ลอบยิง สส. จุดย้อนรอยประวัติศาสตร์ความรุนแรงการเมืองไทย

เหตุลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส เขต 5 พรรคประชาชาติ ในช่วงเช้ามืดวันที่ 20 มีนาคม 2569 บริเวณหน้าบ้านพักในอำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส กลายเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ประเด็นความปลอดภัยของบุคคลทางการเมืองถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง รายงานเบื้องต้นระบุว่า คนร้ายใช้รถกระบะขับประกบก่อนใช้อาวุธปืนยิงใส่รถของผู้เสียหายอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้คนขับรถและตำรวจติดตามได้รับบาดเจ็บ ขณะที่นายกมลศักดิ์รอดชีวิต เหตุเกิดขึ้นในช่วงเวลากลางคืนและในพื้นที่ฐานเสียงของเจ้าตัว ซึ่งเป็นรายละเอียดที่ทำให้คดีนี้มีนัยสำคัญในเชิงบริบท มากกว่าจะมองเป็นเหตุอาชญากรรมทั่วไป
หากลองขยับมุมมองออกจากเหตุการณ์เฉพาะหน้า จะพบว่าเหตุลักษณะนี้มีปรากฏในประวัติศาสตร์การเมืองไทยมาอย่างต่อเนื่อง แม้รูปแบบและเงื่อนไขจะแตกต่างกันไปในแต่ละยุค หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศไทยเคยมีเหตุการณ์สำคัญเมื่อปี 2492 ซึ่งมีอดีตรัฐมนตรี 4 รายเสียชีวิตในคดีเดียวกัน เหตุการณ์ดังกล่าวมักถูกกล่าวถึงในฐานะจุดหนึ่งของความตึงเครียดทางการเมืองในช่วงเวลานั้น และเป็นหลักฐานว่าความขัดแย้งทางการเมืองในบางช่วงสามารถพัฒนาไปสู่ความรุนแรงได้
เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายทศวรรษ 2520 เป็นต้นมา รูปแบบของเหตุทำร้ายบุคคลทางการเมืองเริ่มเปลี่ยนทิศทางไปสู่การใช้กำลังในลักษณะเฉพาะเจาะจงมากขึ้น การใช้อาวุธปืน การซุ่มโจมตี และการก่อเหตุระหว่างการเดินทางเริ่มปรากฏบ่อยขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่การแข่งขันทางการเมืองเข้มข้น หรือมีความเกี่ยวข้องกับเครือข่ายอิทธิพลในระดับจังหวัด เหตุการณ์จำนวนไม่น้อยในช่วงนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการขยายตัวของเศรษฐกิจท้องถิ่นและบทบาทของผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ซึ่งทำให้การเมืองไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในสภา แต่เชื่อมโยงกับโครงสร้างอำนาจในระดับพื้นที่อย่างลึกซึ้ง
หลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 และการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ภาพของความรุนแรงทางการเมืองยิ่งมีข้อมูลรองรับชัดเจนมากขึ้น งานศึกษาที่รวบรวมสถิติในช่วงปี 2543–2552 ระบุว่า มีความพยายามทำร้ายนักการเมืองท้องถิ่นถึง 481 ครั้งใน 459 คดี และมีผู้เสียชีวิต 362 คน คิดเป็นอัตราการเสียชีวิตประมาณ 75.3% ของเหตุทั้งหมด ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าความรุนแรงในลักษณะดังกล่าวมีความรุนแรงสูงและมักนำไปสู่การสูญเสียชีวิตในสัดส่วนมาก
เมื่อพิจารณาในรายละเอียดมากขึ้น จะพบว่ารูปแบบการก่อเหตุมีลักษณะค่อนข้างชัดเจน อาวุธที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นอาวุธปืนถึง 93.1% ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะของการก่อเหตุที่มุ่งเป้าไปยังบุคคลเฉพาะ ผู้เสียหายส่วนใหญ่เป็นผู้ชายเกือบทั้งหมด และตำแหน่งที่มีความเสี่ยงสูงคือผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะระดับองค์การบริหารส่วนตำบล ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 72.6% ของผู้ถูกทำร้ายทั้งหมด
ในเชิงพื้นที่ ข้อมูลระบุว่าภาคใต้มีสัดส่วนเหตุสูงที่สุดถึง 42.2% ของทั้งประเทศ และหากดูในระดับจังหวัด นราธิวาสเป็นจังหวัดที่มีจำนวนคดีสูงสุดในช่วงเวลาที่ศึกษาอยู่ที่ 34 คดี รองลงมาคือปัตตานี พัทลุง ยะลา และสงขลา ข้อมูลนี้ช่วยให้เข้าใจบริบทของเหตุการณ์ในปี 2569 ได้ชัดเจนขึ้น เนื่องจากพื้นที่เกิดเหตุเป็นหนึ่งในจังหวัดที่เคยมีสถิติความรุนแรงทางการเมืองสูงในอดีต
ที่มาข้อมูล : https://kyotoreview.org/issue-21/assassination-thai-local-politics/
ในช่วงหลังปี 2550 เป็นต้นมา แม้จำนวนเหตุการณ์ที่เป็นข่าวระดับประเทศอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน แต่ยังคงมีเหตุเกิดขึ้นเป็นระยะ ทั้งกรณีที่ผู้เสียหายรอดชีวิตและกรณีที่มีผู้เสียชีวิต รูปแบบการก่อเหตุยังคงมีลักษณะคล้ายเดิม เช่น การขับรถประกบยิง การเลือกช่วงเวลาในเวลากลางคืน หรือการลงมือในพื้นที่ที่ผู้ก่อเหตุมีความคุ้นเคย ลักษณะเหล่านี้เป็นองค์ประกอบที่พบซ้ำในหลายคดี และยังปรากฏในเหตุการณ์ล่าสุดด้วย
นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่เกิดขึ้นในประเทศไทยแต่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองต่างชาติ เช่น เหตุยิงอดีต สส.ฝ่ายค้านของกัมพูชาในกรุงเทพฯ เมื่อปี 2568 ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าประเด็นความปลอดภัยของบุคคลทางการเมืองมีความเกี่ยวข้องในหลายระดับ ทั้งในประเทศและระดับภูมิภาค
เมื่อเชื่อมโยงเหตุการณ์ในอดีตเข้ากับเหตุลอบยิงนายกมลศักดิ์ จะเห็นได้ว่าคดีนี้อยู่ในแนวโน้มต่อเนื่องของข้อมูลเชิงสถิติที่ผ่านมา ทั้งในแง่ของรูปแบบการก่อเหตุและพื้นที่เกิดเหตุ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่านราธิวาสเป็นจังหวัดที่มีจำนวนคดีสูงในอดีต การทำความเข้าใจเหตุการณ์นี้ จำเป็นต้องอาศัยการมองภาพรวมควบคู่ไปกับรายละเอียดเฉพาะของคดี
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
