รีเซต

อังกฤษ 10 ปี 7 นายกฯ Brexit จุดชนวน ?

อังกฤษ 10 ปี 7 นายกฯ Brexit จุดชนวน ?
TNN ช่อง16
24 มิถุนายน 2569 ( 11:19 )
4

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ ออกมาประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกฯ ของอังกฤษ และหัวหน้าพรรคแรงงาน เนื่องจากแรงกดดันหลังความพ่ายแพ้การเลือกตั้งท้องถิ่น รวมถึงเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรคดีล่วงละเมิดเยาวชนและค้ามนุษย์ ประกอบกับวิกฤตความเชื่อมั่นในฐานะผู้นำท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจรุมเร้า ส่งผลให้อังกฤษนับถอยหลังเพื่อต้อนรับนายกรัฐมนตรีคนที่ 7 ในรอบ 1 ทศวรรษ 


โดยพรรคแรงงานเตรียมจะเปิดรับการเสนอชื่อแคนดิเดตอย่างเป็นทางการในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้ ซึ่งจะต้องได้เสียงสนับสนุนจาก ส.ส.อย่างน้อย 81 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 20 ของจำนวน ส.ส.พรรคแรงงานทั้งหมด 403 ที่นั่งในสภา หากไม่มีคู่แข่งภายในวันปิดรับสมัคร 16 กรกฎาคม ก็จะนำไปสู่การแต่งตั้งผู้นำพรรคและนายกฯ คนใหม่เร็วที่สุดในวันที่ 17 กรกฎาคม ล่าสุด มีชื่อของ “แอนดี เบิร์นแฮม” อดีตนายกเทศมนตรีเมืองแมนเชสเตอร์ และเจ้าของฉายา “ราชาแห่งภาคเหนือ” (King of the North) จากการปกป้องมาตรการเยียวยาปากท้องของคนท้องถิ่นในระหว่างการปิดเมืองช่วงวิกฤตโควิด ซึ่งกลายเป็นตัวเก็งที่ถูกจับตามากที่สุดในเวลานี้


น่าสนใจว่า การเปลี่ยนผ่านผู้นำของอังกฤษครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในจังหวะเดียวกับวาระครบรอบ 10 ปี การลงประชามติถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป หรือเบร็กซิต (Brexit) ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้อังกฤษเผชิญความท้าทายด้านเศรษฐกิจในหลายมิติ และเป็นโจทย์หินที่นายกฯ อังกฤษ 6 คนต้องรับมือ อย่างไรก็ตาม ผู้นำแต่ละคนก็มีเหตุผลที่ต้องลาออกจากตำแหน่งแตกต่างกัน บางคนมีเหตุผลเกี่ยวข้องกับ Brexit แต่บางคนก็มาจากเหตุผลอื่น 


เมื่อย้อนกลับไปเทียบมาตรฐานการครองชีพของชาวอังกฤษในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา กลับพบว่า GDP ต่อคนต่อปี (per capita) ยังคงอยู่ระดับใกล้กับ 50,000 ดอลลาร์ ยกเว้นช่วงหลังวิกฤตโควิดที่ดิ่งลงอยู่ที่กว่า 40,000 ดอลลาร์ ขณะที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่ม G7 และทิ้งห่างกับสหรัฐฯ มากขึ้น ชาวอังกฤษจำนวมากรู้สึกว่าชีวิตกำลังยากลำบากและรายจ่ายสูงขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่เงินเดือนแทบจะตามไม่ทันราคาสินค้าที่สูงขึ้น ถึงแม้การเมืองจะผลัดใบจากพรรคอนุรักษนิยมที่ครองอำนาจยาวนาน 14 ปี มาเป็นพรรคแรงงานในปี 2567 ค่าจ้างเฉลี่ยต่อสัปดาห์ที่ปรับตามอัตราเงินเฟ้อและไม่รวมโบนัส เพิ่มขึ้นเพียงไม่ถึงร้อยละ 1 อยู่ที่ราว 494 ปอนด์ หรือ 651 ดอลลาร์ ตามข้อมูลจากสำนักงานสถิติ ซึ่งแทบจะไม่ต่างกับก่อนหน้านั้น


การลงประชามติ Brexit ในวันที่ 23 มิถุนายน ปี 2559 แพ้ชนะกันแบบฉิวเฉียด โดยชาวอังกฤษร้อยละ 51.9 เลือกที่จะแยกตัวออกจาก EU และร้อยละ 48.1 เลือกที่จะอยู่ต่อ แต่การตัดสินใจครั้งนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นของการแยกตัวออกจาก EU ที่ใช้เวลายาวนาน ซึ่งทำให้เกิดช่วงเวลาแห่งความไม่มั่นคงทางการเมืองและความผันผวนทางเศรษฐกิจที่ยังคงดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน 

ถึงแม้ว่าการคาดการณ์ผลที่เลวร้ายสุดบางเรื่องไม่ได้เกิดขึ้นจริง อาทิ ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในทันที หรือวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ แต่นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากมองตรงกันว่า การถอนตัวจาก EU ส่งผลต่อศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจของอังกฤษ ซึ่งคาดกันว่า GDP ได้รับผลกระทบระหว่างร้อยละ 2-8 เนื่องจากมีเหตุการณ์ต่าง ๆ เป็นตัวแปรที่เหนือความคาดหมาย ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตโควิดและสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ทำให้เกิดวิกฤตด้านพลังงาน ขณะที่ธนาคารกลางอังกฤษวิเคราะห์ประเมินว่า GDP ได้รับผลกระทบจาก Brexit ราวร้อยละ 6 


ในแง่การค้า ผลกระทบเริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นในเดือนมกราคม ปี 2564 ที่ Brexit มีผลอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาสำหรับภาคธุรกิจต่าง ๆ เนื่องจากขั้นตอนที่เพิ่มขึ้น ทั้งการตรวจสอบตามกระบวนการศุลกากร การควบคุมชายแดน และการจัดการด้านเอกสารจำนวนมาก ต่างจากก่อนหน้านั้นที่อังกฤษเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพศุลกากรและตลาดเดียวของ EU ทำให้การเคลื่อนย้ายสินค้า ผู้คน และเงินทุนเป็นไปอย่างเสรี 


จากข้อมูลของ LSEG พบว่า การค้าสินค้าของอังกฤษได้รับผลกระทบจาก Brexit ทำให้เติบโตชะลอตัวลง แต่การส่งออกภาคบริการยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยอังกฤษเป็นผู้ส่งออกบริการรายใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐฯ และเป็นผู้ส่งออกบริการทางการเงินสุทธิอันดับ 1 ของโลก ซึ่งเรื่องนี้มีความสำคัญ เนื่องจากบริการทางการเงินและบริการที่เกี่ยวข้องรวมกันมีมูลค่าถึง 2.9 แสนล้านปอนด์ หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 11 ของ GDP อังกฤษเมื่อปี 2568 รวมถึงมีส่วนจ้างงาน 2.5 ล้านตำแหน่ง โดย 2 ใน 3 ของงานเหล่านั้นอยู่นอกกรุงลอนดอน ตามข้อมูลของ TheCityUK นี่ทำให้ “ลอนดอน” ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้น ๆ ของยุโรปในแง่การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ด้านบริการทางการเงิน 


ขณะที่เหตุผลสำคัญข้อหนึ่งที่ทำให้อังกฤษแยกตัวจาก EU ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าการค้าทวิภาคีอยู่ที่ 8.56 แสนล้านปอนด์ คือการลดปัญหาการอพยพเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งสร้างความกังวลให้กับชาวอังกฤษเกี่ยวกับปัญหาด้านสาธารณสุขและบริการสาธารณะอื่น ๆ แต่หลังจาก Brexit มีผลบังคับใช้จริง ตัวเลขผู้อพยพก็ใช้เวลากว่าจะลดลง โดยจากการประเมินของ Migration Observatory พบว่า การย้ายถิ่นสุทธิ (net migration) ซึ่งเป็นผลต่างของจำนวนคนที่ย้ายเข้า (immigrants) กับจำนวนคนที่ย้ายออก (emigrants) ในช่วงทศวรรษ 2010 อยู่ที่ราว 250,000 คนต่อปี แต่ในปี 2564 กลับเพิ่มขึ้นเป็น 550,000 คนต่อปี และในปี 2566 อยู่ที่กว่า 950,000 คนต่อปี ทำสถิติสูงสุดตลอดกาล เนื่องจากจำนวนผู้อพยพจากนอก EU เพิ่มขึ้นก่อนที่จะลดลงอย่างรวดเร็วหลังจากนำนโยบายใหม่มาใช้ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเริ่มลดลงเหลือ 171,000 คน ในปีที่แล้ว

อังกฤษถอนตัวจาก EU มานานกว่า 5 ปีแล้ว แต่การเติบโตทางเศรษฐกิจยังคงเปราะบาง ประกอบกับการที่หนี้สินของรัฐบาลเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เหลือกระสุนสำหรับรัฐบาลใหม่ไม่มากนักในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้น ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานที่เสื่อมลง ไปจนถึงปัญหาขาดแคลนที่อยู่อาศัยที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน หมายความว่า เศรษฐกิจคือทุกอย่าง เพราะหากเศรษฐกิจเติบโตแข็งแกร่ง รัฐบาลก็จะมีเครื่องไม้มือในการดำเนินการต่าง ๆ มากขึ้น อาทิ การลงทุน การลดภาษี ทั้งนี้ ข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษา Capital Economics ระบุว่า การเติบโตของ GDP อังกฤษเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 1 ต่อปีนับตั้งแต่ “เทราซา เมย์” เข้ารับตำแหน่งในเดือนกรกฎาคม ปี 2559 ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์เมื่อเดือนเมษายนว่า GDP ของอังกฤษในปีนี้จะขยายตัวเพียงร้อยละ 0.8


ผลสำรวจของสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งยุโรป (European Council on Foreign Relations-ECFR) ที่สอบถามผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอังกฤษกว่า 2,000 คน ระหว่าง 7-14 พฤษภาคม ระบุว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม 2 ใน 3 ไม่ว่าจะสนับสนุนพรรคการเมืองใด เชื่อว่าการตัดสินใจ Brexit เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ส่งผลกระทบเชิงลบต่อประเทศ ความหวังที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้นเมื่อพ้นอ้อมอกของ EU ไม่เป็นจริง และ Brexit กำลังบั่นทอนความสามารถทางเศรษฐกิจ


โดยผู้ตอบแบบสอบถามราวร้อยละ 66 มองว่า Brexit เป็นปัจจัยที่ทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น และส่งผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจของประเทศ ขณะที่ประชาชนจำนวนมากมองว่าคำมั่นสัญญาที่ว่าจะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นหลังออกจากสหภาพยุโรปยังไม่เกิดขึ้นจริง และร้อยละ 56 มองว่า Brexit ส่งผลเสียต่อการจัดการปัญหาการเข้าเมืองผิดกฎหมาย รวมถึงร้อยละ 57 เชื่อว่าเป็นการลดโอกาสสำหรับคนหนุ่มสาว 


นอกเหนือจากอังกฤษแล้ว “สวิตเซอร์แลนด์” ก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่รู้สึกกังวลเกี่ยวกับเรื่องผู้อพยพ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่มีการรณรงค์ทำ Brexit ในอังกฤษเมื่อ 10 ปีก่อน กรณีของสวิตเซอร์แลนด์สะท้อนผ่านการเสนอทำประชามติกำหนดเพดานจำนวนประชากรของประเทศให้อยู่ที่ 10 ล้านคน แต่ผลการลงคะแนนออกมาว่า มีผู้คัดค้านร้อยละ 55 และสนับสนุนร้อยละ 45 โดยมีผู้ออกมาใช้สิทธิราวร้อยละ 60 ของจำนวนประชากร 


การทำประชามติครั้งนี้ถูกเปรียบเทียบกับการลงประชามติ Brexit ของอังกฤษ ซึ่งทำให้เกิดความกังวลว่าอาจนำไปสู่การยุติข้อตกลงเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีระหว่างสวิตเซอร์แลนด์และ EU ซึ่งเป็นคู่ค้าหลักของประเทศ หลังจากจำนวนประชากรของสวิตเซอร์แลนด์เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 9.1 ล้านคน จาก 8.3 ล้านคนเมื่อ 10 ปีก่อน และมากกว่า 1 ใน 4 ของประชากรเกิดในต่างประเทศ 


ข้อเสนอของประชามติดังกล่าว ระบุว่า จำนวนประชากรจะต้องไม่เกิน 10 ล้านคน ก่อนปี 2593 และหากเกิน 10 ล้านคนเป็นเวลา 2 ปี สวิตเซอร์แลนด์จะต้องยุติข้อตกลงเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีกับ EU ถึงแม้สวิตเซอร์แลนด์จะไม่ได้เป็นสมาชิก EU แต่มีความตกลงเรื่องดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2545 และเป็นส่วนหนึ่งของเขตเชงเก้น 29 ประเทศที่อนุญาตให้พลเมืองเดินทางข้ามพรมแดนได้ ทั้งนี้ ประชากรของสวิตเซอร์แลนด์เพิ่มขึ้น 3 เท่าในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา ตามข้อมูลของรัฐบาล ในปี 2567 ประชากรแตะระดับ 9 ล้านคน เนื่องจากจำนวนผู้อพยพเพิ่มขึ้น ท่ามกลางอัตราการเกิดที่ลดลง ขณะที่กว่า 3 ใน 4 ของชาวต่างชาติในสวิตเซอร์แลนด์มาจาก “ยุโรป”

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง