รีเซต

"ซูเปอร์เอลนีโญ" ภาคเกษตรไทยใครเสี่ยงสุด ?

"ซูเปอร์เอลนีโญ" ภาคเกษตรไทยใครเสี่ยงสุด ?
TNN ช่อง16
9 กรกฎาคม 2569 ( 10:53 )
12

ปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” ที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ หนึ่งในสัญญาณสำคัญที่บ่งชี้คือการที่ดัชนี Southern Oscillation Index (SOI) ปรับลดลงสู่ระดับติดลบต่อเนื่อง โดยล่าสุดในเดือนเมษายนและพฤษภาคม 2569 ดัชนี SOI อยู่ที่ -11 และ -14 ตามลำดับ หรือเฉลี่ยอยู่ที่ -13 สะท้อนว่าภาวะเอลนีโญเริ่มก่อตัวชัดเจนมากขึ้น และมีความเป็นไปได้ว่าจะทวีความรุนแรงมากขึ้นตั้งแต่เดือนกรกฎาคมนี้ สู่ระดับ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ในช่วงปลายปี จนอาจกลายเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 140 ปี

“ซูเปอร์เอลนีโญ” หมายถึงการที่อุณหภูมิน้ำทะเลจะเพิ่มสูงกว่าปกติมากกว่า 2 องศาเซลเซียส โดยนับตั้งแต่ทศวรรษ 1950 เป็นต้นมา โลกเกิดปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญแล้วประมาณ 5 ครั้ง แต่หากอุณหภูมิน้ำทะเลเพิ่มขึ้นระหว่าง 1.50-1.99 องศาเซลเซียส จะเรียกว่า “ระดับรุนแรง” ส่วนการที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้นต่ำกว่านั้นจะอยู่ที่ระดับปานกลางและระดับอ่อน

สำปรับประเทศไทยอีกสัญญาณที่น่ากังวลคือความถี่ของการเกิดเอลนีโญที่เพิ่มขึ้น โดยก่อนเกิดเอลนีโญรุนแรงในปี 2558-2559 ไทยเคยเผชิญเอลนีโญในปี 2552-2553 หรือห่างราว 5 ปี แต่หลังจากนั้นเอลนีโญเกิดซ้ำในปี 2562-2563 และ 2566-2567 หรือเฉลี่ยทุก 3 ปี และล่าสุดในปี 2569 หรือภายใน 2 ปี ส่งผลให้ภาคเกษตรมีเวลาฟื้นตัวน้อยลง

Krungthai COMPASS ประเมินว่าภาคเกษตรไทยมีแนวโน้มเป็นภาคเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการกลับมาของปรากฏการณ์เอลนีโญในช่วงปี 2569–2570 มากที่สุด เนื่องจากเป็นภาคส่วนที่พึ่งพาทรัพยากรน้ำสูงถึง 3 ใน 4 ของการใช้น้ำทั้งหมดของประเทศและมีความเปราะบางต่อภาวะฝนทิ้งช่วงและภัยแล้งมากกว่าภาคเศรษฐกิจอื่น

นอกจากนี้ ภาคเกษตรไทยยังมีข้อจำกัดด้านการปรับตัว เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่เป็นรายย่อยที่มีศักยภาพในการบริหารจัดการน้ำและลงทุนในระบบป้องกันความเสี่ยงค่อนข้างจำกัด และพื้นที่เพาะปลูกของไทยกว่าร้อยละ 80 ยังคงอยู่นอกเขตชลประทาน ทำให้ต้องพึ่งพาปริมาณน้ำฝนเป็นหลัก

ทั้งนี้ ปริมาณน้ำในเขื่อนของไทยใช้การได้ล่าสุด โดยรวมทั้งประเทศเริ่มปรับตัวลงมาอยู่ในระดับต่ำโดยเฉพาะภาคกลาง  ซึ่งข้อมูล ณ 6 มิ.ย. 2569 ปริมาณน้ำใช้การได้ของภาคกลางอยู่ที่ราวร้อยละ 28 ต่ำกว่าระดับวิกฤติซึ่งอยู่ที่ราวร้อยละ 30  สถานการณ์ดังกล่าวจะสร้างความเสี่ยงต่อผลผลิตสินค้าเกษตรสำคัญโดยเฉพาะ “ข้าว” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  ซึ่งข้าวนาปีจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดมากในช่วงปลายปี 2569 รวมทั้งข้าวนาปรังที่เพาะปลูกในภาคกลางเป็นหลัก  ที่จะมีผลผลิตออกสู่ตลาดมากในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2570

Krungthai COMPASS ประเมินเอลนีโญรอบนี้อาจกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยผ่านผลกระทบต่อภาคเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป โดยผลกระทบหลักจะส่งผ่านสภาพอากาศที่แห้งแล้งซึ่งทำให้ปริมาณฝนและปริมาณน้ำใช้การอยู่ในระดับต่ำ กระทบการเพาะปลูก และผลผลิตของพืชหลายชนิด ขณะเดียวกัน เกษตรกรยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนปุ๋ยทีเพิ่มขึ้นจากสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งอาจทำให้เกษตรกรลดการใช้ปุ๋ยลงและยิ่งซ้ำเติมผลผลิตทางการเกษตรให้ปรับลดลงมากขึ้น

ผลกระทบดังกล่าวมีแนวโน้มส่งผ่านมายังเศรษฐกิจไทยผ่าน 2 ช่องทางสำคัญ ได้แก่ (1) รายได้ภาคเกษตรที่ลดลง จากปริมาณผลผลิตที่หดตัว ซึ่งจะกดดันกำลังซื้อและการบริโภคของครัวเรือนเกษตร และ (2) ต้นทุนวัตถุดิบสินค้าเกษตรที่สูงขึ้น กระทบอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรแปรรูป ซึ่งอาจผลักดันเงินเฟ้อหมวดอาหารและลดกำลังซื้อของผู้บริโภคโดยรวม ทั้งสองช่องทางจะกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในระยะถัดไป



Krungthai COMPASS ประเมินว่าเอลนีโญรอบนี้จะสร้างความเสียหายต่อภาคเกษตรไทยแบ่งเป็น 3 กรณี 

1. กรณี Base Case เอลนีโญรอบนี้จะสร้างความเสียหายต่อภาคเกษตรไทยราว 62,000 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 0.31 ของ GDP1 โดยคาดว่าจะเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 2569 ต่อเนื่องถึงกลางปี 2570 สอดคล้องกับการประเมินของ Columbia Climate School และองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ส่งผลให้ผลผลิตพืชเศรษฐกิจสำคัญลดลง  และคาดว่าราคาปุ๋ยเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราวร้อยละ 70 

โดยข้าวได้รับผลกระทบมากที่สุด คาดว่าผลผลิตจะหายไปราว 5.4 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 43,046 ล้านบาท รองลงมาคืออ้อย 12.0 ล้านตัน มูลค่าความเสียหาย 10,711 ล้านบาท และมันสำปะหลัง 3.1 ล้านตัน มูลค่าความเสียหาย 8,098 ล้านบาท

2. กรณี Best Case  เอลนีโญรอบนี้จะสร้างความเสียหายต่อภาคเกษตรไทย  38,551 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 0.19 ของ GDP โดยกรณีนี้คาดว่าภาวะฝนทิ้งช่วงแค่ครึ่งหลังของปี และคาดว่าราคาปุ๋ยเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราวร้อยละ 40 โดยข้าวจะได้รับผลกระทบ 4.1 ล้านต้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 32,832 ล้านบาท รองลงมาคืออ้อย 3.6 ล้านตัน มูลค่าความเสียหาย 3,214 ล้านบาท และมันสำปะหลัง 1.0 ล้านตัน มูลค่าความเสียหาย 2,505 ล้านบาท 

3. กรณี Worst Case  เอลนีโญรอบนี้จะสร้างความเสียหายต่อภาคเกษตรไทย 100,789 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 0.51 ของ GDP  โดยคาดว่าภาวะฝนทิ้งช่วงตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 2569 ถึงครึ่งหลังของปี 2570  และราคาปุ๋ยเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราวร้อยละ 100  โดยข้าวจะได้รับผลกระทบถึง 9.4 ล้านตัน มูลค่าความเสียหาย 75,465 ล้านบาท ตามด้วยอ้อย 16.3 ล้านตัน มูลค่าความเสียหาย 14,500 ล้านบาท และมันสำปะหลัง 4.2 ล้านตัน มูลค่าความเสียหาย 10,832 ล้านบาท  



ผลผลิตที่ลดลงกระทบรายได้เกษตรกรในปี 2569-70 มีแนวโน้มลดลงจากปี 2568 แต่ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยช่วง 10 ปีย้อนหลัง จากผลผลิตที่ลดลงมากกว่าราคาที่เพิ่มขึ้น โดยดัชนีรายได้เกษตรกรในปี 2569 คาดจะลดลงราวร้อยละ 8 จากช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) จากผลผลิตที่ลดลงมากกว่าราคาที่ปรับตัวขึ้น โดยเฉพาะข้าวที่ผลผลิตคาดว่าจะลดลงราวร้อยละ  18 YoY จากผลกระทบของเอลนีโญ ส่วนในปี 2570 คาดลดลงต่อเนื่องหรือติดลบร้อยละ 2 YoY ซึ่งเกิดจากแรงกดดันทั้งด้านผลผลิตและราคาพร้อมกัน โดยเฉพาะผลผลิตอ้อยที่ลดลงราวร้อยละ 5 YoY จากผลของเอลนีโญ

นอกจากส่งผลโดยตรงต่อผลผลิตข้าวแล้ว เอลนีโญยังส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรไทยที่พึ่งพาวัตถุดิบทางการเกษตร โดยเฉพาะธุรกิจโรงสีข้าวซึ่งมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันด้านความสามารถในการทำกำไรเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากภาวะภัยแล้งในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ที่ทำให้ผลผลิตข้าวลดลงและอุปทานข้าวเปลือกตึงตัว โดยคาดว่าปริมาณข้าวเปลือกที่เข้าสู่โรงสีจะลดลงราวร้อยละ 18 ส่งผลให้ต้นทุนรับซื้อข้าวเปลือกเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 10 จาก 7,305 บาทต่อตัน เป็นราว 8,000 บาทต่อตัน 

ขณะที่ราคาขายส่งข้าวสารปรับเพิ่มได้เพียงร้อยละ 7 เนื่องจากถูกจำกัดด้วยการแข่งขันจากตลาดส่งออก ส่งผลให้ส่วนต่างกำไรถูกบีบตัวลง อีกทั้งต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นยังซ้ำเติมภาระต้นทุน โดยคาดว่าอัตรากำไรจากการดำเนินงานของโรงสีขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก จะลดลงจากปีก่อนร้อยละ 0.7  ร้อยละ 0.6 และร้อยละ 0.3 ตามลำดับ


Krungthai COMPASS แนะนำทุกภาคส่วนต้องเร่งยกระดับการบริหารจัดการความเสี่ยงและการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศที่ผันผวนมากขึ้น โดยภาคธุรกิจเกษตรแปรรูปควรสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบผ่าน Contract Farming หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้า และประยุกต์ใช้ Climate Tech เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและบริหารจัดการผลผลิต 

ขณะที่เกษตรกรควรปรับรูปแบบการเพาะปลูกให้ใช้น้ำน้อยลง เช่น การทำนาเปียกสลับแห้ง (AWD) ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมถึงเลือกพันธุ์พืชทนแล้งและติดตามข้อมูลพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด ด้านภาครัฐควรเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำในพื้นที่นอกเขตชลประทาน สนับสนุนการวิจัยพันธุ์พืชทนสภาพอากาศสุดขั้ว และพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าและฐานข้อมูล Climate Risk เพื่อเสริมความยืดหยุ่นของภาคเกษตรไทยในระยะยาว


ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง