"เงินเดือนหายไปไหน?" คนไทยเกือบครึ่งไม่มีเงินฉุกเฉิน เสี่ยงพังทั้งชีวิต เปิดคำแนะนำ สูตรวางแผนการเงิน ทำได้ทันที!

เดือนชนเดือนทั้งประเทศ? เปิดความจริงคนไทย “ไม่มีเงินสำรอง” วิกฤตที่มองไม่เห็น
ใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือน เงินเข้าเท่าไหร่ก็ออกหมดไม่เหลือเก็บ คำถาม คือ ถ้าวันหนึ่งเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมา เราจะรับมือไหวหรือไม่ และนี่คือเรื่องใหญ่ที่คนไทยกำลังเจออยู่ในเวลานี้
ข้อมูลจากผลสำรวจของสวนดุสิตโพลล์ ปี 2568 ระบุว่า คนไทยส่วนใหญ่หรือเกือบครึ่งหรือประมาณ 48% มีเงินสำรองฉุกเฉินไม่ถึง 1 เดือน ขณะที่อีกส่วนหนึ่งประมาณ 35% มีเงินสำรองก็จริง แต่ก็มีเพียงแค่ 1–3 เดือนเท่านั้น ข้อมูลนี้หมายความว่าคนไทยกำลังอยู่บนความเสี่ยงทางด้านการเงิน ไม่สามารถรับมือกับเหตุการณ์วิกฤตในชีวิตหรือเหตุฉุกเฉินได้ทันท่วงที หรือตั้งหลักได้ยาก ถ้าหากเราต้องตกงาน รายได้สะดุด หรือมีเหตุเร่งด่วนเกิดขึ้น
ขณะเดียวกันในด้านสุขภาพ คนไทยก็ยังพบความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้เช่นกัน ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขและกรมควบคุมโรค ระบุว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อย่างโรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดสมอง และโรคหัวใจ ยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของคนไทย โดยเฉพาะโรคมะเร็งที่คร่าชีวิตคนไทยเฉลี่ยถึง 227 รายต่อวัน
โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อสุขภาพเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อสถานะทางการเงินของครัวเรือนด้วย เพราะการรักษาพยาบาลในระยะยาวอาจมีค่าใช้จ่ายจำนวนมาก แม้ว่าประเทศไทยจะมีระบบหลักประกันสุขภาพ แต่ในหลายกรณียังคงมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น ค่ายา ค่าเดินทาง หรือการดูแลระยะยาว
ข้อมูลเหล่านี้ทำให้เราเห็นว่าคนไทยส่วนใหญ่ หรือพวกเรายังขาดความพร้อมด้านการเงินในการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน ล่าสุดประเด็นนี้ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาโดย บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เคทีซี (KTC) ที่ได้เตือนถึงความเปราะบางทางการเงินของครัวเรือนไทยเหล่านี้ พร้อมแนะนำให้เราทุกคนเตรียมแผนทั้งด้านการเงินและด้านจิตใจล่วงหน้า เพื่อช่วยรับมือและลดความไม่แน่นอนของชีวิต
เคทีซีระบุว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลผู้ใช้บริการและอินไซต์ของกลุ่มคนทำงาน พบว่าความกังวลหลักของคนไทยมีอยู่ 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ สุขภาพ การเงิน และเหตุการณ์ไม่คาดคิด ซึ่งทั้งสามเรื่องล้วนมีความเชื่อมโยงกันและส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว
ยกตัวอย่างเช่น หากคนหนึ่งต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพ ก็อาจทำให้รายได้ลดลง ขณะที่ค่าใช้จ่ายกลับเพิ่มขึ้น หรือหากเกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว บริษัทลดการจ้างงาน หรือธุรกิจปิดตัว ก็อาจทำให้รายได้ของครอบครัวหยุดชะงักทันที
การวางแผนการเงินและชีวิตไม่จำเป็นต้องซับซ้อน แต่สามารถเริ่มต้นจากหลักการพื้นฐานที่ช่วยให้ครอบครัวตั้งหลักได้ทันที
เริ่มจากแนวทางแรก การแบ่งเงินอย่างมีระบบ โดยใช้หลัก 50–30–20
1. การแบ่งเงินอย่างมีระบบ โดยใช้หลัก 50–30–20 เป็นแนวทางตั้งต้น ได้แก่ 50% สำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น 30% สำหรับค่าใช้จ่ายด้านคุณภาพชีวิต และ 20% สำหรับการออมและการลงทุน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลยังพบว่าคนไทยเพียง 57% มีเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 3 เดือน ซึ่งยังถือว่าไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่ครัวเรือนจำนวนมากต้องเผชิญ
หลักการแบ่งเงินลักษณะนี้ช่วยให้ผู้มีรายได้สามารถเห็นภาพการใช้เงินของตนเองได้ชัดเจนขึ้น และช่วยลดความเสี่ยงที่จะใช้จ่ายเกินตัว เพราะเมื่อรายได้ถูกจัดสรรอย่างมีระบบ โอกาสที่จะสร้างเงินออมในระยะยาวก็จะเพิ่มขึ้น
2. การเร่งสร้างเงินสำรองฉุกเฉินให้ได้อย่างน้อย 3–6 เดือน เนื่องจากในยุคที่การเจ็บป่วยหรือการตกงานสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เงินสำรองถือเป็นเสมือน “ร่มกันฝน” ที่ช่วยบรรเทาความเสี่ยงทั้งด้านสุขภาพและการเงิน
ในหลายประเทศ นักวางแผนการเงินมักแนะนำให้ครัวเรือนมีเงินสำรองอย่างน้อย 6 เดือนของค่าใช้จ่ายทั้งหมด เพื่อรองรับสถานการณ์ไม่คาดคิด เช่น การว่างงาน หรือวิกฤตเศรษฐกิจ
3. การจัดการหนี้อย่างเป็นขั้นตอน เนื่องจากดอกเบี้ยเปรียบเสมือน “ต้นทุนเวลา” ที่ทำให้ความสามารถในการออมลดลง ผู้บริโภคจึงควรเริ่มจากการชำระหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูงก่อน เพื่อเปิดพื้นที่ให้การออมและการลงทุนเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในปัจจุบัน ครัวเรือนไทยจำนวนมากมีภาระหนี้หลายประเภท ทั้งหนี้บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล หนี้รถยนต์ และหนี้ที่อยู่อาศัย หากไม่มีการจัดลำดับการชำระหนี้อย่างเหมาะสม ดอกเบี้ยที่สะสมอาจทำให้ภาระทางการเงินเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
4. ใช้ระบบโอนเงินอัตโนมัติ (Auto-transfer) ทันทีหลังเงินเดือนเข้า โดยแยกบัญชีสำหรับเงินฉุกเฉินออกจากบัญชีใช้จ่ายประจำวันอย่างชัดเจน พร้อมตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนเงินออมทุกครั้งที่ภาระหนี้ลดลง เพื่อสร้างวินัยทางการเงินอย่างต่อเนื่อง
ไม่ใช่เพียงแค่เตรียมความพร้อมด้านการเงินเท่านั้นที่เราควรมี แต่ยังรวมไปถึงการวางแผนอนาคตสำหรับวันที่ตัวเราต้องจากโลกนี้ไปด้วยเช่นกัน
อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจมากขึ้นในสังคมไทย คือการจัดทำ “สมุดเบาใจ” หรือเอกสารแสดงเจตนาล่วงหน้า (Advance Care Plan) ตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 12 ซึ่งเป็นเอกสารที่เปิดโอกาสให้บุคคลสามารถระบุความต้องการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลในช่วงท้ายของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการรักษาที่ต้องการหรือไม่ต้องการ
รวมถึงการมอบหมายบุคคลที่ไว้วางใจให้ทำหน้าที่สื่อสารและตัดสินใจแทน ตลอดจนการระบุพิธีการหรือบรรยากาศที่ต้องการในวาระสุดท้าย
แนวคิดเรื่องการวางแผนช่วงท้ายของชีวิตกำลังได้รับความสนใจมากขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก เพราะสังคมกำลังเข้าสู่ยุคที่ประชากรมีอายุยืนยาวขึ้น และค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
หลายคนอาจคิดว่าเรื่องแบบนี้ไกลตัว แต่ในความเป็นจริง การวางแผนล่วงหน้าสามารถช่วยลดภาระทางใจของครอบครัว และยังช่วยลดความไม่แน่นอนด้านค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ได้ด้วย
การจัดทำเอกสารดังกล่าวไม่ได้สะท้อนถึงความกลัวต่อความตาย แต่เป็นการลดภาระการตัดสินใจของคนในครอบครัว เพื่อไม่ให้ต้องคาดเดาความต้องการของผู้ป่วยในช่วงเวลาที่ทุกคนกำลังเผชิญความยากลำบากทางจิตใจ เพราะการรักษาพยาบาลในช่วงท้ายของชีวิตบางครั้งอาจมีค่าใช้จ่ายสูงมาก และอาจกลายเป็นภาระหนี้ที่ตกทอดไปยังคนรุ่นถัดไป
อะไรก็เกิดขึ้นได้ ชัดเจนมากขึ้นจริงๆ ในยุคนี้ ช่วงเวลานี้ เราผ่านโรคระบาดมาแล้ว ภัยพิบัติก็มี หรือแม้กระทั่งสงครามที่แม้จะอยู่ข้ามโลก แต่สุดท้ายแล้วหนีพ้นกระทบได้ยาก ดังนั้นเร่งปรับก่อนจะสายวางแผนการเงินตั้งแต่วันนี้ อย่างน้อยก็ช่วยให้เรามีหลักยึด และผ่านช่วงเวลายากลำบากไปได้ง่ายขึ้น