RCL โชว์กำไรปี 68 แตะ 8,167 ล้านบาท แจกปันผล 1.50 บาท/หุ้น

#ทันหุ้น #2026 #SET #RCL โชว์กำไรปี 68 แตะ 8,167 ล้านบาท แจกปันผล 1.50 บาท/หุ้น
บริษัท อาร์ ซี แอล จำกัด (มหาชน) ผลการดำเนินงานประจำปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 8,167 ล้านบาท ลดลงจากปี 2567 ซึ่งมีกำไรสุทธิ 9,171 ล้านบาท หรือ 10.9% โดยมีสาเหตุหลักมาจากการแข็งค่าของเงินบาท ส่งผลให้อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยปรับลดลงจาก 35.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 มาอยู่ที่ 32.9 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ หรือ 7.1% ในปี 2568 ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาผลการดำเนินงานในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นสกุลเงินหลักที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจ และเมื่อปรับผลกระทบจากรายการพิเศษที่เกิดขึ้นในปี 2567 ได้แก่ การกลับรายการด้อยค่าของเรือเดินทะเลและรายการพิเศษอื่น ซึ่งส่งผลเชิงบวกต่อกำไรสุทธิรวม 11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 397 ล้านบาท กำไรสุทธิของบริษัทฯ สำหรับปี 2568 อยู่ที่ 247.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 247.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับปี 2568 บริษัทฯ มีรายได้จากการเดินเรือ 36,924 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,828 ล้านบาท หรือ 5.2% จากปีก่อน การเติบโตดังกล่าวมีปัจจัยสำคัญมาจากศักยภาพของกองเรือที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นและการขยายเครือข่ายการให้บริการ ส่งผลให้บริษัทฯ สามารถรองรับปริมาณการขนส่งเพิ่มขึ้น 215,547 ตู้ หรือ 8.8% ประกอบกับอัตราค่าระวางเฉลี่ยที่ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 420 เหรียญต่อตู้ เพิ่มขึ้น 4.0% เมื่อเทียบกับปี 2567 ซึ่งมีอัตราค่าระวางเฉลี่ย 404 เหรียญต่อตู้ ขณะที่ต้นทุนในการเดินเรือเพิ่มขึ้น 6.0% ทั้งนี้ แม้ดัชนีค่าระวางเรือคอนเทนเนอร์เซี่ยงไฮ้ (Shanghai Containerized Freight Index: SCFI) ในปี 2568 จะปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ สะท้อนถึงความสามารถในการบริหารกองเรือและขยายปริมาณการขนส่ง พร้อมทั้งรักษาอัตราค่าระวางเฉลี่ยให้อยู่ในระดับที่ดีกว่าภาพรวมของตลาด
ในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิสำหรับงวด 1,803 ล้านบาท ลดลง 497 ล้านบาท หรือ 21.6% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากรายได้จากการเดินเรือที่ลดลง 0.8% อันเป็นผลจากอัตราค่าระวางเฉลี่ยที่ปรับลดลง 4.3% อย่างไรก็ตาม ปริมาณการขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้น 3.7% ขณะที่ต้นทุนการเดินเรือเพิ่มขึ้น 2.2% ท่ามกลางความผันผวนของอุตสาหกรรมขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ทางทะเล บริษัทฯ ได้ดำเนินการบริหารจัดการเพื่อลดผลกระทบดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง อาทิ การปรับเส้นทางการให้บริการ การรับมอบเรือใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และการเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับปริมาณการขนส่ง ส่งผลให้บริษัทฯ ยังคงสามารถรักษาระดับผลการดำเนินงานและความสามารถในการทำกำไรได้ในระดับที่เหมาะสม
ในปี 2568 อุตสาหกรรมขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ทางทะเลยังคงเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยเศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะมาตรการทางภาษีและความตึงเครียดทางการค้าระหว่าง สหรัฐอเมริกา และ จีน ซึ่งส่งผลต่อทิศทางการค้าและปริมาณขนส่งระหว่างประเทศ ขณะเดียวกัน ความไม่สงบในบางเส้นทางเดินเรือหลักทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับเปลี่ยนเส้นทาง ส่งผลให้ต้นทุนและระยะเวลาการขนส่งเพิ่มขึ้น ประกอบกับภาวะกำลังการขนส่งส่วนเกินจากการรับมอบเรือใหม่จำนวนมาก อีกทั้งความไม่แน่นอนของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจดังกล่าวยังคงเป็นปัจจัยที่บริษัทฯ และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมจำเป็นต้องติดตามและบริหารจัดการอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาเสถียรภาพของผลการดำเนินงานและฐานะทางการเงินในระยะยาว
ทั้งนี้ เพื่อตอบสนองต่อแผนการเติบโตในระยะยาว บริษัทฯ ได้เดินหน้าลงทุนในการขยายและยกระดับกองเรืออย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 บริษัทฯ ได้สั่งต่อเรือขนาด 14,000 ทีอียูเพิ่มเติมจำนวน 2 ลำ จากอู่ต่อเรือชั้นนำใน ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งนับเป็นเรือขนาดใหญ่ที่สุดของบริษัทฯ และจะรับมอบภายในปี 2571 เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพของกองเรือ รองรับความต้องการของลูกค้า และสอดคล้องกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม อันเป็นการวางรากฐานเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ จากความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพดังกล่าว ในปี 2568 บริษัทฯ ได้รับรางวัล Best Public Company of the Year ในหมวดธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์จากงาน Money & Banking Awards 2568 รวมถึงได้รับรางวัล SET Awards 2568 จำนวน 3 รางวัล ได้แก่ Outstanding Company Performance Award, Outstanding CEO Award และ Outstanding Young Rising Star CEO Award
สุดท้ายนี้ บริษัทฯ มีความยินดีแจ้งว่า ที่ประชุมคณะกรรมการครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ได้มีมติเสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 จากกำไรข้างต้น รวมในอัตราหุ้นละ 2.50 บาท โดยบริษัทฯ ได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในปี 2568 ไปแล้วจำนวน 2 ครั้ง รวมในอัตราหุ้นละ 1.00 บาท และคงเหลือปันผลที่จะจ่ายอีกในอัตราหุ้นละ 1.50 บาท ทั้งนี้ การจ่ายเงินปันผลดังกล่าวจะต้องได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 17 เมษายน 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
