส เคนยา จาเมกา และฟิลิปปินส์ แต่รัฐมนตรีเรเกนวานูระบุว่า ฝ่ายที่คัดค้านยังคงมีอิทธิพลสูง และสหภาพยุโรปก็ไม่ได้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่เท่าที่คาดหวัง


ในช่วงที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศระดับโลกมาโดยตลอด โดยเคยระบุว่าพลังงานสะอาดเป็น “กลลวง” และตั้งคำถามต่อวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศ พร้อมทั้งสนับสนุนการขยายการผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลในสหรัฐฯ


แม้ร่างมติของวานูอาตูจะไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าอาจกลายเป็นรากฐานสำคัญของกฎหมายระหว่างประเทศด้านสภาพภูมิอากาศในอนาคต เมื่อโลกมีฉันทามติทางการเมืองมากขึ้นในการจัดการกับวิกฤตโลกร้อน


“โนอาห์ กอร์ดอน” ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองสภาพภูมิอากาศจากสถาบันคาร์เนกีเพื่อสันติภาพระหว่างประเทศ ระบุว่า ความพยายามครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างประเทศผู้ผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลกับประเทศที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน


ด้านรัฐบาลสหรัฐฯ ยืนยันว่าได้เรียกร้องให้วานูอาตูถอนร่างมติ เนื่องจากกังวลว่าอาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมของประเทศ และมองว่าความเห็นของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศไม่ใช่ฐานทางกฎหมายเพียงพอสำหรับข้อเรียกร้องในร่างมติดังกล่าว


สำหรับวานูอาตู ซึ่งเป็นประเทศหมู่เกาะขนาดเล็กในแปซิฟิก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศถือเป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของประเทศโดยตรง โดยพายุไซโคลนครั้งใหญ่เมื่อปี 2558 เคยสร้างความเสียหายคิดเป็นถึง 64% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)


ผู้นำวานูอาตูจึงย้ำว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศยังคงเป็นภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดต่อความมั่นคงและความเป็นอยู่ของประชาชน พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมโลกกล้าตัดสินใจลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล เพื่อปกป้องอนาคตของคนรุ่นต่อไป

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง