รีเซต

ดาวเทียมยักษ์ BlueBird 7 เตรียมปลดระวาง หลังเข้าสู่วงโคจรผิดพลาด

ดาวเทียมยักษ์ BlueBird 7 เตรียมปลดระวาง หลังเข้าสู่วงโคจรผิดพลาด
TNN ช่อง16
21 เมษายน 2569 ( 17:16 )

วันที่ 19 เมษายนที่ผ่านมา ดาวเทียมสื่อสารขนาดใหญ่ BlueBird 7 ของบริษัท AST SpaceMobile ถูกส่งเข้าสู่วงโคจรผิดพลาด หลังปล่อยด้วยจรวด New Glenn ของบริษัท Blue Origin ส่งผลให้ไม่สามารถปฏิบัติภารกิจได้ตามแผน และเตรียมถูกปลดระวางกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกเพื่อทำลายตัวเอง 

ภารกิจปล่อยจรวดครั้งนี้ถือเป็นเที่ยวบินที่ 3 ของจรวด New Glenn โดยปล่อยจากฐานยิง Launch Complex 36 ณ สถานีกองทัพอวกาศแหลมคานาเวอรัล รัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา เมื่อเวลา 07:25 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือช่วงค่ำของวันเดียวกันตามเวลาไทย

ในช่วงเริ่มต้น ภารกิจดำเนินไปอย่างราบรื่น โดยจรวดท่อนแรกที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ ซึ่งมีชื่อว่า Never Tell Me The Odds สามารถลงจอดบนเรือโดรนชื่อว่า Jacklyn ในมหาสมุทรแอตแลนติกได้สำเร็จภายในเวลาประมาณ 6 นาที

อย่างไรก็ตาม ปัญหาเกิดขึ้นในขั้นตอนของจรวดท่อนบน หรือ Upper Stage ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการนำส่งดาวเทียมเข้าสู่วงโคจร โดยดาวเทียม BlueBird 7 ถูกปล่อยเข้าสู่วงโคจรที่ต่ำกว่าที่กำหนด หรือที่เรียกว่า Off-nominal orbit ซึ่งหมายถึง วงโคจรที่เบี่ยงเบนจากแผน ส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการปฏิบัติภารกิจของดาวเทียม

วงโคจรต่ำเกินไป ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ภารกิจล้มเหลว

แม้ดาวเทียมจะสามารถแยกตัวออกจากจรวดและเริ่มต้นระบบทำงานได้ตามปกติ แต่ระดับความสูงของวงโคจรที่ต่ำเกินไป กลายเป็นข้อจำกัดสำคัญ ในทางเทคนิค วงโคจรต่ำของโลก หรือ Low Earth Orbit (LEO) โดยทั่วไปจะอยู่ที่ระดับความสูงประมาณ 160-2,000 กิโลเมตรจากพื้นโลก หากดาวเทียมอยู่ในระดับที่ต่ำเกินไป จะเผชิญกับแรงต้านจากบรรยากาศ (Atmospheric drag) มากกว่าปกติ ทำให้สูญเสียพลังงานและระดับความสูงอย่างต่อเนื่อง

แม้ดาวเทียมจะมีระบบเครื่องขับดัน หรือ Thruster สำหรับปรับวงโคจร แต่ในกรณีนี้ พลังงานที่มีไม่เพียงพอในการยกระดับวงโคจรให้ถึงระดับที่ใช้งานได้ ส่งผลให้ต้องตัดสินใจปลดระวางดาวเทียมเพื่อลดความเสี่ยงและปัญหาขยะอวกาศ

BlueBird 7 ดาวเทียมยักษ์เพื่ออินเทอร์เน็ตจากอวกาศ

สำหรับ BlueBird 7 ถือเป็นหนึ่งในดาวเทียมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน โดยมีแผงเสาอากาศขนาดมหึมาครอบคลุมพื้นที่ถึง 2,400 ตารางฟุต หรือประมาณ 223 ตารางเมตร ดาวเทียมรุ่นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายดาวเทียมวงโคจรต่ำ ที่มีเป้าหมายให้บริการบรอดแบนด์จากอวกาศ โดยสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนทั่วไปได้โดยตรงโดยไม่ต้องพึ่งเสาสัญญาณภาคพื้นดิน

หากภารกิจประสบความสำเร็จ BlueBird 7 จะกลายเป็นดาวเทียมดวงที่ 8 ในเครือข่ายของ AST SpaceMobile ที่กำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารระดับโลก

บริษัทเดินหน้าต่อ แม้สูญเสียแต่มีประกันรองรับ

หลังเกิดเหตุการณ์ บริษัท AST SpaceMobile ยืนยันว่าความเสียหายจากดาวเทียมดวงนี้อยู่ภายใต้ความคุ้มครองของประกันภัย ทำให้สามารถกู้คืนค่าใช้จ่ายได้ในระดับหนึ่ง แม้ไม่มีการเปิดเผยมูลค่าที่แน่ชัด แต่โดยทั่วไป ดาวเทียมสื่อสารขนาดใหญ่มีต้นทุนตั้งแต่หลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นมูลค่าหลายพันล้านบาท

สำหรับแผนธุรกิจ บริษัทระบุว่ายังคงเดินหน้าต่อ โดยอยู่ระหว่างการผลิตดาวเทียมไปจนถึงรุ่น BlueBird 32 และเตรียมส่งดาวเทียม BlueBird 8 ถึง 10 ภายในช่วงประมาณ 30 วันข้างหน้า

นอกจากนี้ บริษัทตั้งเป้าปล่อยดาวเทียมอย่างต่อเนื่องทุก 1-2 เดือนในปี 2026 เพื่อให้มีดาวเทียมประจำการรวมประมาณ 45 ดวง ภายในสิ้นปี ซึ่งสะท้อนการแข่งขันที่เข้มข้นในตลาดอินเทอร์เน็ตจากอวกาศ

อย่างไรก็ตาม บริษัท Blue Origin ผู้พัฒนาจรวดจะต้องเร่งประเมินสาเหตุของความผิดพลาดในจรวดท่อนบน ว่าจะกระทบต่อความเชื่อมั่นและกำหนดการปล่อยจรวดในอนาคตหรือไม่

โดยเฉพาะภารกิจสำคัญในช่วงปลายปี 2026 ที่บริษัทมีแผนส่งยานลงจอดบนดวงจันทร์แบบไร้มนุษย์ รุ่น MK1 Endurance เพื่อสนับสนุนโครงการ Artemis program ขององค์การนาซา ซึ่งมีเป้าหมายสำรวจพื้นที่ขั้วใต้ของดวงจันทร์และปูทางสู่การตั้งฐานถาวรของมนุษย์ในอนาคต 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง