ญี่ปุ่นเตรียมเสริมกำลังผลิตโดรนจากยูเครน รับมือจีน

ญี่ปุ่นกำลังเร่งยกระดับขีดความสามารถด้านสงครามโดรนด้วยการขยายความร่วมมือกับยูเครน เพื่อนำประสบการณ์จากสนามรบจริงในการทำสงครามกับรัสเซียมาประยุกต์ใช้ พร้อมเดินหน้าพัฒนาและจัดหาอากศยานไร้คนขับ (UAV) สำหรับกองกำลังป้องกันตนเอง (SDF) เพื่อเสริมการป้องกันดินแดนและน่านน้ำในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ท่ามกลางความกังวลต่อภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ บริษัทญี่ปุ่นยังเร่งสร้างความร่วมมือกับบริษัทด้านกลาโหมของยุโรป เพื่อพัฒนาโดรนสำหรับภารกิจต่อต้านเรือดำน้ำ มาซายูกิ มาซูดะ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยจีนศึกษา สถาบันวิจัยกลาโหมแห่งชาติ กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น กล่าวว่า สงครามในยูเครนได้เปลี่ยนรูปแบบการทำสงครามของโลกอย่างสิ้นเชิง และทำให้หลายประเทศรวมถึงญี่ปุ่น หันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาโดรนที่จะมีบทบาทสำคัญในสนามรบแห่งอนาคต
เขาระบุว่า หากเปรียบเทียบศักยภาพของรัสเซียกับยูเครนในช่วงเริ่มต้นสงครามจะเห็นได้ว่ายูเครนสามารถต้านทานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการใช้โดรนอย่างกว้างขวาง
มาซูดะ ยังชี้ว่า นอกจากเทคโนโลยีที่ทันสมัยแล้ว จำนวนของโดรนก็มีความสำคัญไม่แพ้กันกับคุณภาพ เพราะญี่ปุ่นมีผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากที่สามารถผลิตโดรนต้นทุนต่ำได้อย่างรวดเร็ว หากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน
ปัจจุบัน ญี่ปุ่นผลิตโดรนทางทหารได้ราว 1,000 ลำต่อปี แต่หอการค้ายูเครนประจำญี่ปุ่นคาดว่า ตัวเลขดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในอนาคต
หนึ่งในโครงการสำคัญคือการจัดตั้ง Japan-Ukraine Drone Cluster ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างผู้ผลิตของญี่ปุ่นกับบริษัทอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของยูเครน โดยมีหอการค้ายูเครนประจำญี่ปุ่น มหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย และบริษัทเทคโนโลยีเข้าร่วมด้วย
นอกจากการใช้งานด้านการทหารแล้ว โครงการดังกล่าวยังมุ่งพัฒนาโดรนสำหรับการช่วยเหลือผู้ประสบภัย การขนส่ง การเฝ้าระวังชายฝั่ง การตรวจสอบใต้น้ำ และการปฏิบัติงานในพื้นที่อันตราย
เจมส์ บราวน์ ศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยเทมเพิล วิทยาเขตโตเกียว ซึ่งเชี่ยวชาญด้านรัสเซีย มองว่า ยูเครนเป็น “พันธมิตรที่เหมาะสมที่สุด” สำหรับการพัฒนาศักยภาพด้านโดรนของญี่ปุ่น
เขาระบุว่า ญี่ปุ่นเป็นประเทศทางทะเลที่ต้องลาดตระเวณพื้นที่มหาสมุทรขนาดใหญ่ ขณะที่กองกำลังป้องกันตนเองกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนกำลังพลและข้อจำกัดด้านงบประมาณ ทำให้โดรนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการป้องกันประเทศ
บราวน์กล่าวว่า ญี่ปุ่นสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ของยูเครนได้อย่างมาก และยูเครนเองก็พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ แม้ว่าจะยังอยู่ระหว่างการทำสงครามกับรัสเซียก็ตาม ซึ่งสะท้อนว่ายูเครนมีศักยภาพการผลิตเพียงพอจนเริ่มส่งออกเทคโนโลยีด้านนี้ได้แล้ว
อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือด้านโดรนระหว่างยูเครนกับญี่ปุ่นสร้างความไม่พอใจให้รัสเซีย โดยเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา รัสเซียได้ยื่นหนังสือระท้วงทางการทูต หลังบริษัท Terra Drone ของญี่ปุ่น ลงทุนและจับมือทางธุรกิจกับบริษัท Amazing Drones ของยูเครน ซึ่งเป็นผู้พัฒนาโดรนสกัดกั้นชั้นนำ ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นปฏิเสธข้อกล่าวหาของรัฐบาลมอสโกที่ระบุว่า ความร่วมมือดังกล่าวเป็น “การกระทำที่เป็นปฏิปักษ์”
ขณะที่เมื่อวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายนที่ผ่านมา บริษัทอากาศยานยักษ์ใหญ่ของยุโรปอย่าง Airbus และบริษัท Kawasaki Heavy Industries ของญี่ปุ่น ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจเพื่อร่วมกันพัฒนาโดรนสำหรับภารกิจต่อต้านเรือดำน้ำ
โดรนรุ่นดังกล่าวจะพัฒนาบนพื้นฐานของ U950 Eurodrone ซึ่งปีกมีความกว้าง 26 เมตร ทำความเร็วสูงสุด 500 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยรุ่นที่กำลังพัฒนาให้เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี และสเปน สามารถบรรทุกอาวุธได้สูงสุด 2,300 กิโลกรัม ทั้งขีปนาวุธและระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์
Airbus ระบุว่า Eurodrone เหมาะสำหรับประเทศอย่างญี่ปุ่นที่ต้องเฝ้าระวังพื้นที่ทางทะเลขนาดใหญ่ เนื่องจากบินได้นาน บรรทุกอุปกรณ์รวจจับเรือดำน้ำและตอร์ปิโดได้ และสามารถเสริมศัยกภาพกองเรือลาดตระเวณปราบเรือดำน้ำที่มีนักบิน้วยระบบไร้คนขับด้อย่างมีประสิทธภาพ
ขณะเดียวกัน ในวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายนเช่นเดียวกัน สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า บริษัท Anduril Industries ของสหรัฐฯ กำลังเจรจาเข้าซื้อโรงงานประกอบรถยนต์ของ Nissan Motor ที่กำลังจะปิดตัวลงในเมืองโอปปามะ ทางตอนใต้ของกรุงโตเกียว เพื่อใช้เป็นฐานการผลิตโดรนทางทหาร แม้บริษัทจะระบุเพียงว่ากำลังสำรวจโอกาสในการขยายการผลิตในญี่ปุ่น และยังไม่ได้มีการออกมายืนยันข่าวดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม บราวน์เตือนว่า สนธิสัญญาความมั่นคงระหว่างสหรัฐฯ กับญี่ปุ่น อาจทำให้วอชิงตันกดดันให้ญี่ปุ่นพึ่งพาบริษัทอเมริกันในการพัฒนาเทคโนโลยีโดรน ซึ่งอาจทำให้การพัฒนาล่าช้า มีต้นทุนที่สูงขึ้น และเทคโนโลยีอาจล้าสมัยภายในเวลาเพียง 4-5 ปี
สำหรับปีงบประมาณ 2026 รัฐบาลญี่ปุ่นได้จัดสรรงบประมาณ 100,000 ล้านเยน หรือราว 20,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาระบบเรือไร้คนขับสำหรับป้องกันการรุกรานหมู่เกาะห่างไกล รวมถึงกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นยังมีแผนจัดหาโดรนขนาดเล็กที่สามารถโจมตีเป้าหมายได้ และยานใต้น้ำไร้คนขับสำหรับภารกิจข่าวกรอง
นักวิเคราะห์มองว่า การเร่งพัฒนาเทคโนโลยีโดรนของญี่ปุ่นเกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลต่อยุทธวิธีในพื้นที่สีเทา (Grey Zone Tactics) ของจีนในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยเฉพาะการใช้โดรนปฏิบัติการใกล้หมู่เกาะพิพาท เตียวหยู หรือญี่ปุ่นเรียกว่า เซ็นกากุ รวมถึงการที่เรือยามฝั่งจีนเข้าใกล้น่านน้ำรอบหมู่เกาะดังกล่าวเป็นระยะ ทำให้ที่ผ่านมารัฐบาลโตเกียวยื่นประท้วงหลายครั้ง
นอกจากนี้ จีนยังส่งโดรนปฏิบัติการรอบไต้หวันและบริเวณพื้นที่พิพาทในทะเลจีนใต้ด้วย นักวิเคราะห์ระบุว่า ญี่ปุ่นกำลังพยายามเร่งตามให้ทันประเทศคู่แข่งด้านเทคโนโลยีโดรน หลังถูกมองว่าล้าหลังกว่าทั้งจีนและตุรกี โดยมาซูดะยอมรับว่า ญี่ปุ่นตามหลังในการพัฒนาและการนำโดรนมาใช้ทางทหาร แต่รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญของเทคโนโลยีดังกล่าว และกำลังเร่งดำเนินการเพือไล่ตามประเทศคู่แข่งให้ทัน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
