รีเซต

ผู้สร้าง OpenClaw เกือบได้ร่วมงานกับ Meta ก่อนตัดสินใจเลือกจับมือกับ OpenAI

ผู้สร้าง OpenClaw เกือบได้ร่วมงานกับ Meta ก่อนตัดสินใจเลือกจับมือกับ OpenAI
TNN ช่อง16
19 กุมภาพันธ์ 2569 ( 08:44 )

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาวงการปัญญาประดิษฐ์จับตาหนึ่งในดีลที่ร้อนแรงที่สุดของปี เมื่อสองยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีอย่าง OpenAI และ Meta เปิดศึกชิงตัว ปีเตอร์ สไตน์เบอร์เกอร์ (Peter Steinberger) นักพัฒนาชาวออสเตรียผู้ก่อตั้งโครงการ OpenClaw ซึ่งกลายเป็นกระแสไวรัลในหมู่นักพัฒนาและสายเทคทั่วโลกในเวลาอันรวดเร็ว ก่อนที่ปีเตอร์ สไตน์เบอร์เกอร์จะตัดสินใจเลือกจับมือกับ OpenAI ในเวลาต่อมา

สำหรับปีเตอร์ สไตน์เบอร์เกอร์ (Peter Steinberger) เขาไม่ใช่ผู้เล่นหน้าใหม่ในวงการเทคโนโลยี ก่อหน้านี้เขาผู้เคยสร้างความสำเร็จจากการขายบริษัท PSPDFKit มูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3,600 ล้านบาท 

OpenClaw คืออะไร ทำไมจึงถูกแย่งชิง

ก่อนอื่นต้องทำความรู้จักกับ OpenClaw ซึ่งเฟรมเวิร์กสำหรับสร้าง AI Agent แบบ Self-hosted และ Open Source ที่เปิดให้นักพัฒนานำไปติดตั้งและควบคุมเองได้ ไม่ต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มปิดของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง

คำว่า AI Agent สำหรับ OpenClaw หมายถึงระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ไม่เพียงตอบคำถามตามคำสั่ง แต่สามารถดำเนินงานเชิงรุก วางแผน ตัดสินใจ และเชื่อมต่อเครื่องมือภายนอกได้ด้วยตนเอง เช่น เข้าถึงไฟล์ในคอมพิวเตอร์ เชื่อมต่อ API หรือส่งข้อความผ่านแพลตฟอร์มอย่าง WhatsApp และ Telegram

OpenClaw รองรับการเชื่อมต่อกับโมเดลภาษาขนาดใหญ่จากหลายค่าย ไม่ว่าจะเป็น Claude, GPT-5 หรือ Grok ทำให้ผู้ใช้สามารถเลือกใช้โมเดลที่เหมาะสมกับงานได้อย่างยืดหยุ่น

สำหรับแนวคิด Open Source หมายถึง การเปิดเผยซอร์สโค้ดให้สาธารณชนตรวจสอบ แก้ไข และต่อยอดได้อย่างเสรี ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ OpenClaw เติบโตแบบก้าวกระโดด มี Pull Requests จากชุมชนมากกว่า 3,000 รายการภายในเวลาไม่นาน สะท้อนพลังของเครือข่ายนักพัฒนาทั่วโลก

โปรเจกต์ดัง แต่ผู้สร้างขาดทุนเดือนละหลายแสนบาท

แม้ชื่อเสียง OpenClaw จะพุ่งแรง แต่เบื้องหลังกลับไม่สวยงามนัก ปีเตอร์ สไตน์เบอร์เกอร์ (Peter Steinberger) เปิดเผยว่าเขาแบกรับค่าใช้จ่ายจากการรันระบบราว 10,000 ถึง 20,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน หรือประมาณ 360,000 ถึง 720,000 บาท

ต้นทุนหลักมาจากค่าโครงสร้างพื้นฐานด้านคลาวด์ ค่าเซิร์ฟเวอร์ และค่า Token สำหรับเรียกใช้โมเดล AI ขนาดใหญ่ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายตามปริมาณการใช้งาน

แม้เขาจะมีฐานะมั่นคงจากการขายกิจการบริษัท PSPDFKit มาก่อน แต่เจ้าตัวยอมรับว่าไม่ต้องการบริหารองค์กรขนาดใหญ่หรือระดมทุนระยะยาว เขาต้องการโฟกัสกับการเขียนโค้ดและสร้างนวัตกรรม มากกว่าการทำหน้าที่ผู้บริหารเต็มตัว

Meta เปิดเกมรุกแบบถึงตัว Mark Zuckerberg

ฝั่งของ Meta แสดงความจริงจังอย่างชัดเจน โดยมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของบริษัท ได้เริ่มต้นติดต่อเจรจากับปีเตอร์ สไตน์เบอร์เกอร์โดยตรงผ่าน WhatsApp

และสิ่งที่สร้างความประทับใจ คือ ทีมงานของ Meta ทดลองใช้ OpenClaw จริง ลงมือเขียนโค้ด และให้ฟีดแบ็กเชิงเทคนิคอย่างละเอียด ปีเตอร์ สไตน์เบอร์เกอร์ เล่าว่าเขาได้ถกเถียงรายละเอียดทางเทคนิคกับมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก และผู้บริหารระดับสูงอย่างใกล้ชิด

กลยุทธ์นี้สะท้อนแนวทางของ Meta ที่กำลังเร่งเครื่องด้าน AI อย่างหนัก โดยเฉพาะการพัฒนาโมเดลโอเพนเวตและเครื่องมือสำหรับนักพัฒนา เพื่อแข่งขันกับคู่แข่งรายสำคัญในตลาด

OpenAI จุดแข็งด้านเทคโนโลยีและพลังประมวลผล

ในขณะเดียวกันอีกฝั่งหนึ่ง แซม อัลท์แมน (Sam Altman) ซีอีโอของ OpenAI ก็ได้พูดคุยกับปีเตอร์โดยตรงเช่นกัน โดย OpenAI มีจุดแข็งสำคัญคือพลังการประมวลผลและโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับ AI Agent ที่ต้องเรียกใช้โมเดลขั้นสูงอย่างต่อเนื่อง ปีเตอร์ยอมรับว่าเขาเป็นผู้สนับสนุนตัวยงของระบบ Codex และเทคโนโลยีของ OpenAI

นอกจากนี้ OpenAI ยังให้การสนับสนุน Token สำหรับการทดสอบและพัฒนา อีกทั้งยังช่วยให้คำแนะนำเรื่องการตั้งชื่อ OpenClaw เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาเครื่องหมายการค้า

ปีเตอร์ สไตน์เบอร์เกอร์ ยังเปิดเผยด้วยว่าเขาได้พูดคุยกับ สัตยา นาเดลลา (Satya Nadella) ซีอีโอของ Microsoft ซึ่งสะท้อนว่าดีลนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของสองบริษัท แต่เป็นประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ของทั้งอุตสาหกรรม

เงื่อนไขสำคัญต้องเป็น Open Source

แม้ข้อเสนอจะน่าสนใจเพียงใด ปีเตอร์ สไตน์เบอร์เกอร์ มีเงื่อนไขชัดเจนว่า OpenClaw ต้องคงสถานะ Open Source โดยเขาเปรียบเทียบแนวคิดนี้กับความสัมพันธ์ระหว่าง Chrome และ Chromium ที่แม้บริษัทจะสร้างผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ แต่ยังคงมีฐานโค้ดแบบเปิดให้ชุมชนมีส่วนร่วม ซึ่งสำหรับนักพัฒนา การคงความเป็นโอเพนซอร์สหมายถึงความโปร่งใส ความปลอดภัยที่ตรวจสอบได้ และอิสระในการต่อยอด ซึ่งเป็นคุณค่าที่ยากจะประเมินเป็นตัวเงิน

การตัดสินใจที่ยากที่สุดในชีวิต

ปีเตอร์ สไตน์เบอร์เกอร์ กล่าวว่านี่อาจเป็นการตัดสินใจที่ยากที่สุดในชีวิต รองจากเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัวในอดีต แรงจูงใจของเขาไม่ใช่เงินทุน แต่คือผลกระทบเชิงบวกต่อวงการ AI และความสนุกในการสร้างสรรค์เทคโนโลยี

ในขณะเดียวกัน เขายังคงทำงานอย่างหนักเพื่อเคลียร์รายการการแก้ไขหรือเพิ่มเติมโค้ดที่ส่งมาจากชุมชนนักพัฒนา หรือ Pull Requests หลายพันรายการ และเสริมมาตรการความปลอดภัย หลังเผชิญกระแสดราม่าจากกลุ่มคริปโตและประเด็นความเสี่ยงด้าน Prompt Injection ซึ่งเป็นการโจมตีที่ฝังคำสั่งอันตรายไว้ในข้อมูลเพื่อหลอกให้ AI ทำสิ่งไม่พึงประสงค์

สะท้อนภาพการแข่งขัน AI ยุคใหม่

กรณีของปีเตอร์ สไตน์เบอร์เกอร์ ไม่ใช่เพียงดีลจ้างงานธรรมดา แต่สะท้อนการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ในยุค AI Agent บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกกำลังตระหนักว่าอนาคตของ AI ไม่ได้อยู่แค่แชตบอต แต่คือระบบที่ทำงานแทนมนุษย์ได้แบบอัตโนมัติ เชื่อมต่อเครื่องมือ เพื่อลงมือปฏิบัติจริง บทสรุปของสงครามแย่งชิงครั้งนี้จะส่งผลต่อทิศทางของ Open Source AI และโครงสร้างอำนาจในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีโลกอย่างมีนัยสำคัญ 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง