“วอร์เรน บัฟเฟตต์” ลงจาก ประธาน Berkshire Hathaway เปิดทาง “ลูกชาย” สานต่องาน

“วอร์เรน บัฟเฟตต์” ลงจากตำแหน่งประธานบริษัท Berkshire Hathaway ที่เขาดำรงมาตั้งแต่ปี 1970 อย่างเป็นทางการแล้ว หลังจากเขาได้ประกาศยุติบทบาทซีอีโอของบริษัทเมื่อสิ้นปีที่แล้ว โดยบัฟเฟตต์ในวัย 96 ปี จะยังคงเป็นสมาชิกคณะกรรมการบริษัทในตำแหน่งประธานกิตติมศักดิ์ ขณะที่ “ฮาวเวิร์ด บัฟเฟตต์” ลูกชายของเขา ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทมาตั้งแต่ปี 1993 จะเข้ารับตำแหน่งประธานคนใหม่แทน
บัฟเฟตต์ ซึ่งเป็นที่รู้จักในฉายา “Oracle of Omaha” หรือ “เทพพยากรณ์แห่งโอมาฮา” เขาได้สร้าง Berkshire ให้กลายเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก ด้วยแนวคิดการลงทุนแบบเน้นคุณค่า หรือ Value Investing ซึ่งสร้างผลตอบแทนเหนือกว่าตลาดโดยรวมอย่างมาก
เขายังกลายเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดอันดับ 10 ของโลก และเป็นหนึ่งในนักการกุศลรายใหญ่ที่สุด โดยปัจจุบัน บัฟเฟตต์มีทรัพย์สินสุทธิราว 145,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 4 ล้านล้านบาท ตามดัชนีมหาเศรษฐีของ Bloomberg แต่การประกาศลงจากตำแหน่งของบัฟเฟตต์ ไม่ได้ทำให้หุ้น Berkshire เปลี่ยนแปลง
ในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นของ Berkshire ที่เผยแพร่เมื่อวานนี้ (18 กันยายน) บัฟเฟตต์ระบุว่า ส่วนหนึ่งของเหตุผลที่เขาตัดสินใจลงจากตำแหน่ง คือเกร็ก อาเบล ซีอีโอคนปัจจุบัน ทำผลงานได้เกินกว่าที่เขาคาดหวังไว้ ซึ่งในจดหมาย บัฟเฟตต์ก็ยอมรับถึงอายุของตัวเองที่เพิ่มมากขึ้น โดยพูดถึงเหลนชายที่เพิ่งอายุครบ 1 ขวบ และบอกว่า ทุกวันนี้เด็กคนนี้เดินเร็วกว่าเขาอยู่เล็กน้อย
เขากล่าวในจดหมายด้วยว่า กาลเวลาย่อมเป็นฝ่ายชนะเสมอ แต่กาลเวลาก็ยังใจดีกับเขาเพราะได้เปิดโอกาสให้เขาได้เห็น Berkshire เดินทางมาถึงจุดที่ทำให้มั่นใจยิ่งกว่าที่เคยว่าสิ่งที่รออยู่ข้างหน้านั้นเป็นอย่างไร
ตลอดชีวิตของบัฟเฟตต์ เขาได้บริจาคเงินเพื่อการกุศลเป็นจำนวนมหาศาล ในปี 2010 เขาร่วมกับบิล เกตส์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Microsoft และเมลินดา เฟรนช์ เกตส์ ซึ่งขณะนั้นเป็นภรรยาของเกตส์ ก่อตั้งโครงการ “The Giving Pledge” โดยมีเป้าหมายเชิญชวนบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกให้คำมั่นว่าจะบริจาคทรัพย์สินอย่างน้อยครึ่งหนึ่งเพื่อการกุศล ไม่ว่าจะบริจาคในช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่หรือหลังเสียชีวิต
อย่างไรก็ตาม เมื่อต้นปีที่ผ่านมา บัฟเฟตต์ประกาศว่าเขาหยุดบริจาคหุ้น Berkshire ให้กับมูลนิธิ Gates Foundation และไม่ได้ติดต่อกับบิล เกตส์ อดีตเพื่อนสนิทอีกต่อไป ท่ามกลางการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเกตส์กับ “เจฟฟรีย์ เอปสตีน” ผู้กระทำความผิดทางเพศที่ถูกตัดสินว่ามีความผิด
แม้จะมีความมั่งคั่งมหาศาล แต่บัฟเฟตต์มีชื่อเสียงเรื่องการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย เขาอาศัยอยู่เกือบตลอดชีวิตในบ้านหลังเดิมที่เมืองโอมาฮา รัฐเนแบรสกา ซึ่งซื้อไว้ในปี 1958 ด้วยราคา 31,500 ดอลลาร์ จนกระทั่งบัฟเฟตต์เปิดเผยในเดือนเมษายน 2012 ว่าเขาป่วยเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก แต่เป็นมะเร็งระยะที่มีความรุนแรงต่ำที่สุด เขาเข้ารับการฉายรังสีครบตามกำหนดในเดือนกันยายนปีเดียวกัน และยังคงเป็นผู้นำ Berkshire Hathaway ต่อไปอีก 13 ปี
บัฟเฟตต์ยังเป็นหนึ่งในนักเคลื่อนไหวคนสำคัญที่เรียกร้องให้ขึ้นภาษีสำหรับชาวอเมริกันที่ร่ำรวยที่สุด โดยมองว่ามันไม่ถูกต้องที่เขาต้องเสียภาษีในสัดส่วนต่อรายได้ต่ำกว่าเลขานุการของเขา และผู้เสียภาษีชนชั้นกลางรายอื่น ๆ จนเกิดแนวคิดที่เรียกว่า “Buffett Rule” ซึ่งเสนอให้ผู้มีรายได้มากกว่า 1 ล้านดอลลาร์ต่อปีต้องเสียภาษีในอัตราที่แท้จริงอย่างน้อย 30% และกลายเป็นประเด็นสำคัญในการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยที่สองของบารัก โอบามา ในปี 2012 แม้ท้ายที่สุดข้อเสนอดังกล่าวจะถูกสมาชิกพรรครีพับลิกันในวุฒิสภาสกัดไว้
บริษัท Berkshire เติบโตจนกลายเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่ประสบความสำเร็จและมีธุรกิจหลากหลาย โดยเป็นเจ้าของบริษัทประกันภัย GEICO, บริษัทขนส่งทางรถไฟ Burlington Northern Santa Fe, ผู้ผลิตเสื้อผ้า Fruit of the Loom และเครือร้านไอศกรีม Dairy Queen ซึ่งตลอดช่วงเวลาที่บัฟเฟตต์เป็นผู้นำ Berkshire มูลค่าตลาดของบริษัทเติบโตในอัตราเฉลี่ย 19% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าการเติบโตของตลาดโดยรวมอย่างมาก
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
