'PRM' โชว์ไตรมาส 2/63 ฝ่าโควิด กำไรสุทธิ 491.2 ล้านบาท โตเพิ่ม 61.7% เตรียมรับเรือใหม่อีก 2 ลำ เสริมศักยภาพ

'PRM' โชว์ไตรมาส 2/63 ฝ่าโควิด กำไรสุทธิ 491.2 ล้านบาท โตเพิ่ม 61.7% เตรียมรับเรือใหม่อีก 2 ลำ เสริมศักยภาพ
มติชน
13 สิงหาคม 2563 ( 14:19 )
22
'PRM' โชว์ไตรมาส 2/63 ฝ่าโควิด กำไรสุทธิ 491.2 ล้านบาท โตเพิ่ม 61.7% เตรียมรับเรือใหม่อีก 2 ลำ เสริมศักยภาพ

นายวิริทธิ์พล จุไรสินธุ์ ผู้อำนวยการสายงานการเงินและบัญชี บริษัท พริมา มารีน จำกัด (มหาชน) “PRM” เปิดเผยผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2563 (เมษายน-มิถุนายน 2563) ว่าบริษัทฯ มีอัตราการเติบโตทั้งในแง่ของรายได้และกำไรดีขึ้นต่อเนื่อง สามารถทำรายได้รวม 1,494.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 491.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 61.7% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

 

ปัจจัยสนับสนุนมาจากลุ่มธุรกิจเรือขนส่งและกักเก็บปิโตรเลียมกลางทะเล หรือ FSU ทั้ง 8 ลำ ที่มีการปรับราคาให้สอดคล้องกับทิศทางของตลาดและความต้องการที่เพิ่มขึ้น และยังคงมีอัตราการใช้บริการเต็ม 100% ทำให้กลุ่มธุรกิจดังกล่าวสามารถทำรายได้และกำไรสุทธิให้แก่ PRM ได้อย่างก้าวกระโดด

 

ขณะที่กลุ่มธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศ ที่ถึงแม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ส่งผลให้ปริมาณการขนส่งปิโตรเลียมภายในประเทศชะลอตัวลง แต่จากการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้บริษัทฯ สามารถรักษาอัตราการใช้เรือให้อยู่ในระดับที่มากกว่า 90% ทำให้กลุ่มธุรกิจดังกล่าวได้รับผลกระทบไม่มากนัก

 

นายวิริทธิ์พล กล่าวว่า จากปัจจัยดังกล่าวข้างต้น ส่งผลให้ภาพรวมผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรกของปีนี้ (มกราคม-มิถุนายน 2563) บริษัทฯ สามารถทำรายได้รวม 3,000.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% และทำกำไรสุทธิได้ถึง 786.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 44.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา “ธุรกิจของเรายังมีความแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก แม้ต้องเจอกับวิกฤต COVID-19 แต่ยังสามารถผลักดันการเติบโตได้อย่างก้าวกระโดดทั้งในแง่ของรายได้และกำไรสุทธิ โดยในไตรมาส 2/2563 ถือเป็นสถิตินิวไฮอีกครั้ง ผลจากการบริหารจัดการที่ดี ส่งผลกำไรสุทธิในครึ่งปีแรกเติบโตสวนกระแสปัจจัยลบได้”

 

ผู้อำนวยการสายงานการเงินและบัญชี PRM กล่าวถึงแนวโน้มการดำเนินงานครึ่งปีหลัง ว่าบริษัทฯ จะเสริมศักยภาพการดำเนินธุรกิจให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยมีแผนการขยายกองเรือในกลุ่มธุรกิจที่มีการเติบโตสูง อย่างน้อย 2 ลำ ได้แก่ เรือต่อใหม่ในกลุ่มธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศ จำนวน 1 ลำ หลังจากสถานการณ์ COVID-19 คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น ซึ่งการรับเรือใหม่ดังกล่าวมีลูกค้ารอใช้บริการเรียบร้อยแล้ว ขณะที่กลุ่มธุรกิจ FSU จะเพิ่มอีก 1 ลำ เพื่อรองรับความต้องการใช้บริการที่มีอยู่อีกมาก ทำให้บริษัทฯ สามารถสร้างรายได้จาก 2 กลุ่มธุรกิจหลักได้ดียิ่งขึ้น ช่วยสนับสนุนผลการดำเนินงานในปีนี้ให้เติบโต 10-15% ตามเป้าหมาย

 

ส่วนความคืบหน้าโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ที่บริษัท เอ็น.ที.แอล.มารีน จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ PRM ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในกลุ่มธุรกิจร่วมค้าซีเอ็นเอ็นซี ในสัดส่วนประมาณ 10% โดยได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้ดำเนินโครงการงานก่อสร้างงานทางทะเล ซึ่งคาดว่าจะเซ็นสัญญากับการท่าเรือเรือแห่งประเทศไทยในเร็วๆ นี้ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพทางธุรกิจและถือเป็นโอกาสที่ดีของ PRM ในการขยายธุรกิจใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไปในอนาคต

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง