ไฟป่าเชียงใหม่ : ทำไมปีนี้ หนักกว่าทุกปี

ไฟป่าเชียงใหม่ : ทำไมปีนี้ หนักกว่าทุกปี
บีบีซี ไทย
3 เมษายน 2563 ( 10:34 )
166
2
ไฟป่าเชียงใหม่ : ทำไมปีนี้ หนักกว่าทุกปี

"ฝุ่นควันแบบนี้เหรอ เห็นมาตั้งแต่สมัยเป็นเด็ก ๆ แล้ว พอเข้าหน้าแล้งมีทุกปี แต่เมื่อก่อนเราไม่รู้ว่ามันคือฝุ่น คิดว่าเป็นหมอก เพราะมันไม่หนักเท่าทุกวันนี้" นายสุรี แสงคำ ชาวเชียงใหม่วัย 68 ปี บอกกับบีบีซีไทย

สุรีมีอาชีพปั่นสามล้อ ปัจจุบันไม่ค่อยได้รับส่งผู้โดยสารแล้ว แต่ยังคงรับส่งของให้ลูกค้าประจำ ทำให้ต้องเดินทางไปในหลายพื้นที่ในตัวเมืองเชียงใหม่ จึงต้องใช้ชีวิตอยู่บนถนนทุกวัน

"เราก็ใส่หน้ากากป้องกันเอา เวลาเราปั่นรถไปส่งคนหรือไปรับของ ก็รู้สึกว่าเหนื่อยง่ายกว่าเมื่อก่อนนะ หลัง ๆ มานี้ก็ไอมากขึ้น แสบตาบ้างถ้าช่วงฝุ่นหนัก ๆ แต่อันนี้ก็ไม่รู้ว่าเพราะแก่ หรือเพราะฝุ่นนะ" สุรีเล่ากลั้วหัวเราะ

เกศินีเล่าว่า เธอได้บทเรียนจากปีก่อนหน้า ปีนี้จึงให้ลูกอยู่เฉพาะในห้องแอร์ ไม่ให้ออกมาเจอฝุ่นควัน แต่แม้จะอยู่ในห้องปรับอากาศ ลูกก็ยังมีน้ำมูกไหลซึม และต้องคอยล้างจมูกให้อยู่ตลอด

"เราก็ทำได้แค่ป้องกันตัวเองนะ ก็ใส่หน้ากาก ปีนี้ดีหน่อยลูกไม่เป็นอะไรมาก ตัวเราเองก็ต้องไปซื้อยาพ่นจมูกมาพ่นตลอด เพราะหายใจไม่ออก ก็ไม่เห็นว่าจะมีใครมาช่วยเราเลย" เธอกล่าวขณะที่เกศินี แสงมะโน ชาว อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ บอกกับบีบีซีไทยว่า ลูกน้อยวัยเกือบสองขวบที่เคยป่วยด้วยอาการปอดอักเสบจากการสูดดมฝุ่น PM 2.5 ในปริมาณมากช่วงต้นปีที่แล้ว และอาการเป็นปกติดีมาพักใหญ่ กลับมามีอาการน้ำมูกไหลอีกครั้งช่วงเกิดไฟป่าหนัก ๆ ในเดือน มีนาคมปีนี้

BBC
ค่าฝุ่น PM2.5 ที่พุ่งสูงถึง 1,000 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรซึ่งเป็นตัวเลขที่วัดได้ เมื่อวันที่ 28 มี.ค. โดยศูนย์ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เกศินีเล่าว่า เธอได้บทเรียนจากปีก่อนหน้า ปีนี้จึงให้ลูกอยู่เฉพาะในห้องแอร์ ไม่ให้ออกมาเจอฝุ่นควัน แต่แม้จะอยู่ในห้องปรับอากาศ ลูกก็ยังมีน้ำมูกไหลซึม และต้องคอยล้างจมูกให้อยู่ตลอด

"เราก็ทำได้แค่ป้องกันตัวเองนะ ก็ใส่หน้ากาก ปีนี้ดีหน่อยลูกไม่เป็นอะไรมาก ตัวเราเองก็ต้องไปซื้อยาพ่นจมูกมาพ่นตลอด เพราะหายใจไม่ออก ก็ไม่เห็นว่าจะมีใครมาช่วยเราเลย" เธอกล่าว

เลวร้ายติดอันดับโลก

ปัญหาฝุ่นควันในเชียงใหม่ เป็นปัญหาระดับชาติที่เรื้อรังมากว่า 10 ปีแล้ว นอกจากปัญหาจะไม่ได้รับการแก้ไขแล้ว สถานการณ์ยังดูเหมือนจะแย่ลงอีกด้วยเมื่อค่าดัชนีคุณภาพอากาศของ จ. เชียงใหม่ พุ่งสูงเป็นอันดับหนึ่งของโลกในช่วงเดือนมีนาคม 2562 และกลับมาพุ่งสูงอีกด้วยค่าฝุ่น PM 2.5 ที่สูงถึงหลัก 1,000 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรเมื่อวันที่ 28 มี.ค.ปีนี้จากการวัดของศูนย์ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทำให้เชียงใหม่กลับมามีชื่อเสียงระดับโลกอีกครั้งในฐานะ "เมืองที่มีคุณภาพอากาศแย่ที่สุดในโลก"

ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ประธานสภาลมหายใจเชียงใหม่ ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของคนในหลายภาคส่วนในจังหวัดเชียงใหม่ เช่น ภาครัฐ นักวิชาการ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาฝุ่นควันในจังหวัดเชียงใหม่ ตั้งข้อสังเกตว่าสภาวะโลกร้อนที่ทำให้ฤดูแล้งมาเร็วและยาวนานกว่าปีก่อน ๆ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สถานการณ์ไฟป่าในเชียงใหม่รุนแรงกว่าทุกปี อีกทั้งสภาพทางภูมิศาสตร์ของเชียงใหม่ที่มีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ มีภูเขาล้อมรอบซึ่งล้วนเป็นภูเขาที่มีความสูงอันดับต้น ๆ ของประเทศ

และแม้ว่าเชียงใหม่จะมีพื้นที่ป่าอนุรักษ์อยู่มาก แต่จำนวนเจ้าหน้าที่ที่ดูแลผืนป่าอนุรักษ์เหล่านี้กลับมีน้อย ทำให้ดูแลได้ไม่ทั่วถึง

"ปีนี้หากสังเกตให้ดี จะพบว่าเกือบทั้งหมดของไฟป่าในเชียงใหม่ที่เกิดขึ้น เกิดในพื้นที่ป่าอนุรักษ์และป่าสงวน" ชัชวาลย์กล่าว

ความรุนแรงของไฟป่าในภาคเหนือ โดยเฉพาะที่เชียงใหม่และแม่ฮ่องสอน ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 คน ได้แก่ นายนิพนธ์ จาระธรรม ผู้ใหญ่บ้านและจิตอาสาพระราชทานหมู่ที่ 5 ต.แม่แฝกใหม่ อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ พลทหารปิยพันธ์ แสนสุข สังกัดหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 17 อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน และนางต๊ะนี กิจเจริญพัฒน์ อาสาสมัครดับไฟป่าใน อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเสียชีวิตจากการถูกไฟคลอกเมื่อวานนี้ (2 เม.ย.)

"แมวไล่จับหนู"

ชัชวาลย์เสริมว่าความขัดแย้งระหว่างรัฐกับชุมชนที่สะสมเรื้อรังมายาวนานมีส่วนทำให้ปัญหาไฟป่าในเชียงใหม่มีความซับซ้อนขึ้น

ความขัดแย้งเหล่านี้ ได้แก่ มาตรการทวงคืนผืนป่าและการประกาศเขตป่าอนุรักษ์ทับพื้นที่ชุมชน โดยมีเป้าหมายเพิ่มพื้นที่ป่าอนุรักษ์จาก 15% เป็น 25% ของพื้นที่จังหวัด รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดกับชาวบ้านในเรื่องการใช้ประโยชน์จากป่า สิ่งเหล่านี้ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐกับชาวบ้านอยู่ในสภาพ "แมวไล่จับหนู" เกิดการปะทะกันบ่อยครั้ง

ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐมักจะชี้นิ้วมาที่ชาวบ้านว่าเป็นคน "เผาป่า" แต่ชัชวาลย์โต้แย้งว่าไฟป่าหลายจุดเกิดบนพื้นที่สูงชันหรือเหวลึกซึ่งไม่ได้อยู่ในเส้นทางที่ชาวบ้านใช้เดินทางหาของป่า จึงไม่น่าจะเป็นไฟที่เกิดจากชาวบ้านเป็นผู้กระทำ ซึ่งนำไปสู่คำถามว่าถ้าชาวบ้านไม่ได้เผา แล้วใครเผา

วิธีคิดของรัฐ

ตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม 2563 เป็นต้นมา เกิดไฟไหม้ป่าในเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุยอย่างต่อเนื่องและไหม้แทบจะทุกฝั่งของพื้นที่อุทยานฯ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองเชียงใหม่นัก ทำให้ชาวเชียงใหม่ตื่นตัวและลุกขึ้นมาจัดการปัญหาไฟป่าและมลพิษทางอากาศที่กำลังคุกคามชีวิตของพวกเขา

หนึ่งในกลุ่มที่มีบทบาทมากคือสมาชิกกลุ่มร่มบินและโดรนอาสา ที่เข้ามาทำงานร่วมกับภาครัฐโดยนำโดรนขึ้นบินเพื่อถ่ายภาพมุมสูง พร้อมแจ้งพิกัดจุดที่เกิดไฟไหม้ ช่วยให้ทีมเจ้าหน้าที่ดับไฟป่าภาคพื้นดินเดินทางเข้าไปดับไฟได้ตรงจุดและทันท่วงที

ขณะที่กลุ่มร่มบินและกลุ่มมอเตอร์ไซค์วิบากก็มารวมตัวกันเพื่อออกสำรวจพื้นที่ป่าเพื่อหาจุดที่เกิดเหตุและรายงานให้เจ้าหน้าที่ทราบ

แต่ความขัดแย้งระหว่างภาครัฐและภาคประชาชนก็เกิดขึ้นเมื่อภาพไฟไหม้ป่ามุมสูงของกลุ่มโดรนอาสาถูกแชร์อย่างกว้างขวางในโซเชียลมีเดียเมื่อวันที่ 30 มี.ค. ทำให้วิกฤตไฟป่าเชียงใหม่กลับมาอยู่ในความสนใจของสังคมไทยซึ่งกำลังวุ่นอยู่กับการระบาดของโรคโควิด-19

กลุ่มโดรนอาสาเปิดเผยว่าภาพดังกล่าวทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐและ "ผู้ใหญ่" บางคน "ไม่สบายใจ" เพราะทำให้ผู้คนรู้สึกว่าสถานการณ์รุนแรง อีกทั้งยังมีการตั้งด่านสกัดไม่ให้ทีมโดรนอาสาเข้าไปในพื้นที่อุทยานฯ ดอยสุเทพ-ปุย และยังมีการกำหนดว่าภาพที่กลุ่มโดรนอาสาถ่ายมนั้นจะต้องส่งเข้ากลุ่มไลน์ที่ใช้ประสานงานภายในเท่านั้น ห้ามเผยแพร่ออกสู่สาธารณะ

ในที่สุดทีมโดรนอาสาจึงประกาศถอนตัวจากการทำงานร่วมกับภาครัฐ โดยเพจเฟซบุ๊ก "WEVO สื่อสู้ฝุ่น" ได้เผยแพร่ข้อความของนายธีระศักดิ์ รูปสุวรรณ ผู้ประสานร่มบินอาสาเชียงใหม่ที่ส่งถึง นายคมสัน สุวรรณอัมพา รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และ พ.ต.อ.ปิยะพันธ์ ภัทรพงศ์สินธุ์ รอง ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ ในกลุ่มสนทนาเมื่อวันที่ 30 มี.ค.ว่า "ทีมโดรนอาสาและร่มบินอาสาขอถอนตัวจากภารกิจนี้ครับ ทางราชการสบายใจได้ จะไม่มีภาพมุมสูงมารบกวนการทำงานของพวกท่านครับ"

ต่อมาทั้งสองฝ่ายได้หารือกันและมีมติให้ภาครัฐและภาคประชาชนทำงานร่วมกันต่อไป แต่มีการแบ่งพื้นที่บินโดรน คือ ทีมโดรนอาสาของภาคประชาชนจะสำรวจพื้นที่รอบนอกเขตอุทยานฯ และนอกเขตทหาร ส่วนทีมโดรนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรแม่โจ้ และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จะปฏิบัติการในพื้นที่อุทยานฯ และพื้นที่ทหาร

ปิดป่า 100%

หลังจากเผชิญวิกฤตไฟป่ามายาวนานกว่าครึ่งเดือน ศูนย์บัญชาการป้องกันและแก้ไขฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 จังหวัดเชียงใหม่ โดยนายคมสัน สุวรรณอัมพา รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้ประกาศมาตรการ "ปิดป่า 100%" ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.เป็นต้นไปเพื่อยกระดับการควบคุมไฟป่าในพื้นที่อุทยานฯ ดอยสุเทพ-ปุย พร้อมกับส่งกำลังตำรวจ ทหารเจ้าหน้าที่อุทยาน เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ผู้นำชุมชนและชาวบ้านในพื้นที่ตรึงกำลังและลาดตระเวนพื้นที่ป่า เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันการเกิดไฟป่าซ้ำอีก

ภายใต้มาตรการปิดป่า 100% นั้น รองผู้ว่าฯ ได้ให้อำนาจเจ้าหน้าที่จับกุมผู้ที่เข้าพื้นที่ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตได้ในทันที

นอกจากนี้ยังมีเฮลิคอปเตอร์จากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 1 ลำ และเฮลิคอปเตอร์จากกองทัพบก 1 ลำ ประจำการที่ดอยสุเทพเพื่อเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ขณะที่หน่วยบินจากกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม 2 ลำและหน่วยบินกรมฝนหลวงอีก 1 ลำ คอยสนับสนุนบินทิ้งน้ำดับไฟในเขตพื้นที่ อ.สะเมิงซึ่งพบจุดความร้อนถึง 35 จุด

ฝุ่นควันในเชียงใหม่ "แก้ได้ด้วยการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น"

ชัชวาลย์ย้ำกับบีบีซีไทยว่า ไฟป่าไม่ได้เป็นสาเหตุเดียวที่ทำให้ปัญหาฝุ่นควันในเชียงใหม่พุ่งทะยานจนติดอันดับโลก แน่นอนว่าไฟป่าคือต้นตอหลัก แต่ปัญหาฝุ่นควันไม่ได้เกิดจากพื้นที่ป่าเพียงแห่งเดียว ยังมีฝุ่นควันที่เกิดจากการรถราในเมือง การเผาในชุมชน พื้นที่อุตสาหกรรม รวมถึงฝุ่นควันที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน และภาวะโลกร้อน สิ่งเหล่านี้คือต้นตอร่วมของปัญหาฝุ่นควันในเชียงใหม่

เขาเสนอกว่า การแก้ปัญหานี้ ต้องมีการบูรณาการวางแผนแก้ปัญหาที่ต้นเหตุและต้องทำอย่างต่อเนื่อง รับฟังประชาชนพื้นที่และกระจายอำนาจให้องค์กรส่วนท้องถิ่นตัดสินใจ ที่สำคัญแนวทางการแก้ปัญหาต้องสอดคล้องกับบริบทในพื้นที่ ไม่ใช่เป็นแผนฉบับเดียวจากส่วนกลางแล้วนำมาใช้กับทุกพื้นที่ เพราะแต่ละพื้นที่ต่างก็มีที่มาของสภาพปัญหาที่ต่างกัน

"ระบบสั่งการ จากบนลงล่าง มันไม่แก้ปัญหา พอผู้ใหญ่ตำหนิ ก็ต้องรายงานว่าเอาอยู่ แต่จริง ๆ คือเอาไม่อยู่ ถ้าไม่ยอมรับความจริง ก็แก้ปัญหาไม่ได้" ชัชวาลย์กล่าว


รมว. กระทรวงทรัพยากรฯ ว่าอย่างไร

ด้านนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บอกกับบีบีซีไทย ว่า "ไฟป่าเชียงใหม่ในปีนี้ที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นฝีมือมนุษย์ทั้งสิ้น เมื่อดูจากจุดความร้อนที่เกิดขึ้นเป็นหย่อม ๆ แสดงให้เห็นชัดเจนว่าไม่ได้เกิดจากธรรมชาติ"

ส่วนเหตุที่เผาก็มีหลายเหตุผล ไม่ว่าเผาเพื่อรุกที่ป่า เผาเพื่อเคลียร์เส้นทางในการเดินเข้าไปหาของป่า หรือเผาเพื่อหาของป่า เป็นต้น

เมื่อถามว่าที่ไฟป่าปีนี้เกือบทั้งหมดเกิดขึ้นในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เป็นไปได้หรือไม่ที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่และชาวบ้าน นายวราวุธตอบว่า จริง ๆ ก็มีความขัดแย้งกันมายาวนานแล้ว แต่จะเพราะสาเหตุนี้หรือไม่ก็ตอบลำบาก แต่ที่ทำเต็มที่ ณ ปัจจุบันนี้คือ หากพบผู้กระทำความผิดก็จับหมด

ส่วนมาตรการปิดป่า 100% ที่ประกาศโดยศูนย์บัญชาการป้องกันและแก้ไขฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 จังหวัดเชียงใหม่ นายวราวุธได้อธิบายวิธีการทำงานของเจ้าหน้าที่ว่า จะมีการจดบันทึกรายชื่อของคนที่จะเข้าไปในป่าทั้งหมด โดยจะต้องบอกเหตุผลที่จะเข้าไปว่าเข้าไปทำอะไร ปัจจุบันเมื่อมีการปิดป่า หากเจ้าหน้าที่พบใครอยู่ในป่า เจ้าหน้าที่จะสันนิษฐานก่อนว่าเข้าไปเพื่อเผาป่า จะจับกุมไว้ก่อน จากนั้นจึงจะมีการสอบถามเหตุผลของการเข้ามาในป่า ส่วนชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่า ก็เป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้านที่ต้องตรวจสอบลูกบ้านว่ามีการเดินทางไปที่ไหนอย่างไร

"สถานการณ์ไฟป่าของเชียงใหม่ในปีนี้ ต้องยอมรับว่าไม่ปกติ จะใช้มาตรการเหมือนทุก ๆ ปีที่ผ่านมาคงไม่ได้ ดังนั้นการที่มีมาตรการปิดป่าแบบนี้ ก็จะสามารถช่วยแก้ปัญหาได้ระดับหนึ่ง" นายวราวุธกล่าว

เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า มาตรการปิดป่าเป็นแผนรับมือระยะสั้นที่จะทดลองใช้รับมือกับสถานการณ์ไฟป่าใน จ.เชียงใหม่ในช่วง 1 เดือนนี้ หากผลที่ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ประมาณปลายเดือนธันวาคมนี้ ก็จะมีการพิจารณานำมาตรการปิดป่า 100% มาใช้อีก ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดไฟไหม้ป่ารุนแรงขึ้นอีก

ส่วนมาตรการระยะยาว คือ จัดให้มีเจ้าหน้าที่ทั้งฝ่ายปกครอง ทหาร หรือเจ้าหน้าที่ป่าไม้ เจ้าหน้าที่อุทยาน ไปเคาะประตูบ้านเพื่อให้ความรู้แก่ชาวบ้านในหลาย ๆ มิติ เช่น อันตรายที่เกิดจากการเผาป่า บทลงโทษและข้อกฎหมาย เป็นต้น

ที่ผ่านมายังไม่เคยมีการดำเนินการในลักษณะนี้มาก่อนทั้ง การปิดป่า และการจัดชุดเจ้าหน้าที่เข้าไปให้ความรู้แก่ชาวบ้าน ครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกที่ได้ลองทำแบบนี้

นายวราวุธกล่าวยืนยันว่าไฟป่าในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ณ ปัจจุบันสามารถควบคุม และดับได้ทั้งหมดแล้ว 100%

ข่าวที่เกี่ยวข้อง