จับตา “ซูเปอร์เอลนีโญ” ดันโลกร้อนพุ่งสุดขีด อากาศสุดขั้วเกิดถี่ขึ้นทั่วโลก

กระแสความกังวลต่อสภาพอากาศโลกทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง หลังผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิอากาศจับตาสัญญาณการก่อตัวของปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจรุนแรงเป็นพิเศษ หรือ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ซึ่งมีศักยภาพเร่งให้เกิดเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว และผลักดันอุณหภูมิโลกให้ทำสถิติสูงสุดใหม่ในปีถัดไป
รายงานระบุว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ปรากฏการณ์เอลนีโญจะก่อตัวในช่วงฤดูร้อนนี้ โดยแบบจำลองสภาพภูมิอากาศชี้โอกาสราว 62% ที่เอลนีโญจะเกิดขึ้นและยาวนานไปจนถึงปลายปี ขณะที่นักอุตุนิยมวิทยากำลังติดตามความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิผิวน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินแนวโน้มความรุนแรง
“เอลนีโญ” เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณตอนกลางและตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนอุ่นขึ้นกว่าปกติ ซึ่งเป็นหนึ่งในวัฏจักรที่สลับกับภาวะลานีญาและภาวะปกติ โดยความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิผิวน้ำเพียง 1-3 องศาเซลเซียส สามารถส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า หากเอลนีโญครั้งนี้มีความรุนแรง อาจทำให้ปี 2570 กลายเป็นอีกปีที่มีโอกาสทำลายสถิติอุณหภูมิโลก พร้อมก่อให้เกิดผลกระทบหลากหลาย ตั้งแต่พายุฝนที่รุนแรงขึ้นในบางภูมิภาค ไปจนถึงภัยแล้งยาวนานในอีกหลายพื้นที่
ตัวอย่างจากเหตุการณ์เอลนีโญรุนแรงในปี 2558 แสดงให้เห็นถึงผลกระทบที่ชัดเจน ทั้งภัยแล้งในเอธิโอเปีย การขาดแคลนน้ำในเปอร์โตริโก และฤดูพายุเฮอริเคนที่รุนแรงในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนเหนือ
โดยทั่วไป เอลนีโญมักทำให้เกิดสภาพอากาศแห้งแล้งและร้อนจัดในออสเตรเลีย แอฟริกาตอนใต้และตอนกลาง อินเดีย รวมถึงบางส่วนของทวีปอเมริกาใต้ ขณะที่บางพื้นที่ เช่น ตอนใต้ของสหรัฐฯ ตะวันออกกลาง และเอเชียใต้ อาจเผชิญฝนตกหนักมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า แม้บางพื้นที่ที่ประสบภัยแล้งอาจได้รับฝนเพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะฟื้นฟูสถานการณ์ได้ในระยะสั้น โดยเฉพาะพื้นที่ที่แหล่งน้ำอยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งต้องการปริมาณฝนในระดับสูงมากจึงจะฟื้นตัวได้ แต่ก็อาจต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงน้ำท่วมรุนแรง
คำว่า “ซูเปอร์เอลนีโญ” หมายถึงเหตุการณ์ที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงกว่าค่าเฉลี่ยอย่างน้อย 2 องศาเซลเซียส ซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยนักในประวัติศาสตร์ โดยตั้งแต่ปี 2493 พบเพียงไม่กี่ครั้ง และมีเพียงครั้งเดียวที่อุณหภูมิสูงเกิน 2.5 องศาเซลเซียส
นักวิทยาศาสตร์บางรายประเมินว่า มีโอกาส 1 ใน 4 ที่เอลนีโญจะพัฒนาไปสู่ระดับรุนแรงภายในช่วงปลายปีนี้ แต่ยังคงมีความไม่แน่นอน เนื่องจากช่วงฤดูใบไม้ผลิเป็นช่วงที่การพยากรณ์ทำได้ยาก
ขณะเดียวกัน แนวโน้มภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องยังส่งผลให้การประเมินความรุนแรงของเอลนีโญมีความซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากอุณหภูมิพื้นฐานของโลกที่สูงขึ้นอาจทำให้เหตุการณ์ดูรุนแรงกว่าความเป็นจริง
แม้จะยังไม่สามารถยืนยันความรุนแรงได้แน่ชัด แต่ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า ความเสี่ยงที่เอลนีโญจะเกิดขึ้นในปีนี้อยู่ในระดับสูง และควรเตรียมความพร้อมรับมือ โดยเฉพาะในภาคส่วนที่อ่อนไหวต่อสภาพอากาศ เช่น เกษตรกรรม สาธารณสุข พลังงาน และการบริหารจัดการน้ำ
องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุว่า การพยากรณ์เอลนีโญและลานีญามีบทบาทสำคัญในการลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ และช่วยสนับสนุนการวางแผนด้านมนุษยธรรมและการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนทั่วโลก
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
