รีเซต

เอกชนฝากโจทย์รัฐแก้ไข ดึงมืออาชีพเร่งฟื้นเชื่อมั่น

เอกชนฝากโจทย์รัฐแก้ไข ดึงมืออาชีพเร่งฟื้นเชื่อมั่น
ทันหุ้น
10 กุมภาพันธ์ 2569 ( 08:00 )
20

#สภาอุตสหกรรม #ทันหุ้น - ภาคเอกชนฝากรัฐบาลใหม่เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ-ปากท้องประชาชน เป็นวาระแรก ชี้ทีมเศรษฐกิจมืออาชีพคือกุญแจฟื้นความเชื่อมั่

นายเกรียงไกร  เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ทางการเมืองและผลการเลือกตั้งล่าสุดว่า ภาคเอกชนขอเอาใจช่วยให้ประเทศไทยได้รัฐบาลที่เหมาะสม เป็นคนดี คนเก่ง และมีความรู้ความสามารถ เนื่องจากโฉมหน้าของรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีมีผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุน พร้อมกันนี้อยากเห็นการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เกิดขึ้นโดยเร็ว เพื่อให้การบริหารประเทศและการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง

นายเกรียงไกร กล่าวเพิ่มเติมว่า ปี 2569 ถือเป็นปีที่ท้าทายอย่างมากของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก สิ่งที่ภาคเอกชนอยากฝากถึงรัฐบาลใหม่มากที่สุด คือ การเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชน ซึ่งถือเป็นวิกฤติใหญ่ที่สุดในเวลานี้ โดยปัจจุบันหนี้ครัวเรือนของไทยอยู่ในระดับเกือบ 90% ต่อ GDP และหากรวมหนี้นอกระบบ ตัวเลขอาจสูงถึงประมาณ 104% สะท้อนว่ารายได้ของประชาชนจำนวนมากไม่สอดคล้องกับรายจ่าย ส่งผลให้กำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจหายไปอย่างมาก

*แก้ไขเร่งด่วน

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเร่งด่วนที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งดำเนินการอย่างน้อย 3–4 เรื่อง ได้แก่ 1.  วิกฤติ SME โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีวงเงินสินเชื่อต่ำกว่า 500 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างน่ากังวล 2.  ภาคการส่งออก ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย กำลังเผชิญแรงกดดันจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน

3. ปัญหาสภาพคล่องของ SME ที่เข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน เนื่องจากสินเชื่อธนาคารหดตัวต่อเนื่อง สถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยกู้จากความเสี่ยง NPL ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง รัฐบาลจึงจำเป็นต้องออกมาตรการอัดฉีดเม็ดเงินที่ตรงเป้าและแม่นยำ 4.  สินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากจีน ที่ทะลักเข้าสู่ตลาดทั้งในรูปแบบถูกกฎหมายและลักลอบ ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยจำนวนมากไม่สามารถแข่งขันได้และต้องปิดกิจการ

ในมุมมองของภาคธุรกิจ นายเกรียงไกร กล่าวว่า พรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนนิยมสูงในขณะนี้ โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย ได้แสดงให้เห็นถึงการเตรียมความพร้อมด้านเศรษฐกิจในช่วงเวลาสั้นๆ ผ่านการจัดตั้งทีมเศรษฐกิจที่มีประสบการณ์ มีโปรไฟล์ที่ดี และทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด ซึ่งถือเป็นมิติใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและประชาชน

สิ่งที่ภาคเอกชนกังวลมาโดยตลอด คือ ความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย แต่หากมีสัญญาณว่าทีมเศรษฐกิจชุดเดิมสามารถทำงานต่อเนื่องได้ ก็จะช่วยให้มาตรการต่างๆ เดินหน้าได้ทันที โดยเฉพาะการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่มีการประชุมหารือในระดับคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจอย่างสม่ำเสมอ และมีการผลักดันมาตรการเร่งด่วนในลักษณะ “Quick Big Win” ซึ่งเริ่มเห็นผลในระยะสั้น

*ขอมืออาชีพกระทรวงศก.

อย่างไรก็ตาม หากมีการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีเต็มรูปแบบ ภาคเอกชนอยากเห็นการเสริมบุคลากรมืออาชีพในกระทรวงเศรษฐกิจสำคัญ เพื่อให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นไปอย่างครบถ้วนและมีพลังมากยิ่งขึ้นขณะเดียวกัน ภาคเอกชนและ กกร. เห็นตรงกันว่า การแก้ปัญหาคอร์รัปชันต้องถูกยกระดับเป็นวาระสำคัญของประเทศ เนื่องจากคอร์รัปชันเปรียบเสมือนมะเร็งร้ายที่กัดกร่อนระบบเศรษฐกิจ และเป็นต้นเหตุของการรั่วไหลของงบประมาณ หากสามารถปราบปรามได้ จะช่วยอุดรูรั่วและเพิ่มประสิทธิภาพของมาตรการเศรษฐกิจในภาพรวม

เงื่อนไขสำคัญที่ภาคเอกชนมองว่าเป็นหัวใจของเสถียรภาพทางการเมือง คือ การรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลให้ได้มากกว่า 300 เสียง เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจเป็นไปอย่างราบรื่น ลดแรงเสียดทาน และสร้างความมั่นใจต่อการทำงานของรัฐบาลในระยะยาวขณะเดียวกัน พรรคการเมืองที่เข้าร่วมรัฐบาล ควรเป็นพรรคที่เมื่อรวมกันแล้วสามารถเสริมภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นให้กับรัฐบาลได้ ทั้งในสายตาประชาชน และนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง