ฟิลิปปินส์เร่งดันกฎหมายแบนเยาวชนใช้โซเชียล หลังเยาวชนก่อเหตุรุนแรงมากขึ้น

สมาชิกสภาผู้แทนราษฏรฟิลิปปินส์ เร่งผลักดันให้รัฐบาลออกกฎแบนการใช้โซเชียลมีเดียในกลุ่มเยาวชน เนื่องจากเล็งเห็นว่าอัตราการก่อเหตุรุนแรงของเยาวชนเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เยาวชนออกมาก่อเหตุคือการที่เยาวชนได้รับชมเนื้อหาที่เป็นอันตรายทางออนไลน์ เช่นเดียวกับในกรณีที่เกิดขึ้นที่ประเทศไทย ผู้ก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียนเทพศิรินทร์นนทบุรี ได้มีการรับชมเนื้อหาที่รุนแรงในโลกออนไลน์ก่อนลงมือ ตามรายงานที่เจ้าหน้าที่ตำรวจออกมาเปิดเผย
เมื่อเดือนที่แล้ว ฮวน เอดการ์โด อังกรา รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการของฟิลิปปินส์ กล่าวว่าอิทธิพลจากเนื้องหาบนโลกออนไลน์ที่มีความรุนแรงคือปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังเหตุรุนแรงที่เยาวชนเป็นผู้ก่อ เขากล่าวด้วยว่า ผู้เชี่ยวชาญเห็นตรงกันว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเยาวชนได้สัมผัสกับเว็บไซต์บนโลกออนไลน์ที่เป็นอันตรายที่มีอิทธิพลเชิงลบ และล่อลวงให้เยาวชนตัดสินใจออกมาก่อเหตุ
ร่างกฎหมายของฟิลิปปินส์ต้องการให้มีการแบนการใช้โซเชียลมีเดียในเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 13 ปี ขณะที่มีข้อเสนออีกฉบับจากฝั่งวุฒิสภาฟิลิปปินส์ที่ต้องการขยายข้อจำกัดดังกล่าวไปถึงผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปีด้วย หากมาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นจริงจะกำหนดให้แพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ ต้องนำระบบตรวจสอบอายุและตัวตนมาใช้เพื่อยืนยันตัว รวมถึงแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียจะต้องปิดใช้งานบัญชีของผู้ใช้ที่ไม่ตรงตามข้อกำหนดด้านอายุโดยอัตโนมัติด้วย
หากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียไม่ปฏิบัติตามกฎหมายของฟิลิปปินส์จะถูกลงโทษด้วยการปรับเงินมูลค่า 50 ล้านเปโซฟิลิปปินส์ หรือประมาณ 27 ล้านบาท หรือโทษที่รุนแรงกว่านั้นคือแพลตฟอร์มที่ไม่ปฏิบัติตามจะถูกแบนอย่างถาวรในประเทศฟิลิปปินส์
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และสุขภาพจิตเตือนว่า การแบนโซเชียลมีเดียในบางครั้งอาจให้ผลตรงกันข้าม เพราะการปิดกั้นไม่ให้เยาวชนเข้าถึงแพลตฟอร์มออนไลน์กระแสหลัก อาจผลักดันให้เด็กบางส่วนหันไปใช้เว็บไซต์หรือชุมชนออนไลน์ที่ไม่เป็นที่รู้จัก หรืออาจเรียกได้ว่ามันคือ “เว็บเถื่อน หรือ เว็บใต้ดิน” ซึ่งยากต่อการตรวจสอบและติดตามมากกว่าเดิม ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำว่าการเพิ่มมาตรการป้องกันบนแพลตฟอร์ม การให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต และการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองอาจมีประสิทธิภาพในระยะยาวมากกว่า
ในขณะเดียวกัน นักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ระบุว่า การได้รับเนื้อหาบนโลกออนไลน์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถอธิบายพฤติกรรมรุนแรงของเยาวชนได้ทั้งหมด เพราะจากการสำรวจเด็กจำนวนมากที่เริ่มมีแนวโน้มใช้ความรุนแรงมักเผชิญปัญหาอยู่แล้วทั้งที่บ้านหรือโรงเรียนโดยที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการใช้โซเชียลมีเดีย
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า สิ่งที่จำเป็นต้องทำคือการเร่งแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่ให้คำปรึกษาด้านสภาพจิตใจภายในโรงเรียนรวมถึงเพิ่มโอกาสให้เด็กเข้าถึงบริการช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตได้มากขึ้น นอกจากนี้ผู้ปกครองคือคนที่มีบทบาทสำคัญในการสังเกตพฤติกรรมที่น่าเป็นห่วงตั้งแต่ระยะแรกที่บ้าน และเมื่อเริ่มมีพฤติกรรมที่เข้าข่ายจะเป็นภัยต่อคนอื่นผู้ปกครองไม่ควรปล่อยผ่านแต่ควรรีบนำเด็กเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพจิต
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
