ชะตากรรม “ฮอนด้า” เตือนค่ายรถญี่ปุ่น

“ฮอนด้า มอเตอร์” บริษัทรถยนต์รายใหญ่อันดับ 2 ของญี่ปุ่น โบกมือลาจากตลาดเกาหลีใต้ภายในสิ้นปีนี้ หลังดำเนินธุรกิจมานาน 23 ปี นับตั้งแต่เริ่มจำหน่ายรถยนต์รุ่น “แอคคอร์ด” (Accord) และ CR-V ในเกาหลีใต้ ตั้งแต่เมื่อปี 2547 ซึ่งเป็นการทบทวนทิศทางธุรกิจอย่างรอบคอบแล้ว โดยคำนึงถึงสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปและความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ แต่บริษัทจะยังคงให้บริการลูกค้าเก่าต่อไป และจะหันมาเน้นธุรกิจรถจักรยานยนต์ที่ยังคงทำผลงานได้ดี
ข้อมูลจากสมาคมนำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์แห่งเกาหลีใต้ ระบุว่า ยอดขายรถยนต์ของ “ฮอนด้า” ในเกาหลีใต้เมื่อปีที่แล้วอยู่ที่เพียง 1,951 คัน ลดลงมากกว่าร้อยละ 20 จากปี 2567 ที่อยู่ที่ 2,507 คัน และเหลือเพียงไม่ถึง 1 ใน 5 ของยอดขายสูงสุดราว 10,299 คัน เมื่อปี 2560 ขณะที่ยอดขายก็มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องในเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นตลาดขนาดเล็กสำหรับฮอนด้า เพราะมีแบรนด์ท้องถิ่นครองตลาดอยู่ทั้ง “ฮุนได” และ “เกีย” ขณะที่แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากจีนก็รุกตลาดอย่างหนัก รวมถึง BYD ที่ขายได้ 6,107 คันในเกาหลีใต้เมื่อปีที่แล้ว
“เกาหลีใต้” ไม่ใช่ตลาดเดียวที่ยอดขาย “ฮอนด้า” ร่วงลง แต่แนวโน้มดังกล่าวยังเกิดขึ้นใน “จีน” ที่ยอดขายในปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 646,000 คัน ลดลงร้อยละ 60 เมื่อเทียบจากระดับสูงสุดที่ 1.62 ล้านคัน ในปี 2563 และคาดว่าในปีนี้จะลดลงเหลือไม่ถึง 600,000 คัน ส่งผลให้ “ฮอนด้า” มีแผนจะปิดโรงงานร่วมทุนในจีนอย่างน้อย 1 แห่ง
ขณะเดียวกันยอดขายในปีที่แล้วของ “ฮอนด้า” ก็ลดลงในอาเซียน ซึ่งแบรนด์ญี่ปุ่นเคยครองตลาดมาอย่างยาวนาน ทั้งไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ทั้งนี้ “นิกเกอิ” อ้างข้อมูลจาก “โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย” ระบุว่า นับถึงเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ส่วนแบ่งการตลาดสำหรับรถยนต์ใหม่ในไทยของแบรนด์ญี่ปุ่นเหลือประมาณร้อยละ 69 ลดลงอย่างมากจากระดับร้อยละ 90 เมื่อ 5 ปีก่อน
สำหรับปัจจัยที่ทำให้ “ฮอนด้า” ต้องถอนธุรกิจจากเกาหลีใต้ เนื่องจาก 1.“ฮอนด้า” ผลิตรถยนต์สำหรับขายในเกาหลีใต้จากโรงงานในสหรัฐฯ ทำให้เผชิญผลกระทบจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ก่อนหน้านี้ บริษัทได้ประโยชน์จากข้อตกลง FTA ระหว่างเกาหลีใต้กับสหรัฐฯ จึงลดต้นทุนต่าง ๆ ได้ รวมถึงภาษีศุลกากร แต่เมื่อเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ประกอบกับต้นทุนนำเข้าและโลจิสติกส์สูงขึ้น ก็ทำให้กำไรลดลง แตกต่างกับเพื่อนร่วมชาติอย่าง “โตโยต้า” ซึ่งมีสัดส่วนการผลิตในญี่ปุ่นสูงทำให้ได้ประโยชน์จากการอ่อนค่าของเงินเยน
2.รถยนต์ของ “ฮอนด้า” ไม่ตอบโจทย์ความต้องการยานยนต์สมัยใหม่ที่ควบคุมด้วยซอฟต์แวร์ (Software-Defined Vehicle-SDV) ซึ่งเป็นความเปลี่ยนแปลงจากการเป็นรถยนต์นำเข้าที่ทนทานและคุ้มค่า ในขณะที่แบรนด์ยุโรปอย่าง BMW และ “เมอร์เซเดส-เบนซ์” รวมถึงค่ายรถท้องถิ่นอย่าง “ฮุนได” และ “เกีย” ต่างก็แข่งขันกันในตลาด SDV และ 3.“ฮอนด้า” ไม่สามารถเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์น้ำมันสู่พลังงานไฟฟ้าได้ทันกับกระแส นอกจากนี้ บริษัทยังถอยจากแผนพัฒนา EV และรถไร้คนขับบางส่วน และหันไปเน้นรถไฮบริดแทน เพราะไม่สามารถเอาชนะการแข่งขันด้านราคาจากแบรนด์รถยนต์จีนได้
เว็บไซต์ SlashGear รายงานว่า “โทชิฮิโร มิเบะ” CEO ของฮอนด้า เดินทางเยือนโรงงานผลิตรถ EV ในจีนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งทำให้เขารู้สึกกังวล พร้อมกับยอมรับว่า ไม่มีโอกาสจะสู้กับโรงงาน EV ในจีนได้ ไม่ว่าจะเป็นการจัดหาชิ้นส่วนไปจนถึงการจัดการด้านโลจิสติกส์ ทุกอย่างในโรงงานเป็นระบบอัตโนมัติ และไม่มีแรงงานคนอยู่ในสายการผลิต
ทั้งนี้ บริษัทรถยนต์ของจีนสามารถกดต้นทุนให้ต่ำและผลิตรถยนต์ได้อย่างรวดเร็ว บางบริษัทสามารถเปิดตัวรุ่นใหม่ได้ภายในเวลาไม่ถึง 2 ปี ซึ่งเร็วกว่าแบรนด์ดั้งเดิมถึง 2 เท่า บริษัทใหม่ ๆ อาทิ “เสียวหมี่” (Xiaomi) ใช้การผลิตแบบใหม่ทั้งหมดที่เรียกว่า “กิกะแคสติ้ง” (Gigacasting) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีผลิตชิ้นส่วนอะลูมิเนียมขนาดใหญ่แบบหล่อด้วยเครื่องจักร ทำให้ไม่ต้องเชื่อมชิ้นส่วนย่อยเข้าด้วยกัน จึงสามารถลดต้นทุนการผลิตและระยะเวลาในการประกอบชิ้นส่วน โดยผู้ผลิตรถยนต์รายอื่น ๆ เช่น โตโยต้า ก็เริ่มนำมาใช้แล้ว
แบรนด์รถยนต์อเมริกัน ยุโรป และญี่ปุ่น ต่างก็เผชิญกับการแข่งขันที่ดุเดือดจากค่ายรถ EV จีน ซึ่งทำให้หลายแห่งเผชิญภาวะขาดทุน รวมถึง “ฮอนด้า” ที่คาดการณ์ว่า อาจเผชิญภาวะขาดทุนเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 70 ปี หลังจากบันทึกบัญชีขาดทุนจากมูลค่าสินทรัพย์ที่ลดลง (impairment charge) ในธุรกิจรถ EV มากถึง 2.5 ล้านล้านเยน หรือ 1.58 หมื่นล้านดอลลาร์ และอาจจะขาดทุนสุทธิมากถึง 6.90 แสนล้านเยน ในปีงบการเงินที่สิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 มีนาคมปีนี้ พลิกกลับจากผลประกอบการในปีงบการเงินที่สิ้นสุดเมื่อ 31 มีนาคมปีที่แล้ว ซึ่งบริษัทกำไรสุทธิ 8.35 แสนล้านเยน
นักวิเคราะห์บางรายมองว่า “ฮอนด้า” อาจจะสามารถฟื้นตัวได้จากการปรับเปลี่ยนไปเน้นผลิตรถยนต์ไฮบริดในช่วงหลายปีข้างหน้า ซึ่งบริษัทยังคงมีบทบาทนำอยู่ แต่การจะอยู่รอดได้ในระยะยาวก็อาจจะเป็นเรื่องท้าทายหากต่อสู้เพียงลำพัง
อย่างไรก็ตาม “ฮอนด้า” ยืนยันว่า ฐานะการเงินของบริษัทมีความมั่นคง โดยได้แรงหนุนจากกระแสเงินสด โดยหากไม่นับรวมการขาดทุนจากธุรกิจ EV ที่บันทึกเพียงครั้งเดียว บริษัทยังคงสร้างกำไรจากการดำเนินงานได้ประมาณ 1 ล้านล้านเยน เพราะแม้ธุรกิจรถยนต์ของฮอนด้าจะเผชิญยอดขายที่ลดลง แต่ธุรกิจรถจักรยานยนต์และธุรกิจบริการทางการเงินยังคงทำกำไรได้สูง
ก่อนการถอนตัวออกจากตลาดเกาหลีใต้ของ “ฮอนด้า” มีค่ายรถญี่ปุ่นหลายรายบอกลานำไปแล้ว ได้แก่ “ซูบารุ” ในปี 2555, “มิตซูบิชิ” ปี 2556 และ “อินฟินิตี้” แบรนด์รถยนต์หรูของ “นิสสัน” ในปี 2563 โดยกรณีของ “ฮอนด้า” ก็ส่งสัญญาณเตือนถึงแบรนด์รถยนต์ญี่ปุ่นที่เหลือในตลาดเกาหลีใต้ ซึ่งมีเพียง “โตโยต้า” และแบรนด์รถหรูในเครือ “เล็กซัส” ขณะที่ทั้ง 2 แบรนด์ยังไม่มีรถ EV เต็มรูปแบบจำหน่ายในเกาหลีใต้
ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมรถยนต์เตือนว่า ความล้มเหลวในอดีตของบริษัทรถยนต์ญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างที่สะท้อนชัดเจนว่า บริษัทที่ไม่ปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีและความต้องการของผู้บริโภค ในที่สุดก็จะถูกบีบให้ออกไปจากตลาด
ถึงแม้ในขณะนี้ “โตโยต้า” และ “เล็กซัส” ยังคงมียอดขายและรายได้ที่ค่อนข้างคงที่ในตลาดเกาหลีใต้ โดยได้แรงหนุนจากความต้องการที่แข็งแกร่งในส่วนรถยนต์ไฮบริด ท่ามกลางการเปลี่ยนไปสู่การใช้งานรถ EV อย่างแพร่หลาย แต่ข้อได้เปรียบนี้อาจอยู่ได้ไม่นานนัก หากแบรนด์ญี่ปุ่นไม่เร่งรับมือกับการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์พลังงานไฟฟ้า ซึ่งอาจบั่นทอนโอกาสไม่เพียงแต่ในตลาดเกาหลีใต้ แต่ยังรวมถึงตลาดอื่น ๆ ทั่วโลก เนื่องจากกระแส EV ที่ยังคงมาแรง
ล่าสุด จีนได้แซงหน้าญี่ปุ่นขึ้นแท่นเป็นแชมป์ยอดขายในปี 2568 ไปแล้ว โดยผู้ผลิตรถยนต์จีนทำยอดขายทั่วโลกได้เกือบ 27 ล้านคัน มากกว่าผู้ผลิตรถจากญี่ปุ่นที่ทำยอดขายได้ราว 25 ล้านคัน นับเป็นการล้มแชมป์เก่าอย่างญี่ปุ่นที่ครองตำแหน่งมายาวนานถึง 25 ปี ขณะเดียวกันก็มีบริษัทจีน 3 แห่งที่ติดใน 10 อันดับผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำของโลก โดยเฉพาะ BYD ที่รักษาตำแหน่งผู้นำยอดขายรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ได้เป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน
น่าสนใจว่า นอกเหนือจากความพยายามลดการปล่อยคาร์บอนทั่วโลกที่เร่งตัวขึ้นตามภาวะโลกร้อน วิกฤตพลังงานที่เกิดจากสงครามในตะวันออกกลางก็ทำให้แรงเหวี่ยงในการใช้รถ EV เพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อแบรนด์รถยนต์จีนที่ต้องการส่งออกรถ EV ไปทั่วโลก ท่ามกลางเศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัว
โดยบริษัทวิจัย New Automotive และกลุ่มอุตสาหกรรม E-Mobility Europe ระบุว่า ยอดขายรถ EV ในยุโรปเพิ่มขึ้นในเดือนมีนาคม ซึ่งรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ล้วน (BEV) กว่า 500,000 คันที่ส่งมอบในสหภาพยุโรป (EU) ในไตรมาสแรกของปีนี้ สามารถลดความต้องการใช้น้ำมันได้ประมาณ 2 ล้านบาร์เรลต่อปี
ด้านสมาคมรถยนต์นั่งส่วนบุคคลของจีน ระบุว่า รถ EV ที่ผลิตในจีนมีส่วนแบ่งการตลาดใน EU เพิ่มขึ้นนับตั้งแต่ต้นปี 2569 โดยในช่วง 2 เดือนแรกปีนี้ EV จีนมีสัดส่วนร้อยละ 16 ในตลาด EU เพิ่มจากร้อยละ 12.2 ปัจจัยหนุนมาจากแบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูง ประกอบกับราคาที่แข่งขันได้ พร้อมกับคาดการณ์ว่ายอดขาย EV ในยุโรปจะเพิ่มขึ้นจากสงครามตะวันออกกลาง
สำหรับแบรนด์รถยนต์รายใหญ่สุดของญี่ปุ่น “โตโยต้า มอเตอร์” ขณะนี้ยังคงรักษาความเป็นผู้นำด้านยอดขายทั่วโลกไว้ได้อีกครั้ง โดยยอดขายของ “โตโยต้า” ในปี 2568 ซึ่งรวมแบรนด์ฮีโน่และไดฮัทสุ อยู่ที่ 11.32 ล้านคัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.6 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยยอดขายส่วนใหญ่มาจากความต้องการรถยนต์ไฮบริด
ขณะที่ยอดขายของคู่แข่งที่ใกล้เคียงที่สุดอย่าง “โฟล์คสวาเกน” อยู่ที่ 8.98 ล้านคันในปีที่แล้ว ลดลงร้อยละ 0.5 เนื่องจากสภาพตลาดที่ท้าทายในจีนและผลกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่กระทบตลาดอเมริกาเหนือ
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
