นักวิทย์ฯผวา “เอลนีโญ” ปี 69 อาจ "แรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา" จับตาโลกเดือดครั้งประวัติศาสตร์

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาออสเตรเลีย (Bureau of Meteorology: BoM) เปิดเผยว่า ปรากฏการณ์ เอลนีโญ (El Niño) ซึ่งได้ก่อตัวอย่างเต็มรูปแบบเหนือมหาสมุทรแปซิฟิกแล้วในขณะนี้ มีแนวโน้มพัฒนาไปสู่ เอลนีโญที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่มีการบันทึกข้อมูล หากแบบจำลองสภาพภูมิอากาศเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้
นักภูมิอากาศวิทยาหลายคนระบุว่า ผลการคาดการณ์ล่าสุดจากแบบจำลองภูมิอากาศทั่วโลกสร้างความกังวลอย่างมาก โดยบางคนถึงกับกล่าวว่า ตัวเลขที่เห็นนั้น "เหนือความคาดหมาย" และ "น่าทึ่งอย่างยิ่ง" เพราะอาจเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในยุคที่มีการบันทึกข้อมูลอย่างเป็นระบบ
ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศทั่วโลกเตือนว่า หากเอลนีโญปีนี้ทวีความรุนแรงตามคาด และเกิดพร้อมกับภาวะโลกร้อนจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อาจผลักดันให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทั้งในปี 2569 หรือมีความเป็นไปได้สูงกว่าในปี 2570
โดยทั่วไป เอลนีโญเกิดจากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนตอนกลางและตะวันออกอุ่นกว่าค่าปกติ ส่งผลให้รูปแบบการไหลเวียนของบรรยากาศเปลี่ยนแปลง ทำให้บางพื้นที่ของโลกเผชิญพายุและฝนตกหนัก ขณะที่อีกหลายภูมิภาคต้องเผชิญอากาศร้อนและแห้งแล้งมากขึ้น
หนึ่งในดัชนีสำคัญที่ใช้วัดความรุนแรงของเอลนีโญ คือ ค่าอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในพื้นที่ Niño 3.4 ซึ่งอยู่บริเวณเส้นศูนย์สูตรของมหาสมุทรแปซิฟิก
ดร. จื้อ-เหวิน ฉัว นักภูมิอากาศวิทยาอาวุโสของสำนักงานอุตุนิยมวิทยาออสเตรเลีย กล่าวว่า ค่าสูงสุดที่เชื่อถือได้จากเหตุการณ์เอลนีโญในอดีตอยู่ที่ +2.6 องศาเซลเซียส ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเดือนมกราคม ปี 2526 แต่แบบจำลองภูมิอากาศล่าสุดหลายชุดคาดการณ์ว่า เอลนีโญครั้งนี้อาจมีค่าความเบี่ยงเบนของอุณหภูมิสูงตั้งแต่ +2.2 จนเกิน +3.0 องศาเซลเซียส
ขณะที่แบบจำลองของสำนักงานอุตุนิยมวิทยาออสเตรเลียเองประเมินว่า เอลนีโญอาจพุ่งสูงถึงประมาณ +3.3 องศาเซลเซียส และมีแนวโน้มดำรงอยู่ต่อเนื่องอย่างน้อยจนถึงช่วงฤดูร้อนของออสเตรเลีย
ดร.ฉัว กล่าวว่า มีความเป็นไปได้อย่างแท้จริงที่เอลนีโญครั้งนี้จะติดอันดับเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุด หรืออาจกลายเป็น เอลนีโญที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึก พร้อมระบุว่า สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่ามหาสมุทรโลกได้สะสมความร้อนเอาไว้เป็นจำนวนมหาศาลตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา อันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ด้าน ดร. เซก เฮาส์ฟาเธอร์ นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศจาก Berkeley Earth ซึ่งได้วิเคราะห์แบบจำลองภูมิอากาศตามฤดูกาลจำนวน 14 แบบจากทั่วโลก ระบุว่า เอลนีโญปีนี้มีแนวโน้มสูงที่จะเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บข้อมูลที่เชื่อถือได้ และอาจรุนแรงกว่าสถิติเดิมอย่างมาก โดยแบบจำลองหลายชุดคาดการณ์ค่าที่ "อยู่นอกเหนือขอบเขตของทุกสิ่งที่มนุษย์เคยสังเกตพบ"
ปัจจุบัน แผนที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลแสดงให้เห็นมวลน้ำอุ่นขนาดใหญ่แผ่ขยายจากชายฝั่งด้านตะวันตกของทวีปอเมริกาใต้ทอดยาวเข้าสู่มหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลาง ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของการก่อตัวของเอลนีโญที่กำลังทวีความรุนแรง
ศาสตราจารย์ซาราห์ เพอร์กินส์-เคิร์กแพทริก ผู้เชี่ยวชาญด้านคลื่นความร้อนจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย กล่าวว่า ทุกครั้งที่ติดตามข้อมูล เธอรู้สึกทั้งประทับใจในความผิดปกติที่เกิดขึ้นและกังวลอย่างยิ่ง พร้อมเชื่อว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ อย่างไรก็ตาม เธอเตือนว่า ความรุนแรงของเอลนีโญไม่ได้หมายความว่าออสเตรเลียจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงเสมอไป แต่ทุกฝ่ายกำลังเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ขณะเดียวกัน การพยากรณ์ระยะยาวของสำนักงานอุตุนิยมวิทยาออสเตรเลียระบุว่า ในช่วงเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศมีโอกาสสูงที่จะเผชิญอุณหภูมิสูงสุดติดอยู่ในกลุ่ม 20% ที่ร้อนที่สุดของสถิติ โดยนครบริสเบน ซิดนีย์ เมลเบิร์น โฮบาร์ต แอดิเลด และเพิร์ธ ต่างมีโอกาสอย่างน้อย 80% ที่จะเผชิญอากาศร้อนผิดปกติ พร้อมทั้งมีแนวโน้มได้รับฝนน้อยกว่าค่าเฉลี่ย
ด้าน ดร. คิม รีด ผู้เชี่ยวชาญด้านการพยากรณ์ตามฤดูกาลและปริมาณฝนจากมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น กล่าวว่า หากแบบจำลองภูมิอากาศถูกต้อง โลกจะได้เห็นการปลดปล่อยความร้อนจากมหาสมุทรสู่ชั้นบรรยากาศในระดับมหาศาล ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศในหลายภูมิภาคของโลก
อย่างไรก็ตาม เขาชี้ว่า สำหรับออสเตรเลีย ความรุนแรงของเอลนีโญไม่ได้สัมพันธ์โดยตรงกับระดับผลกระทบที่ประเทศจะได้รับเสมอไป โดยสิ่งที่ต้องจับตาเพิ่มเติมคือการก่อตัวของ ปรากฏการณ์ไดโพลมหาสมุทรอินเดีย (Positive Indian Ocean Dipole: IOD) ซึ่งหากเกิดขึ้นพร้อมกับเอลนีโญ อาจทำให้ออสเตรเลียเผชิญสภาพอากาศแห้งแล้งรุนแรง คล้ายกับช่วงภัยแล้งครั้งใหญ่ก่อนเกิดไฟป่า "Black Summer" ในช่วงปี 2562-2563
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
