ของแพงทั้งแผง! "ยูนิลีเวอร์" ขยับราคาหลังต้นทุนพุ่ง

ยูนิลีเวอร์ บริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคระดับโลก เปิดเผยแผนทยอยปรับขึ้นราคาสินค้าเป็นระยะในช่วงต่อจากนี้ เพื่อรับมือกับต้นทุนที่สูงเกินคาดจากผลกระทบของสงครามอิหร่าน แม้บริษัทจะรายงานยอดขายไตรมาสแรกเติบโตดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ก็ตาม
บริษัทซึ่งจดทะเบียนในตลาดลอนดอนและมีมูลค่ากิจการมากกว่า 1.2 แสนล้านดอลลาร์ ระบุว่ายังคงเป้าหมายยอดขายและอัตรากำไรปี 2026 ไว้ตามเดิม สะท้อนความเชื่อมั่นว่าสามารถประคองธุรกิจท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมอุตสาหกรรมกำลังเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนรุนแรงที่สุดในรอบหลายปี จากราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่พุ่งขึ้น รวมถึงความปั่นป่วนของซัพพลายเชนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งกำลังผลักดันให้ราคาสินค้าในชีวิตประจำวันสูงขึ้น
ยูนิลีเวอร์ประเมินว่า ต้นทุนรวมตลอดปีจะเพิ่มขึ้นราว 750-900 ล้านยูโร สูงกว่าที่เคยคาดไว้เมื่อต้นปีถึง 350–500 ล้านยูโร โดยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นหลักมาจากค่าขนส่งและการผลิตในโรงงาน
ฝ่ายการเงินของบริษัทระบุว่า การขึ้นราคาจะเกิดขึ้นบ่อยครั้งแต่เป็นการปรับขึ้นในระดับเล็กน้อย เพื่อไม่ให้กระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน และหากแรงกดดันเงินเฟ้อยังดำเนินต่อ อัตราการปรับขึ้นราคาอาจแตะระดับร้อยละ 2–3 ในบางช่วง
การปรับราคาจะเน้นในบางตลาดและบางหมวดสินค้า โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลบ้านที่อิงกับราคาน้ำมัน และจะเริ่มเห็นชัดในช่วงครึ่งหลังของปี ขณะที่ภูมิภาคเอเชีย แอฟริกา และลาตินอเมริกา ซึ่งเผชิญเงินเฟ้อสูง จะเป็นพื้นที่ที่มีการปรับราคามากกว่าตลาดอเมริกาเหนือ
นักวิเคราะห์มองว่า ยูนิลีเวอร์จำเป็นต้องเดินเกมอย่างระมัดระวัง เพราะแม้ต้นทุนจะเพิ่มขึ้น แต่การขึ้นราคามากเกินไปอาจกระทบปริมาณการขาย โดยเฉพาะในตลาดพัฒนาแล้วอย่างยุโรปที่ผู้บริโภคมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ
ข้อมูลจากการรวบรวมของรอยเตอร์สพบว่า ตั้งแต่เริ่มสงคราม มีบริษัทอย่างน้อย 36 แห่งส่งสัญญาณปรับขึ้นราคาสินค้า ขณะที่คู่แข่งสำคัญอย่าง Nestlé และ Procter & Gamble ต่างเตือนถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน ส่วน L'Oréal กลับทำผลงานได้ดีกว่าคาด จากความต้องการสินค้าพรีเมียมที่ยังแข็งแกร่ง
อีกด้านหนึ่ง บริษัทต่าง ๆ ยังกังวลว่า หากราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูงและสงครามยืดเยื้อ อาจทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง ส่งผลต่อความต้องการสินค้าในระยะถัดไป
ก่อนหน้านี้ ยูนิลีเวอร์เคยปรับขึ้นราคาสินค้าอย่างรุนแรงในช่วงหลังโควิด-19 และสงครามรัสเซีย–ยูเครน จนทำให้ผู้บริโภคบางส่วนหันไปเลือกสินค้าแบรนด์รองราคาถูกกว่า อย่างไรก็ตาม ล่าสุดบริษัทเริ่มกลับมาเน้นการเติบโตจากปริมาณการขายมากขึ้น โดยชะลอการขึ้นราคาและเพิ่มการลงทุนด้านการตลาดและนวัตกรรม
ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนว่า สงครามอิหร่านไม่ได้กระทบเฉพาะพลังงาน แต่กำลังลุกลามเข้าสู่สินค้าอุปโภคบริโภคทั่วโลก และอาจกลายเป็นอีกแรงกดดันสำคัญต่อค่าครองชีพของผู้บริโภคในระยะต่อไป