ฝนหนักยาวถึงปลาย ก.ย. เร่งเก็บน้ำรับเอลนีโญ-ดูแลน้ำฤดูแล้ง

สถานการณ์ฝนในประเทศไทยช่วงเดือนกันยายน 2569 ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง และภาคใต้ฝั่งอันดามัน หลังร่องมรสุมเคลื่อนตัวลงมาทางใต้เร็วกว่าช่วงก่อนหน้า ประกอบกับมีหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณเวียดนามและอ่าวตังเกี๋ย ซึ่งอาจเพิ่มความชื้นและทำให้เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องในหลายพื้นที่
ชวลิต จันทรรัตน์ กรรมการ บมจ.ทีม กรุ๊ป และกรรมการสมาคมวิศวกรที่ปรึกษาแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ TNN ประเมินว่า ร่องมรสุมที่ก่อนหน้านี้อยู่บริเวณภาคเหนือและภาคเหนือตอนล่าง ได้เคลื่อนลงมาถึงภาคกลาง บางส่วนครอบคลุมลงมาถึงบริเวณพระนครศรีอยุธยา ส่งผลให้ความชื้นจากทะเลอันดามันและอ่าวไทยเข้ามาสนับสนุนการก่อตัวของฝนมากขึ้น
จับตาฝนหนัก 12-16 ก.ย. หลายพื้นที่
ชวลิตประเมินว่า ตั้งแต่วันที่ 12 กันยายน 2569 เป็นต้นไป พื้นที่กรุงเทพมหานคร พระนครศรีอยุธยา และภาคตะวันออกมีโอกาสได้รับฝนเพิ่มขึ้น ขณะที่นครราชสีมา บุรีรัมย์ และสุรินทร์ มีแนวโน้มได้รับฝนต่อเนื่องในช่วงวันที่ 12-13 กันยายน ซึ่งจะเป็นผลดีต่อพื้นที่ที่ก่อนหน้านี้มีปริมาณน้ำไม่มาก
อย่างไรก็ตาม พื้นที่แนวชายแดนไทย-เมียนมาบางส่วนยังต้องเฝ้าระวังฝนหนัก โดยเฉพาะแนวเทือกเขาตะนาวศรี ตั้งแต่แม่สะเรียง แม่สอด พบพระ ลงมาถึงสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี รวมถึงพื้นที่ภาคตะวันออก ได้แก่ ระยอง จันทบุรี และตราด ซึ่งมีโอกาสเกิดฝนต่อเนื่องในช่วงวันที่ 12-16 กันยายน
อีกปัจจัยที่ต้องติดตามคือหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณอ่าวตังเกี๋ย ซึ่งผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าอาจพัฒนาเป็นดีเปรสชัน แต่โอกาสทวีกำลังถึงระดับไต้ฝุ่นมีไม่มาก เนื่องจากเริ่มมีมวลอากาศเย็นจากจีนลงมากดดันระบบดังกล่าว
หากระบบนี้พัฒนาและเคลื่อนตัวตามที่ประเมิน อิทธิพลบริเวณขอบของระบบอาจทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้แม่น้ำโขง มีฝนเพิ่มขึ้นในช่วงวันที่ 14-16 กันยายน จึงต้องติดตามระดับน้ำในลำน้ำสาขาที่อาจเพิ่มสูงขึ้น
อันดามันต้องระวังฝนต่อเนื่องถึง 23 ก.ย.
สำหรับภาคใต้ ชวลิตให้ความสำคัญกับพื้นที่ฝั่งทะเลอันดามัน เนื่องจากการดึงความชื้นจากทะเลเข้ามาสู่ร่องมรสุมอาจทำให้เกิดทั้งฝนตกหนักและคลื่นลมแรง
พื้นที่ตั้งแต่ ระนอง พังงา ภูเก็ต ลงไปถึงสตูล มีแนวโน้มได้รับฝนต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 12 กันยายน และอาจยาวไปถึงช่วงวันที่ 20-23 กันยายน โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้เชิงเขาควรเฝ้าระวังน้ำป่าไหลหลากและดินถล่ม หากมีฝนตกสะสมเป็นเวลานาน
แม่สายระดับน้ำลด พ้นจุดอันตราย
ส่วนสถานการณ์แม่น้ำสาย จังหวัดเชียงราย ซึ่งก่อนหน้านี้ระดับน้ำเพิ่มขึ้นจนต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ชวลิตระบุว่า สถานการณ์ล่าสุดเริ่มคลี่คลาย หลังระดับน้ำขึ้นสูงสุดประมาณเวลา 21.00 น. ของคืนที่ผ่านมา ก่อนทยอยลดลงและพ้นระดับอันตราย
ปัจจัยสำคัญมาจากร่องมรสุมที่เคลื่อนลงมาสู่ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ทำให้พื้นที่ภาคเหนือตอนบนมีแนวโน้มได้รับฝนน้อยลง ประกอบกับมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนเริ่มแผ่ลงมา
เอลนีโญทำฝนกระจายตัวไม่สม่ำเสมอ ต้องเร่งเก็บน้ำ
แม้หลายพื้นที่กำลังเผชิญฝนตกหนัก แต่ภาพรวมปริมาณฝนสะสมทั่วประเทศยังต่ำกว่าค่าปกติประมาณ ร้อยละ 10 ตามข้อมูลที่ระบุในการสัมภาษณ์ ทำให้โจทย์สำคัญในระยะต่อไปคือการเก็บน้ำจากช่วงฤดูฝนไว้เป็นน้ำต้นทุนสำหรับฤดูแล้ง
ชวลิตประเมินว่า ภายใต้อิทธิพลของเอลนีโญ ปริมาณฝนอาจมีการกระจายตัวไม่สม่ำเสมอ บางพื้นที่ได้รับฝนมากในช่วงเวลาสั้น ขณะที่บางพื้นที่มีฝนน้อย จึงเสนอให้ชุมชนและภาคเกษตรเพิ่มการกักเก็บน้ำในแหล่งน้ำขนาดเล็ก สระชุมชน และแหล่งน้ำที่มีอยู่ เพื่อรองรับการใช้น้ำไปจนถึงช่วงเดือนพฤษภาคม 2570
อีกประเด็นที่ต้องคำนึงถึงคืออุณหภูมิในฤดูร้อนที่อาจสูงกว่าปกติภายใต้อิทธิพลเอลนีโญ ซึ่งจะเพิ่มการสูญเสียน้ำจากการระเหย และอาจกระทบแหล่งน้ำขนาดเล็กและขนาดกลางได้
น้ำในอ่างทั่วประเทศ 51,290 ล้าน ลบ.ม.
ด้าน วิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน ระบุว่า กรมชลประทานติดตามสถานการณ์น้ำตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อบริหารทั้งน้ำหลากในช่วงฝนตกและเก็บสำรองน้ำสำหรับฤดูแล้ง
ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศมีน้ำรวมประมาณ 51,290 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 69 ของความจุอ่าง และยังสามารถรองรับน้ำเพิ่มเติมได้มากกว่า 23,600 ล้านลูกบาศก์เมตร
ส่วน 4 เขื่อนหลักในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ประกอบด้วย เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำรวมประมาณ 15,000 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 64 ของความจุ
กรมชลประทานตั้งเป้าว่า เมื่อสิ้นสุดฤดูฝนในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 จะมีน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศเพิ่มเป็นประมาณ 61,000 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 80 เพื่อสนับสนุนการอุปโภคบริโภค การรักษาระบบนิเวศ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงฤดูแล้ง
สำหรับภาคการเกษตร ประเมินพื้นที่เพาะปลูกนาปรังในฤดูแล้งประมาณ 4-5 ล้านไร่ โดยการจัดสรรน้ำจะต้องสอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่
ประสานฝนหลวงเติมน้ำเขื่อน-เตรียมน้ำรองรับ EEC
กรมชลประทานยังเตรียมบริหารจัดการน้ำร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เพื่อสนับสนุนการเติมน้ำให้เขื่อนที่มีปริมาณน้ำอยู่ในระดับต่ำประมาณร้อยละ 50-60 เมื่อสภาพอากาศเอื้ออำนวย
ขณะเดียวกัน พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC เป็นอีกพื้นที่ที่ต้องวางแผนน้ำระยะยาว โดยกรมชลประทานเดินหน้าพัฒนาโครงข่ายเชื่อมโยงแหล่งน้ำระหว่างจังหวัด เพื่อรองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม รวมถึงโครงการ Data Center ซึ่งคาดว่าจะมีความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้นประมาณ 60 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี
ตั้งเป้า 100 วัน เพิ่มมูลค่าน้ำช่วยเกษตรกร
นอกจากการจัดสรรน้ำ กรมชลประทานยังวางแนวทางให้เจ้าหน้าที่ทำงานร่วมกับกลุ่มผู้ใช้น้ำในพื้นที่มากขึ้น โดยใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีประกอบการบริหารจัดการ พร้อมให้คำแนะนำเกษตรกรเรื่องการเลือกปลูกพืชหลังฤดูทำนาและการเชื่อมโยงตลาด
เบื้องต้นกำหนดเป้าหมายให้เกิดผลเป็นรูปธรรมภายใน 100 วัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำแต่ละลูกบาศก์เมตร สร้างโอกาสเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และรักษาน้ำต้นทุนให้เพียงพอสำหรับกิจกรรมสำคัญในช่วงฤดูแล้ง
สถานการณ์ช่วงครึ่งหลังของเดือนกันยายนจึงมีทั้งสองด้านที่ต้องบริหารควบคู่กัน คือ การเตรียมรับฝนตกหนักในพื้นที่เสี่ยง และการใช้ช่วงที่ยังมีฝนเร่งสะสมน้ำต้นทุน เพื่อรองรับภาวะฝนน้อยและความต้องการใช้น้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2570
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
