รีเซต

ลุ้น "เอกนิติ" ต่ออายุไทยช่วยไทย พลัส พร้อมฟังข้อเสนอ คาดสรุปก.ย.นี้

ลุ้น "เอกนิติ" ต่ออายุไทยช่วยไทย พลัส พร้อมฟังข้อเสนอ คาดสรุปก.ย.นี้
TNN ช่อง16
10 กันยายน 2569 ( 16:54 )

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลัง อยู่ระหว่างการพิจารณาข้อเสนอเรื่องการขยายเวลาโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) หลังได้รับเสียงสะท้อนจากประชาชน ตลอดจนพ่อค้าแม่ค้าที่ต้องการให้รัฐบาลขยายเวลาโครงการนี้เพิ่มอีก 1-2 เดือน

ทั้งนี้ รัฐบาล และกระทรวงการคลัง พร้อมรับฟังเสียงของประชาชน และทุกภาคส่วน โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปไม่เกินเดือน ก.ย.นี้

รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ยืนยันว่า รัฐบาลมีเงินเพียงพอรองรับ หากจะต้องขยายเวลาโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส เพิ่มเติม โดยยังมีเม็ดเงินจาก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 (พ.ร.ก.กู้เงินฯ) วงเงิน 4 แสนล้านบาท เพราะสาเหตุสำคัญที่รัฐบาลทำโครงการนี้ ก็มาจากวิกฤติด้านพลังงานจากผลกระทบของสงครามตะวันออกกลาง ที่ทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น ดังนั้นหากปัจจัยหลักเรื่องวิกฤตพลังงานยังไม่หายไป รัฐบาลก็จะยังนำมาเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาว่าจะต่อหรือไม่ต่ออายุโครงการ

เม็ดเงินยังมีเหลืออยู่ แต่วันนี้ มีหลายปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณา โดยเฉพาะวิกฤตพลังงาน ซึ่งสถานการณ์ล่าสุด ยังมีการยิงกันอีก ราคาน้ำมันตลาดโลกจากนี้ ก็อาจจะปรับเพิ่มขึ้นอีก ส่วนจะมีการปรับสูตรจาก 60/40 ด้วยหรือไม่นั้น ก็ขอรับไปพิจารณาด้วยเช่นเดียวกัน นายเอกนิติ กล่าว

พร้อมระบุว่า เป็นเรื่องที่กระทรวงการคลัง จะต้องรีบพิจารณาในส่วนนี้ เพราะรัฐบาลยังมีเป้าหมายที่ต้องการช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน ซึ่งที่ผ่านมา โครงการ ไทยช่วยไทย พลัส มีเสียงตอบรับเป็นอย่างดี ว่าสามารถช่วยคนไทยลดค่าครองชีพจากวิกฤตพลังงานได้จริง และที่สำคัญ ยังช่วยให้พ่อค้าแม่ค้าที่ร่วมโครงการมีกำลังใจ และมีพลังจากการที่ขายสินค้าได้มากขึ้น

ปัจจุบัน มีประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ประมาณ 26 ล้านคน และอีก 13 ล้านคน อยู่ในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวมเป็นทั้งหมดประมาณ 40 ล้านคน ขณะที่มีร้านค้าอยู่ในแอปพลิชัน ถุงเงิน ราว 1.2 ล้านร้านค้าทั่วประเทศ โดยตั้งแต่เริ่มต้นโครงการจนถึง 9 ก.ย. 69 มีเม็ดเงินหมุนเวียนและกระจายอยู่ทั่วประเทศกว่า 1.5 แสนล้านบาท โดยในจำนวนนี้เป็นเม็ดเงินที่อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ 16-17% ส่วนที่เหลืออีกกว่า 80% กระจายอยู่ทั่วประเทศ และร้านค้าที่ได้รับประโยชน์ส่วนใหญ่จะเป็นร้านค้ารายเล็ก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง