ยอดติดเชื้อโควิดเกือบ 3พันคน "หมอธีระวัฒน์ ไม่รู้ตรวจแล้วกี่คน ชี้แห่ซื้อเหล้า น่าห่วงประเทศไทยไม่มีความสำเร็จ

ยอดติดเชื้อโควิดเกือบ 3พันคน "หมอธีระวัฒน์ ไม่รู้ตรวจแล้วกี่คน ชี้แห่ซื้อเหล้า น่าห่วงประเทศไทยไม่มีความสำเร็จ
มติชน
5 พฤษภาคม 2563 ( 16:46 )
142
ยอดติดเชื้อโควิดเกือบ 3พันคน "หมอธีระวัฒน์ ไม่รู้ตรวจแล้วกี่คน ชี้แห่ซื้อเหล้า น่าห่วงประเทศไทยไม่มีความสำเร็จ

“หมอธีระวัฒน์” ไม่ทราบตัวเลขแน่ชัด ยอดผู้ติดเชื้อสะสมเกือบ 3 พัน ตรวจมาแล้วกี่คน เผยไทยตรวจเชิงรุก เป้าหมายชัด ดีกว่าตรวจสะเปะสะปะเน้นปริมาณ  ไม่ได้ร่ำรวย

 

รายการโหนกระแสวันที่ 5 พ.ค. “หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย” ในฐานะผู้ดำเนินรายการ ผลิตในนามบริษัท ดีคืนดีวัน จำกัด ออกอากาศทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 12.20 น. ทางช่อง 3 กดเลข 33 เปิดใจสัมภาษณ์ “ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา” หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ รพ. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สภากาชาดไทย กรณีโรคไวรัสโควิด-19 ระบาด

ที่วันนี้มีรายงานว่าไทยติดเชื้อเพิ่ม 1 ราย รวมทั้งมาตรการต่างๆ ในการคลายล็อกดาวน์บางกิจการ บางพื้นที่ คุณหมอเห็นด้วยหรือไม่

 

เขาเรียกอาจารย์หมอดื้อ เพราะไม่ค่อยฟังใคร?

“ถ้าเราคิดว่าเราให้ข้อมูลที่ถูกต้อง แม้ไม่ถูกใจใครเท่าไหร่ ถ้าสิ่งที่เรียนเสนอไป ถ้าหากมันช่วยชีวิตใครได้ก็ต้องรีบทำ”

 

ล่าสุดอาจารย์เห็นตัวเลขที่ออกมา หลังภาครัฐประกาศ วันนี้มีติดแค่ 1 คน เป็นตัวเลขน่าพอใจมั้ย?

“จริงๆ แล้วเราพอใจ และความพอใจตรงนี้ต้องยกประโยชน์ให้ตั้งแต่ 3 ม.ค. ตั้งแต่สำนักระบาดกรมควบคุมโรค ที่ไปอยู่ที่ด่านสุวรรณภูมิ ขณะเดียวกันตอนนั้นทราบว่ามีผู้ต้องสงสัย ขณะเดียวกันพยายามติดตามคนสัมผัสโรค มาตรการและกระบวนการแบบนี้ แพร่ไปถึงในที่ชุมชน

ที่สำคัญมีการตรวจติดตามผู้สัมผัส ใกล้ชิด ค่อนข้างเข้มข้น แต่ที่น่าชื่นใจ ในประเทศไทยเราเอง มีระบบสาธารณสุขมูลฐานที่ไปเคาะประตูตามบ้าน ตรงนี้ต้องชื่นชมพี่น้องที่เป็นเจ้าหน้าที่อสม. หรืออาสาสมัครหมู่บ้าน ที่ทำให้พวกเราเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ไม่ถึงกับลำบากยากเข็นมากเหมือนที่เราเห็นข่าวในต่างประเทศ”

 

พอคลายล็อกดาวน์ มีคนแห่ไปซื้อเหล้า ไม่มีโซเชียลดีสแทนซิ่ง ดูแล้วเป็นห่วงมั้ย?

“จริงๆ แล้วน่าเป็นห่วง แต่ที่น่าเป็นห่วงมากกว่า คือประเทศไทยเราไม่มีความสำเร็จเลย เรียกว่าสำเร็จระดับหนึ่งในการที่จะพยายามให้ความรู้ ความเข้าใจเรื่องของสุรา ณ ขณะนี้สิ่งที่เราต้องเริ่มปรับเปลี่ยน คือว่าเรามองสุราเป็นของให้โทษ เราชี้ถึงโทษ โทษตรงนี้พวกเราที่เป็นหมอ สาธารณสุขเราทราบชัดเจน ปรากฎการณ์ลงแดงที่เกิดขึ้นตั้งแต่ 6 ชม. จนถึง 3-5 วัน ที่คนเสียชีวิตจากการลงแดง นั่นคือประการที่หนึ่ง สอง ณ

ขณะนี้เราคงต้องยอมรับระดับหนึ่งว่าเหล้า เบียร์ สุรานั้นจริงๆ แล้วเราไม่สามารถมองได้โดยทางเดียว ว่าตรงนี้เป็นของเลว เป็นของที่ต้องห้าม มันคงทำอย่างนั้นไม่ได้ แต่ทำอย่างไรให้สังคมรับทราบ และให้มีสุขภาพดี ซึ่งตรงนี้เอง ขณะที่เราทำอะไรให้มันสุดโต่ง ขวาสุด ขณะเดียวกันก็มีปฏิกิริยาต่อต้าน คือด้านซ้ายสุด ขณะที่เราพยายามห้ามทุกอย่าง พอมันระเบิดขึ้นมาสิ่งที่ปรากฎขึ้นคือสิ่งนี้”

 

โอกาสติดกันได้อีก การไปใกล้ชิดแบบนี้มีโอกาสมั้ย?

“ถามว่ามีโอกาสมั้ย มี แต่อาจเรียกว่าน้อย เหตุผลที่ว่าน้อยเพราะในมาตรการที่เราพยายามรักษาระยะห่างระหว่างบุคคล”

 

แต่อันนี้ไม่ห่างเลยนะ?

“แต่เราห่างมาเป็นเดือนแล้ว ตอนนี้ถึงมีบุคคลที่มีความเสี่ยงอยู่บ้าง และอาจแพร่เชื้อโดยตัวเองไม่รู้ตัว ตรงนี้อาจจะมี แต่สถานการณ์ตรงนี้ยังไม่ถึงว่าเลวร้ายอย่างที่เรากลัวว่าจะเป็นระลอกที่ 2”

 

รถบีทีเอช ระยะห่างไม่มี อาจารย์มองว่าปลอดภัยกว่าแต่ก่อนมั้ย?

“เราไม่ได้ดูสถานการณ์ตรงนี้เรื่องของการใกล้ชิดเบียดเสียดกันอย่างเดียว  แต่เราดูเรื่องพื้นฐานที่เราคุยกันในรายการตั้งแต่แรก ตอนนี้เป็นวงจรสองวงจร คือวงจรใบหน้ากับวงจรมือ ถ้าสมมติผมนั่งใกล้คุณหนุ่ม ห่างกันครึ่งเมตร ถ้าหากรักษาใบหน้า ตา จมูก ปาก ไม่ปล่อยให้สิ่งเหล่านี้ออกไปหาคนอื่น และขณะเดียวกันไม่ให้คนอื่นส่งละอองฝอยที่มีเชื้อโรคมาที่เรา”

 

“ถ้าละอองฝอยปลิวมา ฝอยใหญ่ก็ตกที่พื้นผิว ฝอยเล็กในที่คับแคบก็ลอยฟุ้งมาได้ และค่อยๆ ตกที่ตัวเรา ผมเรา ตอนนี้ถ้าหากเรารู้ตัวว่าเราต้องไปในที่ที่หนาแน่น หลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่ิงหนึ่งที่ทำได้คือต้องมีแว่นตาครอบ เมื่อออกไปจากที่นั้นๆ ก็คือมือ ต้องล้างเด็ดขาดเลย ส่วนเสื้อผ้า กางเกง ผม รองเท้า ตรงนี้จะมีปัญหา เพราะขณะเราออกจากบ้าน เราเดินทางด้วยรถสาธารณะไปที่ทำงาน สิ่งที่ติดตามเสื้อผ้าของเรา มือของเราล้างได้ แต่เสื้อผ้าจะมีพลาดพลั้งเสียที เราอาจคิดว่าเราเรียบร้อยแล้ว แต่เผอิญเราเข้าห้องน้ำบางทีไปแต่งผมบ้าง จับเสื้อผ้าบ้าง แล้วมือเราก็ไปแตะที่อื่น ก็เป็นอีกช่องทางที่คนอื่นจะมาติดจากมือเราที่ไปแตะวัตถุต่างๆ”

 

“ตรงนี้อาจต้องเริ่มมีการคิดกันว่าประตูทางเข้าของสถานที่ทำงาน อาจต้องมีเครื่องหรือเรื่องยาฆ่าเชื้ออะไรที่สามารถพ่นเสื้อผ้า เครื่องแต่งกายของคนที่เข้ามาทำงาน”

 

แต่มีข่าวว่าถ้าพ่นอย่างนั้นมันจะฟุ้งออกอีก?

“ถ้ารู้วิธีพ่น เราไม่ได้พ่นด้วยกระแสแรงอัดแรง อาจเป็นละอองฝอยซึ่งลอยลงมาแล้วครอบคลุมชุดเรา ตรงนั้นเองด้วยเทคโนโลยีมันสามารถทำได้ และไม่ระคายเคืองกับผิว ไม่ได้ทำให้เสื้อผ้าเสียสภาพไป ตรงนี้เป็นอันหนึ่งซึ่งสร้างความมั่นใจให้ในที่ทำงาน อย่างน้อยที่สุดกรณีที่สถานที่ทำงาน หรือกิจการไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ที่จะต้องมีคนเข้ามาเยอะ ตรงนั้นก็สร้างความปลอดภัยและมั่นใจได้อีกระดับหนึ่ง ซึ่งขณะนี้เราต้องยอมรับว่าเรากลัวจริง เรามีความสง่างามจริงที่ไม่มีโรค แต่ขณะเดียวกันถ้าเรายังคงอยู่ในสภาพนี้ จนกระทั่งเศรษฐกิจตกต่ำย่ำแย่ไป เราก็ต้องรับผิดชอบในส่วนนั้นด้วย”

 

ถ้าถอดบทเรียนจากสิงคโปร์ที่ก่อนหน้านี้เขาคลายล็อกดาวน์ แล้วปรากฎว่าประชาชนออกมาใช้ชีวิตปกติเหมือนที่เคยเป็น ปรากฎว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อถีบสูงกว่าเดิม มีโอกาสเกิดในเมืองไทยมั้ย?

“ตัวเลขสิงคโปร์ตรงนั้นคือเป็นตัวเลขที่เขาพยายามตรวจให้มากที่สุด ซึ่งตรงกับมาตรการประเทศไทย ตรวจให้มากที่สุดเพื่อหาให้ได้เยอะที่สุดและกักกันเพื่อไม่ให้แพร่เชื้อ ฉะนั้นสิงคโปร์แม้จะหาได้เยอะแต่จำนวนคนป่วยหนักเข้ารพ. หรือเสียชีวิตมีจำนวนน้อยมาก เมื่อเทียบกับปริมาณที่ตรวจพบว่าติดเชื้อ”

 

เขาตรวจเยอะกว่าเราเหรอ?

“คงพูดเช่นนั้นไม่ได้ แต่วิธีการตรวจซึ่งเป็นวิธีการตรวจเชิงรุก คือมีการชี้เป้า  อาศัยความรู้ด้านระบาดวิทยา คือชี้เป้าว่าตรงไหน กลุ่มไหนควรเข้าไปตรวจ เชิงรุกคือปริมาณคนที่ตรวจเยอะพอสควร เพื่อหาให้ได้ โดยไม่สนใจว่าตรวจ 100 คนเจอคนเดียว แต่ในชุมชนที่เข้าไปตรวจนั้น มีศักยภาพแพร่เชื้อได้เยอะและวงกว้าง”

 

วันนี้ติดมา 1 คน แต่ยอดผู้ป่วยสะสม 2,988 เป็นผู้ป่วยสะสมตั้งแต่แรกที่ตรวจ ตรวจจากกี่คน?

“อาจจะระบุตัวเลขไม่ได้ชัด”

 

ถึง 3 แสนมั้ย?

“ในขณะที่ข้อมูลสาธารณสุขพยายามตรวจให้ได้ 2 พันคนต่อ 1 ล้าน เป็น 5 พันคนต่อ 1 ล้าน แต่วิธีการตรวจต้องเรียนให้ทราบผมเห็นด้วยกับกระทรวงสาธารณสุข และเห็นด้วยคุณหมอธนรักษ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ตอนนี้เรามีบุคลากรซึ่งสามารถตามคนที่สัมผัสเชื้อ หรืออยู่ในกิจกรรม หรือกิจการเสี่ยงเยอะ การตรวจด้วยปริมาณเยอะ และสะเปะสะปะอาจไม่ใช่ผลดี แต่ถ้าหากตรวจโดยมีคนชี้เป้า จะตีกรอบได้ง่าย”

 

“ต้องไม่ลืมประเทศเราไม่ได้ร่ำรวยมากนัก การที่จะทำอะไรก็ตามแต่ ต้องทำโดยมีการวางแผนอย่างรัดกุม อาจไม่ได้รุนแรงว่าขณะนี้ต้องตรวจนำหน้าประเทศโน้นประเทศนี้ แต่ตรวจโดยชี้เป้าชัดเจน ว่าตรวจอย่างไร และที่ไหน”

 

ถ้าจะเฉลี่ยจากยอดที่ตรวจคงไม่เป็นล้าน ตีคร่าวๆ 2-3 แสนได้มั้ย?

“เรียนตรงนี้ เราไม่ทราบตัวเลขแน่นอน แต่ว่ากระทรวงสาธารณสุขคงมีตัวเลขชัดเจนอยู่แล้ว แต่อย่างที่ทราบเราคงไม่ไปดูจำนวนว่าตรวจกี่คนๆ เพื่อชิงกับประเทศต่างๆ แต่เป็นการตรวจที่มีเป้าหมายชัดเจน แต่อย่างน้อยที่สุดต้องมากสุดคือแสนนึง”

 

ถึง 3 แสนมั้ยที่ตรวจมา?

“ตรงนี้ต้องดูว่าปริมาณที่ตรวจ เป็นการตรวจตัวอย่างหรือตรวจคน ถ้าตรวจคนก็อย่างที่กระทรวงสาธารณสุขพยายามเพิ่มในเชิงรุกมากขึ้น คือจากปริมาณ 2 พันต่อล้านให้เป็น 5 พันต่อล้านคน ตรงนี้เอง ปริมาณที่ตรวจก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ”

 

เอาแบบฟันธง เฉลี่ย 2 พันกว่าคน ตรวจ 2-3 แสนคนได้มั้ย?

“ไม่ถึงขนาดนั้น จะเรียกว่าเป็นการตรวจตรงเป้า ในกลุ่มที่ควรจะต้องตรวจ”

 

กลุ่มอื่นที่ไปรับเชื้อมาต้องตรวจเชิงรุก?

“ตรงนี้เราสามารถตรวจดูผลสะท้อนการติดเชื้อโดยที่ไม่มีอาการได้ ถ้าใครติดเชื้อไม่มีอาการ ที่หลุดรอดการตรวจจริง จำนวนผู้ป่วยหนักในรพ.ต่างๆ จะต้องเพิ่มขึ้นเป็นอัตราส่วนตามที่เรากลัว แม้การตรวจของเราไม่ได้มากเท่าสิงคโปร์ก็ตาม แต่ว่าในเรื่องของความเข้มงวดในการตรวจคนที่ต้องตรวจจริงๆ นั้นก็ส่งผลชัดเจน ทำให้รพ.เราไม่มีคนไข้อาการหนักมากมาย”

 

คนเริ่มชินกับโควิด และมองว่าตัวเลขลดลง ไม่ได้น่ากลัวแล้ว น่าจะให้เขาทำอะไรได้อย่างที่เคยทำ?

“ยังเรียนให้ทราบว่ายังน่ากลัวมากๆ อยู่ เหตุผลที่เรียนให้ทราบเพราะการติดต่อนั้น ติดต่อได้ง่ายเหลือเกิน ประการที่สองยังไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าไวรัสตัวนี้ทำให้เกิดอะไรบ้าง ซึ่งทำลายระบบภูมคุ้มกัน ทำให้มีการอักเสบรุนแรง และยังไม่มีใครตอบได้ชัดเจนว่ากลไกอะไรในตัวผู้ติดเชื้อถึงจะกำหราบ กำจัดเชื้อได้ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยไม่มีการปล่อยเชื้อออกมาอีก หลังจากที่หายแล้ว ตราบใดที่เราไม่ทราบว่ากลไกอะไรชัดเจน 100 เปอร์เซ็นต์ เราก็ไม่สามารถบอกได้ว่าตรงนี้ไม่น่ากลัวแล้ว”

คนไทยบอกว่าถึงไม่ตายด้วยโควิด แต่ก็จะอดตายแล้ว เพราะล็อกดาวน์การช่วยเหลือเข้าไม่ทั่วถึง ไม่มีเงินกินข้าว ตกงาน?

“ตรงนี้เห็นใจและเห็นด้วย ถ้าหากเราไม่ปล่อยให้เศรษฐกิจดำเนินไปได้เลย เราต้องยอมรับประการนึงว่าความช่วยเหลือที่ทางการให้นั้น แม้จะดีก็ตาม แต่อาจไม่ทั่วถึง ถึงคนที่ต้องการจริงๆ ตรงนี้ผมอยากนำเรียนว่าพวกเราซึ่งเรียกว่ามีอันจะกิน เราคงต้องข้าไปเอื้อเฟื้อคนอยู่ในพื้นที่ ที่ตกสำรวจบ้าง และไม่สามารถไปร้องขอ ไม่มีแอปฯ ตรงนั้น พวกเราเองอาจต้องช่วยกันถึงตรงนั้น การช่วยเหลือเอื้อเฟื้อตรงนั้น ก็อาจต้องระวัง ไม่ให้มีการรวมกลุ่มชุมนุม ให้คำแนะนำ เมื่อผสมกับที่ทางการช่วยกันขณะนี้”

 

“ก็ต้องรับสารภาพว่าตัวผมเองและครอบครัวก็ไปแจก แต่เราแจกโดยให้ความรู้ไปพร้อมๆ กันว่าขณะที่ออกมาตรงนี้มีโอกาสได้รับเชื้อทางไหน จะติดเนื้อติดตัวไปและมีโอกาสแพร่ เราก็ให้ข้อมูลเขาด้วย ตรงนี้ทางการก็พยายามเข้มงวด ถ้าจะแจกแบบนี้ต้องแจ้งทางการก่อน แต่การแจ้งทางการตรงนั้นอาจมีขั้นตอนกระบวนการ ซึ่งถ้าหากคนไปแจกมีความรู้ ความตั้งใจที่เอื้อเฟื้อ ผมคิดว่าตรงนี้น่าจะกระทำได้โดยความปลอดภัยพอสมควร”

 

การ์ดตกที่คุณหมอหลายท่านพูดถึง บอกว่าการ์ดตกนะ ถ้าการ์ดตกมีโอกาสเสี่ยงมาก มองยังไง เตือนยังไง?

“ถ้าการ์ดตก โอกาสประเทศไทยต้องล็อกดาวน์มิดชิดสนิทเลย มีได้สูงแน่ กลับมาอีกแน่ ณ ขณะนี้เราไม่มีอะไรสามารถป้องกันตัวได้ 100 เปอร์เซ็นต์ มันคือวินัยของเรา และขณะเดียวกันต้องเปิดช่องให้หายใจ เพื่อให้มีเศรษฐกิจที่ดี แต่คนที่ออกมาจากช่องหายใจตรงนั้น ต้องรับทราบว่ามีต้องมีความระมัดระวังและป้องกันตัวเอง”

ร้านอาหารและสวนสาธารณะที่เขาคลายล็อก เห็นด้วยมั้ย?

“เห็นด้วย ถ้ากิจกรรมกิจการสถานที่ คนที่เข้าไป เจ้าของกิจการทราบระเบียบ ผมว่าไม่มีปัญหา ผมเองเพิ่งไปตีเทนนิสมาเมื่อวาน”

 

ร้านตัดผมล่ะ?

“ร้านตัดผมอย่างที่เรียนให้ทราบ ผมให้ความสำคัญมากกว่าสวนสาธารณะ หรือสถานออกกำลังกายด้วยซ้ำ เหตุผลอย่างที่พูดตอนต้นรายการ เชื้อเองอาจอยู่ที่ผม การตัดผม เมื่อตัดไปแล้ว มีละอองฝอยฟุ้งกระจายออกมา การสะบัดผ้ามีการศึกษาชัดเจนว่าละอองฝอยตรงนั้น เมื่อมีการสะบัดผ้าละอองฝอยจะมีขนาดใหญ่มากกว่า 2.5 ไมครอน เล็กกว่า ฝุ่น pm2.5 เรื่องการสะบัด เรื่องการมีพัดลมเป่ารุนแรง ตรงนั้นทำให้ละอองฝอยลอยฟุ้งอยู่ในสถานที่ ที่ไม่ใหญ่โต อากาศไม่ถ่ายเท ได้นาน”

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง